
ผลของคดีฮั้ว สว. ที่กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรอดยกเข่ง โดยเฉพาะในกลุ่มแกนนำ ไม่ระคายผิวแม้แต่คนเดียว ส่งผลสะเทือนให้การเผชิญหน้าทางการเมืองทั้งในและนอกสภาร้อนแรงมากยิ่งขึ้น
แต่ความแหลมคมของสถานการณ์ก็คือ คู่ขัดแย้งโดยตรงไม่ใช่ฝ่ายเสรีนิยม กับรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย หรือ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ที่เป็นตัวแทนฝ่ายอนุรักษ์นิยม
แต่เป็น “อนุรักษ์นิยม” เปิดหน้าปะทะกัน ผ่านการเคลื่อนไหวของ “ม็อบสนธิ” และการขับเคลื่อนของแกนนำภาคประชาสังคมฝ่ายขวาหลายกลุ่ม
ปรากฏการณ์เช่นนี้ในทางการเมืองไทยไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักรัฐศาสตร์ชื่อดัง วิเคราะห์ทิศทาง และแนวโน้มตอนจบของสถานการณ์เอาไว้อย่างน่าสนใจ
@@ ขวาชนขวา @@
ทุกชุดความคิดทางการเมืองมี “เฉดสี” หรือที่เรียกในทางรัฐศาสตร์ว่า “political spectrum” ของความคิดทางการเมือง
แต่ส่วนใหญ่ในเวทีการเมือง เรามักจะเห็นการโต้แย้งกันในหมู่ปีกซ้าย หรือในส่วนของฝ่ายเสรีนิยม โดยเฉพาะในการเมืองไทยนั้น เราไม่ค่อยเคยเห็นสภาวะแบบ “ขวาชนขวา” มากนัก
ทว่าในวันนี้ เราเริ่มเห็นอาการ “ขวาชนขวา” อย่างน่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นเพราะการเมืองในอีกปีกหนึ่ง อ่อนแรงลงไปกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน
ดังนั้น ความน่าสนใจของการเมืองไทยแบบ “ขวาชนขวา” จึงชวนให้ตั้งข้อสังเกตดังนี้
1. ฝ่ายขวาไทยก็เหมือนกลุ่มการเมืองอื่นทั่วโลก ที่ไม่ได้เป็นเอกภาพ และมีหลายความคิดที่แตกต่างกันอยู่ และในบางครั้งก็เกิดความขัดแย้งใน “ความเป็นขวา” ด้วยกันเอง หรือที่ขอเรียกว่า “ขวาชนขวา”
2. ในความขัดแย้งปัจจุบัน ขวาไทยอาจแบ่งอย่างที่หยาบที่สุดเป็น 2 ส่วน คือ “ขวาในทำเนียบ” หรืออาจเรียกอีกแบบว่า “ขวาอำนาจรัฐ” กับอีกส่วนคือ “ขวานอกทำเนียบ” หรือที่อยากขอเรียกว่า “ขวาประชาสังคม”
3. ในความเป็นจริงของความเป็นขวา อาจแบ่งออกได้มากกว่า 2 เฉดสีอย่างแน่นอน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน อาจจะแยกเป็น 2 ส่วน เพื่อให้เห็นสภาพของปัญหา
4. เป็นที่ชัดเจนในตัวเองว่า ขวาในทำเนียบหรือ “ขวาอำนาจรัฐ” นั้น มีสถานะของความเป็นรัฐบาล และทำหน้าที่ในการกุมกลไกรัฐ ขวานี้จึงมีปัญหาไม่โปร่งใสในเรื่องอำนาจรัฐ และยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องตามมาที่สังคมไม่ยอมรับ
5. ขวาอำนาจรัฐมี “ชนัก” ติดมาใน 4 เรื่องใหญ่คือ ปัญหาการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (กรณีฮั้ว สว.), ปัญหาการทุจริตการสอบในกระทรวงมหาดไทย , ปัญหาการบริหารจัดการพลังงานในวิกฤตสงครามอิหร่าน และปัญหาที่ติดค้างมาคือ ปัญหาที่ดินเขากระโดง
6. ขวาอำนาจรัฐอาศัยพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ โดยสามารถมีอิทธิพลเหนือองค์กรอิสระที่ผ่านการคัดเลือกจากวุฒิสภา ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยจากสังคม จึงทำให้เกิดความเชื่อในหมู่ชนชั้นนำบางส่วน (บางส่วนเท่านั้น) ว่า พรรคภูมิใจไทยจะเป็น “ขวาที่แข็งแรงทนทาน” และอยู่ได้นานในทางการเมือง แม้จะมีปัญหาความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการบริหารก็ตาม
7. ขวาอำนาจรัฐที่แม้จะดูเข้มแข็งในทางการเมือง ด้วยจำนวนเสียงในสภา และการค้ำจุนขององค์กรอิสระ รวมถึงการสนับสนุนของ “อำนาจพิเศษ” แต่ขวาเช่นนี้ก็มีความ “เปราะบางทางจิตวิทยาการเมือง” เพราะมีเสียงวิจารณ์จากฝ่ายต่างๆ ในสังคม โดยเฉพาะในหมู่พวกขวาด้วยกัน
8. ขวาอำนาจรัฐไม่เป็นที่ตอบรับในสังคม เนื่องจากถูกมองว่าเป็น “รัฐบาลอ่อนประสิทธิภาพ” ในการจัดการปัญหาของประเทศ และการจัดการที่เกิดขึ้นก็มักมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ซ่อนอยู่ จึงกลายเป็น “รัฐบาลขวาที่ขวาไม่ไว้ใจ”
9. ขวานอกทำเนียบ หรือ “ขวาประชาสังคม” เป็นฝ่ายขวาที่เติบโตมาจากการเคลื่อนไหวบนถนน และมีมวลชนเป็นของตนเอง รวมทั้งมีแรงสนับสนุนจากชนชั้นนำอีกส่วน ซึ่งอาจจะเป็นชนชั้นนำคนละส่วนกับที่สนับสนุน “ขวาอำนาจรัฐ”
10. วันนี้ ขวาประชาสังคมรู้สึก “รับไม่ได้” กับพฤติกรรมของขวาอำนาจรัฐ เพราะปัญหาจริยธรรมและความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นในการเป็นรัฐบาลนั้น มีลักษณะ “โจ๋งครึ่ม” อย่างไม่เกรงกลัวความผิดใดๆ เพราะรัฐบาลสามารถเข้ายึดกุมอำนาจในทุกส่วน และยังมี “อำนาจพิเศษ” ให้การสนับสนุนอีก รัฐบาลจึงไม่ต้องกังวลในข้อกฎหมายใดๆ
11. การเปิดประเด็นการเคลื่อนไหวของ “ขวานอกทำเนียบ” นั้น สอดรับกับ “อารมณ์ทางการเมือง” ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการฮั้ว สว. การสร้างปัญหาของกลุ่ม “ยิวกร่าง” รวมถึงกรณี “จีนเทา” แม้กรณีการโกงสอบของกระทรวงมหาดไทย หรือปัญหาความล้มเหลวในการบริหารพลังงาน ดูจะเป็นเรื่องที่สังคมสนใจน้อยลง
12. น่าสนใจว่า “ขวานอกทำเนียบ” จะเดินเกมการเมืองบนถนนไปถึงจุดใดในทางการเมือง หรือจะสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ “ขวาในทำเนียบ” ต้องออกไปจากทำเนียบ
อาจารย์สุรชาติ สรุปว่า เมื่อ “ขวาประชาสังคม” เปิดการเคลื่อนไหวแล้ว ไม่ว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลฝ่ายขวาลงอย่างมาก และไม่ชัดเจนว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ชนชั้นนำและกลุ่มผู้มีอำนาจในสังคมไทยจะปล่อยให้การเมืองแบบ “ขวาชนขวา” จนเกิดสภาวะ “ขวาไม่เอาขวา” เช่นนี้ เดินไปถึงจุดใด …
การเมืองจะต้องเปลี่ยนด้วย “กลไกปกติ” หรือต้องใช้อำนาจพิเศษของ “กลไกไม่ปกติ” หรือไม่
การเมืองไทยเดินมาถึงจุดที่ต้องติดตามเป็นอย่างยิ่งแล้ว!
