
สถานการณ์ที่ “กลุ่มฮูตี” โจมตีสนามบินในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้แสวงบุญชาวไทยที่ประสงค์เดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ โดยมีผู้โดยสารตกค้างประมาณ 200 คน ไม่สามารถเดินทางได้ตามกำหนด เนื่องจากสนามบินไม่พร้อมให้บริการ และาทงการซาอุฯมีการปิดน่านฟ้า
ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการด่วนให้ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) บูรณาการการทำงานร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือโดยด่วน ทั้งการจัดหาที่พักชั่วคราวและการประสานสายการบินเพื่ออำนวยความสะดวก
นายเจเศรษฐ์ เปิดเผยว่า ได้มีการประสานและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาร่วมกับสายการบินที่เกี่ยวข้อง โดยล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา สายการบินซาอุดีอาระเบีย หรือ ซาอุเดีย (Saudia) ได้นำเครื่องบินเปล่ามารับผู้โดยสาร เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในเบื้องต้น โดยเฉพาะผู้โดยสารกลุ่มแรกจำนวน 200 คน
“ขณะนี้มีการตั้งศูนย์ประสานงานที่สนามบินหาดใหญ่ เพื่อสอบถาม ทำความเข้าใจ และชี้แจงข้อมูลแก่ผู้โดยสาร ป้องกันความเข้าใจผิดหรือความคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการเดินทาง และการรอรับบริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ เบื้องต้นจากการสอบถามสายการบินต่างๆ พบว่าบางสายการบินมีการเปลี่ยนสนามบินปลายทางไปยังเมืองมะดีนะห์และเจดดาห์ ส่วนสายการบินที่ยกเลิกเที่ยวบินจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับตั๋วเครื่องบินทั้งหมด”

นายเจเศรษฐ์ ยอมรับว่า ขณะนี้สนามบินยังไม่พร้อมให้บริการและมีการปิดน่านฟ้า แต่เมื่อสนามบินกลับมาเปิดให้บริการได้แล้ว หากผู้แสวงบุญมีความประสงค์เดินทางไปยังนครมักกะห์อยู่ การเดินทางไปลงที่เมืองมะดีนะห์หรือเจดดาห์ก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนมากนัก
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบของผู้ประกอบการที่จะต้องเจรจากับโรงแรมในซาอุดีอาระเบีย เพื่อดูแลและคุ้มครองสิทธิของผู้เดินทาง
“รัฐบาลคำนึงถึงประชาชนที่ประสงค์เดินทางไปแสวงบุญและได้ชำระเงินให้กับคณะทัวร์ไปแล้ว ขณะที่ผู้เดินทางด้วยตนเองก็มีค่าใช้จ่ายที่ชำระไปแล้วเช่นกัน ซึ่งสามารถประสานเพื่อเลื่อนกำหนดการเดินทางได้”
นายเจเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า ขอให้ผู้แสวงบุญติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้งกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้การช่วยเหลือและดูแลผู้ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างทั่วถึง

สำหรับยอดผู้แสวงบุญที่ได้รับผลกระทบและการบริหารจัดการแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มยืนยันเดินทางต่อกับซาอุดีอาระเบียแอร์ไลน์ จำนวน 129 คน แบ่งเป็นผู้โดยสารตกค้างจากเที่ยวบินวันที่ 10 ต.ค. จำนวน 125 คน และวันที่ 11 ต.ค. จำนวน 4 คน โดยคณะทำงานได้ส่งบัญชีรายชื่อไปยังสำนักงานส่วนกลางของสายการบิน เพื่อล็อกที่นั่งเที่ยวบินพิเศษเรียบร้อยแล้ว
- กลุ่มเปลี่ยนเที่ยวบินใหม่ จำนวน 34 คน เป็นผู้โดยสารจากเที่ยวบินวันที่ 10 ต.ค. ที่ตัดสินใจซื้อบัตรโดยสารสายการบินอื่นเพื่อเดินทางไปก่อน โดยจะดำเนินการยื่นเรื่องขอคืนเงินค่าบัตรโดยสาร (Refund) จากซาอุดีอาระเบียแอร์ไลน์ในภายหลัง
- กลุ่มขอยกเลิกและชะลอการเดินทาง จำนวน 49 คน เป็นคณะผู้แสวงบุญในความดูแลของแซะฮ์ยีมะ สะนิง จาก จ.ปัตตานี (แซะฮ์ หมายถึงผู้ประกอบการฮัจย์ พาผู้แสวงบุญไปประกอบศาสนกิจ) ที่ขอยกเลิกการเดินทางในช่วงเวลานี้ เพื่อรอประเมินสถานการณ์ความปลอดภัย โดยสายการบินตกลงจะรักษาสิทธิ์บัตรโดยสารไว้ให้ เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้เดินทางได้อีกครั้งเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
