
ทันทีที่รัฐบาลแสดงท่าทีเดินหน้าโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา กระแสต่อต้าน คัดค้านจากกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ และภาคประชาชนในพื้นที่ก็เริ่มดังกระหึ่มขึ้นมา
ทำให้ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า การประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา ในวันที่ 31 ส.ค.ถึง 1 ก.ย.69 นี้ รัฐบาลจะถือฤกษ์ปักหมุดนับหนึ่งโครงการที่ถูกชะลอมาหลายปี หรือจะเป็นการนับหนึ่ง “ม็อบรอบใหม่” และเติมเชื้อไฟในพื้นที่กันแน่
เพราะการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมขยายวงอย่างรวดเร็วจริงๆ
อ่านประกอบ : เตรียมจัด ครม.สัญจร สงขลา ปักธง “นิคมฯจะนะ”

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) เครือข่ายสิทธิชุมชน ร่วมกับ คณะพิทักษ์ฐานทรัพยากรและการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้จัดวงเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “สิทธิชุมชน คนปาตานี จะ ‘เจ๋ง’ หรือ ‘เจ๊ง’ ใต้เงาเลขาฯ ศอ.บต. คนใหม่?”

ไฮไลต์ของเวทีอยู่ในช่วงที่ นางจันทิมา ชัยบุตรดี หรือ “นิเนาะ” ประธานกลุ่มนักรบผ้าถุง จาก ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งเคยร่วมชุมนุมต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เมื่อปี 64 ได้ประกาศจุดยืนกลางวงเสวนา ต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะแน่นอน
นางจันทิมา เล่าย้อนรอยการต่อสู้เมื่อปี 64 ว่า กลุ่มสตรีสูงวัยจากจะนะไปปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล ก่อนจะถูกตำรวจควบคุมฝูงชนเข้าสลายการชุมนุม และจับกุมโดยใช้ความรุนแรง
“เราโดนทั้งถีบ ทั้งบิดแขน สารพัดจะทำ แต่เราสู้เพราะหลังชนฝา เราต้องปกป้องทรัพยากรให้ลูกหลาน วันนี้ได้ข่าวว่าจะเอา ดร.เจ๋ง ลงมาเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. อย่ามาเลยดีกว่า เพราะถ้ามา จะนะจะเจ๊ง ในอดีตลูกน้องของ ดร.เจ๋ง ก็เคยมาแจกน้ำตาล แจกน้ำมันพืช เพื่อแลกกับลายเซ็นชาวบ้านไปดันโครงการ”
อนึ่ง “ดร.เจ๋ง” ที่ “นิเนาะ” พูดถึง คือ ดร.ชนธัญ แสงพุ่ม ชื่อเล่น “เจ๋ง” รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งมีบทบาทผลักดันขับเคลื่อนโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ มาโดยตลอด
อ่านประกอบ : นับหนึ่ง “นิคมฯ จะนะ” จ่อดัน “ดร.เจ๋ง” นั่งรักษาการเลขาฯศอ.บต.

นางจันทิมา ฝากคำเตือนไปถึงนักการเมืองระดับชาติและผู้มีอำนาจว่า อย่าพยายามปัดฝุ่นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะในปี 69 อีกเลย
"คุณพิพัฒน์ (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) ถ้าได้ยินก็หยุดนะ อย่าเอาเจ๋งลงมาที่จะนะ เจอแน่เหมือนกัน เราไม่กลัวโดนจับ จะกี่คดีก็ไม่กลัว”
“ทำไมรัฐไม่ไว้ใจผลการศึกษา SEA (การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์) งบ 28 ล้านที่ ม.อ.หาดใหญ่ และสภาพัฒน์ ทำไว้ พื้นที่ไหนมีศักยภาพประมง เกษตร ก็สนับสนุนไปสิ ไม่ต้องเอาอุตสาหกรรมที่ให้ค่าแรงวันละ 300 บาทมาลงหรอก เพราะชาวประมงจะนะทุกวันนี้ เขาหาเงินได้วันละเป็นพัน เป็นหมื่น โดยไม่ต้องง้อโรงงาน”ตัวแทนนักรบผ้าถุง กล่าว
@@ แฉรัฐงุบงิบ เปลี่ยนสีผังเมืองหนองจิกรับเปิดโรงงาน
ผู้ร่วมเสวนาคนอื่นๆ ได้สะท้อนปัญหาการพัฒนาที่ขาดการมีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่ ทำให้เกิดความขัดแย้งตามมา

นายต่วนอับดุลเลาะ ยามา ตัวแทนชาว อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เล่าถึงความไม่ชอบมาพากลในการเปลี่ยนสีผังเมืองหนองจิก ให้เป็น “พื้นที่สีม่วง” ซึ่งหมายถึงที่ดินประเภทอุตสาหกรรมและคลังสินค้า โดยระบุว่า กระบวนการเปลี่ยนสีผังเมืองเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเป็นการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างชัดเจน
“เขาไปถามใคร? เพราะเป็นการจัดประชุมออนไลน์ที่ชาวบ้านเขาไม่ถึง ไม่ประเมินหรือว่าหนองจิกชาวบ้านหากินในแม่น้ำ เลี้ยงปลา ทำนา พอมีโรงงานมาตั้ง คนในพื้นที่อย่าง ต.บางเขา ต้องอพยพไปทำงานที่อื่น เพราะหาปลาไม่ได้แล้ว แม่น้ำตรงดอนยางและบางเขาตอนนี้กลายเป็นสีดำ มีกลิ่นเหม็นตั้งแต่หัวค่ำยันรุ่งสาง การเปลี่ยนเป็นสีม่วงแบบนี้มันจะพัฒนาหรือทำลายสิ่งแวดล้อมกันแน่”
@@ โวย ศอ.บต.เครื่องมือกลุ่มทุน ผลักดันโครงการร้าง

ขณะที่ นายอารีฟีน โสะ ผู้ประสานงาน The Patani RESOURCE ตั้งคำถามถึงบทบาทของ ศอ.บต. จากเดิมที่เป็นกลไกพิเศษเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งและถ่วงดุลอำนาจ แต่ปัจจุบันกลับถูกลดสถานะไปอยู่ใต้ร่มของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ทำให้ ศอ.บต. กลายเป็นเพียงเครื่องมือของฝ่ายความมั่นคง และกลุ่มทุนใหญ่ในการผลักดันโครงการพัฒนาที่ปิดปากประชาชน
เช่น โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา อ.เทพา จ.สงขลา กอ.รมน.เป็นแกนนำจัดเวทีและกันคนเห็นต่างออกไป
หรือเลือกตั้งปี 62 มีโครงการเขื่อนลำพะยา ถางป่ากว่าพันไร่ ผลคือตอนนี้น้ำท่วมเมืองลำใหม่หนักมาก (ตำบลหนึ่งของ อ.เมืองยะลา)
หรือโครงการขุดลอกอ่าวปัตตานี ใช้งบกว่า 600 ล้านบาท แต่กลับขุดทรายมาทิ้งกองมหึมาทิ้งไว้ในอ่าว

นอกจากนั้นยังมีโครงการตามแนวทาง “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ที่ทิ้งร้างมากมาย ทั้งตลาดวัวที่หนองจิก สนามบินเบตงที่แทบไม่มีเที่ยวบิน และสกายวอล์คที่รัฐกอบโกยผลประโยชน์
รวมถึงการปล่อยให้มี “โรงไฟฟ้าชีวมวล” นับสิบโรงในพื้นที่ ตามแผนที่จะทำให้เกิดถึง 40 โรง ทั้งๆ ที่ไฟฟ้าสำรองล้นประเทศ เรื่องนี้จึงเป็นเพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น และ “ดร.เจ๋ง” คือคนที่มีบทบาทในเรื่องนี้สูงมากมาตลอด
