
ข่าว “ทุนยิว” ใช้นอมินีกว้านซื้อที่ดินในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแม้จะยังไม่มีความชัดเจน ยืนยันข้อเท็จจริงได้ 100% แต่หลายเสียงก็ให้น้ำหนักว่า “มีจริง” โดยเฉพาะ สส.และชาวบ้านในระดับพื้นที่
เป้าหมายของชาวยิว หรืออิสราเอล เท่าที่พบการกว้านซื้อที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่อื่นๆ เช่น เกาะสมุย เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี, อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน หรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ มีทั้งการสร้างชาบัด ซึ่งหมายถึงศูนย์รวมชุมชนชาวยิว สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้, การตั้งร้านอาหารของชาวยิวที่เป็นไปตามหลักศาสนา ที่เรียกว่า “โคเชอร์” รวมไปถึงการประกอบธุรกิจนำเที่ยว, ศูนย์พักฟื้น เพราะชาวยิวทุกคนต้องเป็นทหารรับใช้ชาติ และยังมีการหาที่ดินเพื่อตั้งสุสานของชาวยิวด้วย
ฉะนั้นหากมีการกว้านซื้อที่ดินเกิดขึ้นจริง ย่อมหมายถึงว่าจะมีชาวยิว หรืออิสราเอลจำนวนไม่น้อย หลั่งไหลเข้าพื้นที่ และน่าจะมีกิจกรรมทางศาสนา ตลอดจนพิธีกรรมเกี่ยวกับการฝังศพตามหลักศาสนายูดายตามมา
จากความเคลื่อนไหวนี้ ได้กลายเป็นหัวข้อที่มีการตั้งคำถามถึงท่าที ขอบเขต และหลักปฏิบัติของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ หากมีชาวยิวมาตั้งชุมชน ตั้งสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจ รวมถึงสุสาน
นายยีแม สาแม นักปราชญ์ศาสนาในพื้นที่ จ.ยะลา ได้สะท้อนมุมมองที่ผสมผสานทั้งหลักเมตตาธรรมทางศาสนา กฎระบียบของชุมชน และความตระหนักรู้ในมิติความมั่นคง
นายยีแม เริ่มต้นการอธิบายโดยวางรากฐานจากหลักการพื้นฐานของศาสนาอิสลามว่า อิสลามสอนให้มองมนุษย์ทุกคนในฐานะ “สิ่งถูกสร้างของพระเจ้า” ดังนั้นในมิติของการปฏิสัมพันธ์เมื่อยังมีชีวิต มุสลิมถูกสอนให้ต้อนรับผู้มาเยือนอย่างดี โดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือศาสนา
“เดิมทีพวกเราประชาชาติของท่านนบีมุฮัมมัด คนอิสลามถูกสอนให้มองก่อนว่า ทั้งหมดนั้นคือสิ่งถูกสร้างของพระเจ้า เมื่อเขาเข้ามา ไม่ว่าใครก็ตาม เราต้อนรับอย่างดี ถ้าเป็นเพื่อนกัน ให้กินข้าว หรือเข้ามาในบ้านก็ไม่มีปัญหา สามารถคบค้าสมาคม หรือทำการค้าขายได้ สมัยท่านนบีก็มีการค้าขาย เราไปปิดกั้นตรงนั้นไม่ได้” นักปราชญ์ศาสนา ระบุ
อย่างไรก็ตาม แม้หลักการทั่วไปจะเปิดกว้าง แต่การลงลึกถึงความสนิทสนมนั้น ปราชญ์ศาสนาชี้ว่า ต้องพิจารณาจาก “พฤติกรรมและนิสัย” เป็นสำคัญ ซึ่งบรรทัดฐานนี้ใช้กับทุกคน รวมถึงมุสลิมด้วยกันเอง
“ตราบใดที่เรายังไม่รู้พฤติกรรม เราคบได้ไม่มีปัญหา แต่เมื่อเราตระหนักรู้ว่าพฤติกรรมหรือนิสัยนั้นเลวร้าย เราก็ต้องมีขอบเขต แม้แต่อิสลามด้วยกันเอง ถ้าไม่ดีเราก็ไม่คบ”
ส่วนประเด็นการเข้ามาใช้พื้นที่สาธารณะทางศาสนา เช่น การขออนุญาตเข้ามัสยิด สำหรับผู้ที่ยังมีชีวิต ปราชญ์ยะลาชี้ว่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ “โต๊ะอิหม่าม” ประจำมัสยิดนั้นๆ หากโต๊ะอิหม่ามอนุญาต ก็สามารถเข้าได้ตามความเหมาะสม
ประเด็นที่ถือเป็นข้อห้ามชัดเจนและไม่อาจผ่อนปรนได้ คือสิทธิในพื้นที่ฝังศพเมื่อเสียชีวิต ปราชญ์ศาสนา อธิบายหลัก “ฮุกุ่ม” (ข้อชี้ขาดทางศาสนา) ว่า ไม่อนุญาตให้ฝังร่างของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม (รวมถึงชาวยิว) ใน “กุโบร์” (สุสานอิสลาม) อย่างเด็ดขาด
“พอตายไป มันมีข้อห้ามชัดเจน อย่างแรกเลยจะเอาไปฝังในกุโบร์อิสลามไม่ได้ ไม่อนุญาตเด็ดขาด”
ส่วนทางออกสำหรับการจัดการศพนั้น ปราชญ์ศาสนาชาวยะลาชี้ว่า ต้องไปใช้พื้นที่อื่นตามกฎหมายและกรรมสิทธิ์ เช่น หากเป็นที่ดินส่วนบุคคล ต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของที่ดินก่อน หากแอบฝังจะเข้าข่ายการขโมย หรือหากเป็นที่ดินสาธารณะ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการขออนุญาตจากทางการ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด มีพื้นที่จัดสรรให้หรือไม่ ขณะที่ในส่วนของพื้นที่วัดพุทธนั้น ก็ขึ้นอยู่กับระเบียบของทางวัด ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นพื้นที่สำหรับการฌาปนกิจ (เผา) ไม่ใช่การฝัง
เมื่อถูกตั้งคำถามถึงข้อกังวล หากในอนาคตมีกลุ่มชาวยิวเข้ามาพักอาศัย หรือตั้งชุมชนในพื้นที่ นักปราชญ์ศาสนา จ.ยะลา ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ “น่ากังวลและต้องระมัดระวัง” โดยให้เหตุผลเชื่อมโยงกับบริบททางประวัติศาสตร์โลกและคำสอนในคัมภีร์
“เมื่อจะมาสนิทสนมกัน ต้องคอยตรวจสอบดู ยิ่งถ้าเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายว่า เขามีเบื้องหลัง มีพฤติกรรมที่ไปในหลายๆ ที่ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับ ตรงนั้นแหละที่น่ากังวลและต้องระมัดระวัง จะบอกว่า ‘ไม่เป็นไร’ ตลอดเวลาไม่ได้ หากเราตัดสินใจปล่อยผ่านไปง่ายๆ ตรงนั้นแหละที่เราจะพัง”
“นี่คือวิธีป้องกันของพวกเรา คือการคอยเฝ้าระวัง เพื่อไม่อยากให้ปัญหามันบานปลาย” นักปราชญ์ศาสนา จ.ยะลา กล่าวทิ้งท้าย
