
จากกรณี นายซอและ ดอเลาะ วัย 21 ปี ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบนถนนในพื้นที่ หมู่ 2 ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ช่วงคืนของวันที่ 22 ส.ค.69 ซึ่งเกิดเหตุป่วนใต้ครั้งใหญ่มากกว่า 100 จุด
กรณีนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา เมื่อเจ้าตัวยืนยันว่า ถูกกระสุนปืนยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์ของทหารที่ลาดตระเวนอยู่ โดยเป็นการจงใจยิง
อย่างไรก็ดี ฝ่ายทหารที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ตลอดจน พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พากันประสานเสียงปฏิเสธอย่างหนักแน่น
เรื่องนี้จึงกลายเป็น “ข้อเท็จจริงสองด้าน” ที่หาคำตอบที่แท้จริงยังไม่ได้ ทั้งๆ ที่ “ความจริงมีหนึ่งเดียว” โดยกระแสสังคมในพื้นที่ซึ่งมองรัฐอย่างไม่ค่อยไว้ใจอยู่แล้ว ก็วิจารณ์ในทำนองเชื่อว่า น่าจะมียิงจาก ฮ.ลงมาจริงๆ เพราะที่ผ่านมาหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสก็มักนำ ฮ.ขึ้นบินลาดตระเวน และไล่ล่าผู้ก่อความไม่สงบในเวลากลางคืน
ทว่าฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะทหาร ยืนกรานหนักแน่นว่า ไม่มีการนำอาวุธปืนขึ้นไปบน ฮ.ด้วยซ้ำ ฉะนั้นไม่มีการยิงจาก ฮ.อย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 - 31 ส.ค.69 คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ทหาร) ได้ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส เพื่อติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยไปพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้เสียหาย คือ นายซอและ และญาติ รวมถึงลงไปยังที่เกิดเหตุเพื่อพูดคุยกับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ตลอดจนตำรวจ สภ.จะแนะ และ ฉก.นราธิวาส ซึ่งกำกับดูแลปฏิบัติการของเฮลิคอปเตอร์ที่ขึ้นบินตรวจการณ์ในวันเกิดเหตุด้วย
ต่อมา กมธ.ทหารได้กลับมาประชุมที่รัฐสภา และเสนอว่าให้ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบ โดยข้อเสนอนี้เคยมีการเสนอจากบางฝ่ายมาก่อนแล้ว แต่นายกฯอนุทิน ปฏิเสธ อ้างว่าไม่มีอำนาจแต่งตั้ง เพราะเป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ไม่แสดงท่าทีจะตั้งคณะกรรมการ
ล่าสุดมีลูกศิษย์ของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง ได้เปิดเผยข้อมูลผลวิเคราะห์ภาพรอยกระสุนตกในที่เกิดเหตุตามหลักฟิสิกส์ โดยเทียบกับจากภาพของสื่อ The Reporter และประมวลผลพร้อมวิเคราะห์ด้วย AI จากปืนเล็กยาว เอ็ม 16 ยิงจากที่สูงด้วยมุมกดลง 20-30 องศา ระยะทาง 100, 200 และ 300 เมตร คาดการณ์ตามคำบอกเล่าของผู้เสียหาย ภาพถ่ายรอยกระสุนบนถนนจากสื่อ และคำแถลงของแพทย์ผู้ทำการรักษาบาดแผล
ผลสรุปคือ
@@ ระยะ 100 เมตร @@

หากวิเคราะห์ตามหลักฟิสิกส์ การเคลื่อนที่ของสลักภัณฑ์ (Ballistics) และกลศาสตร์การชน (Impact Mechanics) โดยตัดข้อมูลเชิงบริบทของข่าวออกไป สมมติฐานที่ตั้งมานั้น มีจุดที่ขัดแย้งกับหลักฟิสิกส์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องของ “มุมกระทบ” และ “รูปทรงของรอยแตก (Crater Morphology)”
พลังงานจลน์และการทำลายล้าง (Kinetic Energy) ข้อมูลตามโจทย์ กระสุน 5.56 มม. (น้ำหนักเฉลี่ย 3.6 กรัม) ที่ระยะ 100 เมตร จะมีความเร็วเหลืออยู่ ประมาณ 850 เมตรต่อวินาที คำนวนพลังงานจากสูตรพลังงานจลน์ \(E_k = \frac{1}{2}mv^2\) จะได้พลังงานกระทบสูงถึง ประมาณ 1,300 จูล ซึ่งผลกระทบต่อพื้นผิววัสดุเปราะและแข็งอย่างแอสฟัลต์คอนกรีต (Asphalt Concrete) จะทำให้เกิดการแตกเป็นสะเก็ด (Spalling) รอยหลุมที่เห็นในภาพ จึงมีความเป็นไปได้ในแง่ของ ปริมาณพลังงานที่สร้างรอยแตกร้าวขนาดนี้ได้
แต่เมื่อมุมกดแนวกระสุนทำมุมกับพื้นที่ถนนเพียง 20-30 องศา ผลลัพธ์ตามหลักฟิสิกส์ รอยหลุมบนพื้นที่ จะต้องเป็น “รูปทรงวงรี” (Elliptical Crater) หรือเป็นรอยครูดเป็นแนวยาวขนานไปกับทิศทางของกระสุนอย่างชัดเจน เนื่องจากแรงลัพธ์เฉือนไปด้านหน้า และหัวกระสุนมักจะแฉลบ (Ricochet) ออกไป ทิ้งรอยเปิดของหลุมด้านหนึ่งให้ตื้ และอีกด้านหนึ่งลึก
แต่ในภาพรอยกระสุนที่ปรากฎ มีลักษณะค่อนข้างเป็นวงกลมสมมาตร (Circular and Symmetrical) และกระจายตัวออกจากศูนย์กลางเท่า ๆ กันทุกทิศทาง
จากภาพจึง “เป็นไปไม่ได้” ที่จะเป็นรอยกระสุนที่ยิงด้วยมุมกดลาดต่ำเพียง 20-30 องศา จากแนวขนาน เพราะขัดกับรูปทรงของรอยแตกที่เป็นวงกลมสมมาตรอย่างสิ้นเชิง ซึ่งหากรอยแตกตามภาพเกิดจากกระสุน เอ็ม 16 จริงตามกลศาสตร์การชน วิถีกระสุนต้องมาจากมุมที่ชันมากเกือบตั้งฉากกับพื้นถนน (High-angle Impact) เช่น ยิงลงมาจากแนวดิ่ง
@@ ระยะ 200 เมตร @@

ตามหลักฟิสิกส์ของการชน (Impact Mechanics) เมื่อวัตถุพุ่งชนพื้นผิวด้วยมุมเฉียง รูปทรงของหลุมหรือรอยแตกจะแปรผันตามมุมปะทะ (Angle of Incidence) หากกระสุนทำมุมกดลงจากแนวขนานเพียง 20–30 องศา (หมายถึงมุมปะทะกับพื้นผิวถนนค่อนข้างลาดเอียงหรือเฉียงมาก) แรงเวกเตอร์ในแนวราบ (\(F_{x}\)) จะสูงกว่าแนวตั้ง (\(F_{y}\)) ส่งผลให้แรงเฉือน (Shear Stress) กระทำต่อผิวถนนในทิศทางทะแยง
ผลลัพธ์ที่ควรจะเป็น รอยแตกบนพื้นแอสฟัลต์จะต้องมีลักษณะเป็น “วงรีทอดยาว” (Elliptical Crater) หรือเกิดรอยครูดเป็นทางยาว (Skid/Gouge Mark) และมีโอกาสเกิดการแฉลบ (Ricochet) สูงมากเนื่องจากมุมปะทะชันไม่พอที่จะเจาะทะลวงลึกลงไปตรงๆ
สรุปตามหลักฟิสิกส์ หากพิจารณารอยกระสุนจากภาพถ่าย รอยแตกรูปทรงกลมสมมาตรเช่นนี้ “เป็นไปไม่ได้” ที่จะเกิดจากการยิงด้วยมุมกดลาดเอียงเพียง 20-30 องศาจากระยะ 200 เมตร เนื่องจากขัดกับหลักเวกเตอร์ของแรงและรูปทรงทาง เรขาคณิตของการชน
@@ ระยะ 300 เมตร @@

ตามทฤษฎีทางฟิสิกส์ หากกระสุนพุ่งชนพื้นผิวด้วยมุมกด 20–30 องศาจากแนวขนาน (ซึ่งถือเป็นมุมเฉียง ค่อนข้างลาดหรือมุมต่ำ) ตามกฎขีปนวิถีและการสะท้อน (Ricochet Mechanics) รูปทรงของรอยปะทะจะไม่เป็นวงกลมสมมาตร แรงปะทะทางเวกเตอร์จะถูกแบ่งออกเป็น 2 แนวแรง คือ แรงกดในแนวดิ่ง (Vertical component) และแรงขับในแนวราบ (Horizontal component) ซึ่งจะส่งผลให้รอยแผลบนพื้นมีลักษณะรีเป็นรูป “หยดน้ำ” หรือรูป “วงรีทอดยาว” (Elliptical shape) ตามทิศทางวิ่งของกระสุน และมักจะทิ้งรอยครูดเป็นทางยาวก่อนจะ แฉลบออกไป
ขนาดของรอยแผลเมื่อเทียบกับขนาดกระสุน 5.56 มม. มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเล็กมาก (ใกล้เคียงกับขนาด .22 นิ้ว) แม้ว่าแรงปะทะจะทำให้หินรอบๆ หลุดลอกออกไปบ้าง แต่รอยกะเทาะผิวหน้าที่กว้างเป็นวงใหญ่และตื้นขอบชัดเช่นนี้ มักไม่ใช่อิทธิพลจากการถ่ายเทโมเมนตัมของวัตถุความเร็วสูงที่มีมวลขนาดเล็ก
ในเชิงฟิสิกส์ หากพิจารณาเฉพาะพฤติกรรมการชนทางกายภาพ “มีความเป็นไปได้น้อยมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้” ที่รอยในภาพจะเป็นรอยกระสุน เอ็ม 16 ขนาด 5.56 มม. ที่ยิงจากระยะ 300 เมตร ด้วยมุมกด 20–30 องศา เนื่องจาก
1. ขัดแย้งกับรูปทรงของรอยแผล (วิถีกระสุนมุมลาดต้องได้รอยแผลรูปวงรี ไม่ใช่วงกลม)
2. ขัดแย้งกับระดับความลึก (พลังงานจลน์ของกระสุนที่ระยะ 300 เมตร ต้องสร้างหลุมเจาะหรือรอยแตกที่ลึก กว่าการกะเทาะผิวหน้า)
สรุปจากผลวิเคราะห์ทางฟิสิกส์รอยกระสุนปืนที่ยิงจากปืนเล็กยาว เอ็ม 16 จากที่สูงด้วยมุมกดลง 20-30 องศา ในระยะทาง 100, 200 และ 300 เมตร จึง “เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดเป็นภาพรอยแตกที่เป็นวงกลมสมมาตร” ตามภาพจากสื่อ
หมายเหตุ : ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์เกินระยะ 300 เมตร เพราะเป็นไปไม่ได้ที่พลยิงจะยิงจากบนเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็ก ที่แกว่งตัวไปมาแล้วเกิดรอยกระสุนกระจายใกล้กัน และไม่สอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหายที่ระบุว่า “เห็นเฮลิคอปเตอร์ในระยะใกล้”
@@ หมายเหตุจากทีมข่าว @@
“ทีมข่าวอิศรา” ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ผลวิเคราะห์ทางฟิสิกส์นี้ ผู้วิเคราะห์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ อาจารย์สุรชาติ แต่ไม่ได้ออกชื่อ ได้ทำการวิเคราะห์โดยใช้ภาพรอยกระสุน ซึ่งเป็นภาพข่าว น่าจะเพียงจุดเดียว ซึ่งในที่เกิดเหตุมีรอยกระสุนเป็นหลุมขนาดเล็กอีกหลายรอย แต่รายงานผลวิเคราะห์ไม่ได้ระบุชัดว่า ได้ตรวจสอบรอยอื่นด้วยหรือไม่ และทุกรอยเป็นหลุมลักษณะเดียวกันหมดหรือเปล่า อีกทั้งผู้วิเคราะห์ไม่ได้ลงไปตรวจสอบในพื้นที่จริง เพียงแต่วิเคราะห์จากภาพเท่านั้น
