
เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังเกิดเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส อย่างอุกอาจ ทำให้ทหารพรานเสียชีวิตถึง 5 นายคราวเดียว ดูเหมือนฝ่ายความมั่นคงจะเปิดข้อมูลของฝ่าย BRN มากขึ้น ผ่านสื่อกระแสหลัก และช่องทางสื่อสารที่เป็นทางการ
วันที่ 6 ส.ค.69 ในกิจกรรม “สื่อมวลชนสัญจร นำพาสันติสุข” ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งได้นำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางลงพื้นที่ มีกำหนดการหนึ่งเข้าไปยังกรมทหารพรานที่ 43 ภายในค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อฟังบรรยาสรุปจากกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้
การบรรยายสรุปรอบนี้ได้รับความสนใจจากสื่อทุกแขนงที่ได้ไปฟัง และถูกนำมาตีข่าวขยายความอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะข้อมูลที่ว่า BRN มีแนวร่วมในปัจจุบันราวๆ 1,800 คน และมีรายได้ (โดยนัยคือเพื่อต่อสู้กับรัฐไทย) ปีละถึง 2,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
กลายเป็นการฉายภาพที่น่ากลัว และแข็งแกร่งของ BRN จากฝ่ายรัฐเองอย่างเป็นทางการ ซึ่งสมควรต้องบันทึกเอาไว้ เพราะที่ผ่านมา มุมมองของรัฐที่สื่อสารถึง BRN คือการประณาม และตีตราว่าเป็นผู้สร้างความสูญเสียแบบไม่เลือกหน้า ไม่ใช่นักรบ กระทำเรื่องโหดร้ายได้แม้กับเป้าหมายอ่อนแอ
ข้อมูลชุดนี้มาจาก พ.อ.พงศกร แสงกุล รองผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (รอง ผบ.กกล.ทพ.จชต.) โดยรูปแบบการให้ข้อมูล มีทั้งการให้สัมภาษณ์ของ พ.อ.พงศกร เอง และการอ้างการให้ข่าวเพิ่มเติมจากแหล่งข่าว ส่วนแหล่งข้อมูลบางส่วนมีการอ้างอิงสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
“ทีมข่าวอิศรา” ขอสรุปแบบรวบรัดเป็นข้อๆ ดังนี้
1.BRN เป็นองค์กรลับ มีโครงสร้างแบ่งชั้นและเครือข่ายย่อย มีกำลังทหารหลักอยู่บนภูเขา และวางกำลังทหารบ้านในหมู่บ้านละ 2 คน มีแนวร่วมในพื้นที่ประมาณ 1,800 คน ทั้งในและนอกประเทศ
2.ปฏิบัติการทางทหารยังใช้รูปแบบการก่อเหตุเหมือนในอดีตที่เคยใช้กันมา คือ การซุ่มโจมตีด้วยอาวุธปืน ระเบิดแสวงเครื่อง โดยมีแนวร่วมในพื้นที่สนับสนุนทั้งตอนก่อเหตุและหลบหนี
3.BRN หันมาใช้สงครามข้อมูลข่าวสารเพื่อดิสเครดิตกองกำลังฝ่ายรัฐ ด้วยสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น ควบคู่ไปกับการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่
4.การสร้างสมาชิกและแนวร่วมรุ่นใหม่เปลี่ยนจากใช้หลักศาสนามาเป็นการใช้อัตลักษณ์ ความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ เพื่อดึงกลุ่มเยาวชนคนหนุ่มสาวเข้าร่วมขบวนการ
5.ท่อน้ำเลี้ยงจากการเรี่ยไรและเงินบริจาคจากสมาชิก ปีละ 2,000 บาทต่อคน คาดว่ามีเงินบริจาครวมสูงถึง 2,000 ล้านบาทต่อปี
6. โครงสร้างการบริหารงานของ BRN เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะแกนนำเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนี้อายุ 70-80 ปี ร่วงโรยไปตามกาลเวลา จึงมีการส่งผ่านให้คนใหม่ ยุทธวิธียังเหมือนเดิม แต่ให้ความสำคัญต่อเป้าหมายแตกต่างกันในแต่ละปี
@@ รู้แค่ “องค์กรลับ” ยังน้อยไป!
ข้อมูลของ พ.อ.พงศกร สร้างกระแสฮือฮาพอสมควรในแวดวงสื่อ และผู้ติดตามข่าวสาร แต่หลายประเด็นก็ถูกตั้งคำถามย้อนกลับเช่นกันว่า มีข้อมูลหลักฐานอ้างอิงเพียงใด เช่น จำนวนสมาชิก หรือนักรบของ BRN รวมถึงรูปแบบการทำงาน กลยุทธ์การก่อเหตุรุนแรง และการระดมทุน
เพราะหากคิดในมุมกลับ หาก BRN มีกำลังหลัก 1,800 คน แม้จะหมุนเวียนผลิตนักรบรุ่นใหม่ทดแทนคนเก่าได้ตลอดเวลา แต่ก็เกิดคำถามว่า เหตุใดยึงยืนระยะต่อสู้กับรัฐไทยได้นานกว่า 2 ทศวรรษ เพราะทั้งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และงบประมาณของฝ่ายรัฐ เหนือกว่าหลายเท่าตัว อาจสูงถึง 10-20 เท่าตัวเลยทีเดียว
“ทีมข่าวอิศรา” ติดต่อขอให้ ดร.ซาช่า เฮลบาร์ธ นักวิจัยชาวเยอรมันที่ทำการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับขบวนการ BRN ช่วยไขคำตอบเหล่านี้
“ยังไม่รู้เขา รู้เรา และมิตร” ดร.ซาช่า สรุปในประโยคแรก ก่อนจะขยายความ
“ยังเข้าใจว่า ผู้นำ BRN มีอายุมากแล้ว และหมดบทบาท แต่ไม่รู้ว่าเขามีโครงสร้างเหมือนข้าราชการ มีตำแหน่งรองมาทดแทนตลอด เขามีคนทุกรุ่นไล่เรียงกันตามอาวุโสและตำแหน่ง”
อย่างไรก็ดี การออกมาเปิดหน้าสัมภาษณ์สื่ออย่างเป็นทางการเกี่ยวกับองค์กรอย่าง BRN ซึ่งฝ่ายความมั่นคงไทย และรัฐไทยแทบไม่เคยยอมรับ หรือยกสถานะ ก็ส่งผลดีเช่นกันในมุมของ ดร.ซาช่า
“ก็ดีในทางที่ยอมรับว่ามี BRN เป็นองค์กรลับ ยากในการหาข่าว เจ้าหน้าที่ตกเป็นเป้าหมาย”
@@ ถ้าไม่เข้าใจ...ก็ไม่ชนะ
การทำงานของ BRN ที่ฝ่ายความมั่นคงไทยมองว่าเป็น “เซลล์อิสระ” ประเด็นนี้ ดร.ซาช่า ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ตั้งคำถามย้อนกลับไปไกลกว่าองค์ความรู้ที่เรามี
“หากเราสมมติว่ามีเซลล์อิสระอยู่จริง หรือว่าเซลล์เหล่านั้นมีความสำคัญ กลยุทธ์/นโยบายก็จะขาดจุดโฟกัส นั่นคือสิ่งที่ BRN ต้องการ…นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม NSC (สมช.) ถึงยังไม่เข้าใจ BRN พวกเขาไม่เข้าใจความเป็นเอกภาพและความซับซ้อนขององค์กรนี้”
แล้วองค์กรนี้มีหน้าตาอย่างไร โครงสร้างเป็นแบบไหน จากการวิจัยของ ดร.ซาช่า และทีมงานซึ่งมีนายทหารจากกองทัพร่วมอยู่ด้วย
ดร.ซาช่า สรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า BRN มีความซับซ้อนและน่ากลัวกว่าที่ฝ่ายความมั่นคงไทยคิดไว้มาก หากไม่เข้าใจ ประเทศไทยก็จะต่อสู้ในสิ่งที่ไม่มีทางชนะได้
แต่ข่าวดีก็คือ องค์กรที่รวมเป็นหนึ่งเดียว แม้จะเป็นองค์กรลับ ก็จัดการได้ง่ายกว่ากลุ่มกบฏที่กระจัดกระจาย เหมือนกับอีกหลายๆ พื้นที่ขัดแย้งทั่วโลกซึ่งไม่สามารถจัดการยาก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศใกล้ๆ ไทย
@@ รายได้ปีละ 2,000 ล้าน...เยอะไปไหม?
ส่วนเรื่องไฟแนนซ์ หรือแหล่งทุนของ BRN งานวิจัยของ ดร.ซาช่า ระบุว่า ขบวนการมีเงินทุนและสินทรัพย์ที่ใช้เคลื่อนไหว รวมมูลค่า 4,000 ล้านบาท เป็นเงินและทรัพย์สินทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและมาเลเซีย
เงินส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยผู้นำระดับสูง เงินของขบวนการมาจากรายได้จากค่าสมาชิกวันละ 1 บาท เงินซากาต เงินจากระบบบริจาคต้นยาง 100 ต้น ให้ BRN 1 ต้น และเงินผลประโยชน์จากให้สมาชิกกู้ไปลงทุน เช่น ร้านต้มยำกุ้ง รวมรายได้ทั้งหมดแต่ละปี อย่างน้อย 100 ล้านบาท ไม่รวมกับเงินทุนและสินทรัพย์เดิมที่มีอยู่แล้ว 4,000 ล้านบาท
@@ 6 จุดแข็ง BRN ยืนระยะสู้รัฐไทย
มาถึงคำตอบของคำถามอันแหลมคมที่ว่า เหตุใด BRN จึงยังสามารถดำรงอยู่และขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะถูกกดดันอย่างหนักจากรัฐไทย
ดร.ซาช่า อธิบายว่า BRN มีจุดแข็ง 6 ประการ
1. ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability)
BRN พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในอดีตและการวางแผนระยะยาว ในขณะที่กลุ่มอื่นล่มสลายไปในช่วงทศวรรษที่ 1980 แต่ BRN กลับปรับตัวจากการทำสงครามกองโจรในป่า มาเป็นการใช้ “นักรบนอกเวลา” ที่แฝงตัวเป็นพลเมืองปกติอยู่ในหมู่บ้านและเมือง
2. การเป็นองค์กรลับที่ซ่อนตัวอยู่กับประชาชน
สมาชิก BRN แฝงตัวอยู่ในชุมชนมานาน และมักมีตำแหน่งหน้าที่ที่เป็นที่เคารพนับถือในท้องถิ่น สิ่งนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถเผยแผ่อุดมการณ์และแนวคิดสุดโต่งผ่านมัสยิดและสถาบันการศึกษาได้อย่างเงียบเชียบ ทำให้องค์กรมี “เกราะป้องกัน” ที่มีประสิทธิภาพต่อการแทรกซึมของรัฐ
3. การเป็นอิสระจากผู้นำที่มีบารมีและผู้สนับสนุนต่างชาติ
BRN ไม่ได้พึ่งพาบารมีของผู้นำเพียงคนเดียวเหมือนกรณีของ เช เกวารา หรือ เหมาเจ๋อตุง นอกจากนี้ ขบวนการยังมีความเป็นอิสระทางการเงินผ่านระบบ “เศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง” (Ekonomi Berdikari) โดยระดมทุนจากค่าสมาชิก การบริจาค และการยักยอกเงินอุดหนุนการศึกษาจากรัฐไทย ทำให้แทบไม่ต้องพึ่งพาทุนหรือการแทรกแซงจากต่างชาติ
4. การขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ (Ideology-driven motivation)
ขบวนการขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ชาตินิยมมลายูปัตตานีและแนวคิดญิฮาดที่ฝังรากลึก การเข้าควบคุมสถาบันการศึกษาทำให้พวกเขาสามารถสร้างสมาชิกที่มีความมุ่งมั่นทางอุดมการณ์ในระยะยาว ซึ่งทำลายได้ยากกว่ากลุ่มที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์จากการทำผิดกฎหมายเพียงอย่างเดียว
5. การบริหารที่เป็นระเบียบ (Bureaucratized Rebellion)
BRN ประสบความสำเร็จในการวางระบบบริหารจัดการองค์กรที่มีการแบ่งภารกิจชัดเจน มีกระบวนการสรรหาและฝึกอบรมสมาชิกใหม่ที่เป็นระบบ และมีเอกสารคู่มือการปฏิบัติงาน ความเป็นสถาบัน (Institutionalization) นี้ทำให้ขบวนการมีความต่อเนื่องและสามารถทดแทนสมาชิกที่สูญเสียไปได้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
6. การมีที่หลบภัยในต่างประเทศ
เมื่อถูกกดดันจากหน่วยความมั่นคงไทย แกนนำและผู้สั่งการจะใช้พื้นที่ทางตอนเหนือของมาเลเซียเป็นฐานที่มั่น โดยใช้ประโยชน์จากประเด็นบุคคลสองสัญชาติและความขัดแย้งทางการเมืองภายในมาเลเซียเพื่อรับการคุ้มครอง และเป็นฐานในการสั่งการปฏิบัติการในไทย
@@ กลยุทธ์เอาชนะ...รัฐไทยมีหรือยัง?
ดร.ซาช่า ตั้งคำถามเชิงรุกทิ้งท้ายว่า หากเข้าใจ BRN ใน 2 มิตินี้...
1.การแบ่งหน้าที่ตามกระทรวง (military, education, finance…)
2. การแบ่งลำดับชั้นระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น ผู้บัญชาการระดับกลาง (border area - ตามแนวชายแดน หรือในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้) และผู้นำ (in Malaysia)
รัฐบาลไทยจะมุ่งเน้นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ไปที่ใด เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ตอบคำถามสำคัญนี้เลย!
