
วาระ “22 ปีตากใบ” 25 ต.ค.69 ไม่มีเหตุรุนแรงขนาดใหญ่เกิดขึ้นเป็นเชิงสัญลักษณ์ จากกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐไทย
แต่ในพื้นที่ไม่ได้เงียบเสียทีเดียว เพราะยังมีกิจกรรมของ สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP) จัดเวทีเสวนาเนื่องในวาระครบรอบ 22 ปี เหตุการณ์โศกนาฏกรรมตากใบ ภายใต้หัวข้อ “ตากใบ…บทเรียนแห่งความสูญเสียและความรับผิดชอบ”
ภายในงานมีตัวแทนครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับผลกระทบ เครือข่ายทนายความ นักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนนักการเมืองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ, พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา อดีต สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ อดีต สส.ยะลา และประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาสังคม เป็นต้น

นายรอมซี ดอฆอ ประธานสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP) กล่าวเปิดเวทีว่า การจัดกิจกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนถึงบทเรียนความเจ็บปวดตลอดกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่การสลายการชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ต.ค.47 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 85 ราย (เสียชีวิตหน้าโรงพัก 7 ราย และเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้ายไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อีก 78 ราย) จนกระทั่งคดีหมดอายุความลงเมื่อวันที่ 25 ต.ค.67 โดยไม่สามารถนำผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับ และอัยการสั่งฟ้อง เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลได้แม้แต่คนเดียว
@@ ทวงยุติธรรมตากใบ...ไม่สูญเปล่า

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส กล่าวบนเวทีต่อหน้าครอบครัวผู้สูญเสียว่า การต่อสู้ของครอบครัวตากใบตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ใช่ความพยายามที่สูญเปล่า แม้คดีความในทางอาญาจะขาดอายุความไปแล้วก็ตาม
เพราะการลุกขึ้นมาต่อสู้เกิดจากความร่วมมือของครอบครัวผู้เสียหายกว่า 40 ครอบครัว จากทั้งหมด 83 ครอบครัวที่จับมือร่วมกับเครือข่ายทนายความ จนนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยตนเอง ซึ่งสร้างหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์กระบวนการยุติธรรมไทย
“แม้ว่าพวกเราจะไปไม่ถึงเป้าหมาย หรือคดีจะขาดอายุความไป แต่ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีมาก่อนที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ ฝ่ายผู้มีอำนาจที่เคยออกคำสั่งกับพวกเรา ผู้ที่กระทำต่อพวกเรา สุดท้ายถึงขั้นต้องถูกออกหมายจับจากศาล ระดับบิ๊กๆ ทั้งนั้น ระดับอดีตแม่ทัพ อดีตผู้บัญชาการทหาร ต้องถูกออกหมายจับ นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทำให้ฝ่ายอำนาจรัฐที่เคยนิ่งเฉยต้องลุกขึ้นมาดิ้นรน”
อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขาดอายุความ ทำให้มีความพยายามปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย ด้วยการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ในประเด็นอายุความ
@@ ชงแก้ กม. “ไร้อายุความ” คดี จนท.รัฐทำร้ายประชาชน
นายกมลศักดิ์ ขยายความว่า จากการที่ตนและ นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน ได้ร่วมกันเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาในสภาผู้แทนราษฎร จนนำไปสู่การตั้งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาคดีตากใบที่ขาดอายุความ ได้ข้อค้นพบปัญหาเชิงโครงสร้างว่า ตามประมวลกฎหมายอาญาของไทย อายุความจะหยุดนับก็ต่อเมื่อได้ตัวจำเลยมาปรากฏต่อหน้าศาล ส่งผลให้ผู้ถูกออกหมายจับเลือกวิธีหลบหนีจนพ้นกำหนด 20 ปี
คณะอนุกรรมาธิการฯ จึงได้จัดทำรายงานและยกร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในประเด็นอายุความเสร็จสิ้น เพื่อไม่ให้อายุความสะดุดหยุดลงในคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำต่อประชาชน ทว่ากระบวนการต้องชะงักลงเนื่องจากเกิดการยุบสภาเสียก่อน
@@ รัฐต้องเลิก “เจ็บ ตาย จ่าย จบ”

ด้าน พญ.เพชรดาว ได้นำหลักการ “กระบวนการยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน” รวม 4 ประการ มาเปรียบเทียบกับกรณีตากใบและกรณีการบังคับสูญหายของ หะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ โต๊ะมีนา เมื่อ 72 ปีที่แล้ว
แม้ในอดีตสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร จะมีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสอบสวนและระบุตัวผู้กระทำผิด แต่กระบวนการดังกล่าว ประชาชนและครอบครัวผู้เสียหายแทบไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดหรือรับรู้ข้อมูลเชิงลึกเลย
ไม่ต่างอะไรกับคดีตากใบ ซึ่งสำนวนคดีถูกดองยาวนานเกือบ 20 ปี ญาติผู้เสียหายต้องเฝ้ารอด้วยความหวังจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนเที่ยงคืนของวันที่ 25 ต.ค.67 แต่จำเลยกลับไม่ยอมปรากฏตัวจนคดีขาดอายุความ
การชดเชยด้วยตัวเงินเพียงอย่างเดียวตามรูปแบบ “เจ็บ ตาย จ่าย จบ” ของหลายรัฐบาล ไม่สามารถทดแทนบาดแผลทางจิตใจและความเป็นธรรมได้ สิ่งที่ญาติเรียกร้องคือการเยียวยาเชิงโครงสร้าง เช่น การที่รัฐควรเป็นเจ้าภาพจัดงานรำลึกเพื่อเปิดรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณโครงการเยียวยาทางจิตวิญญาณ เช่น การไปประกอบพิธีฮัจญ์ หรืออุมเราะฮ์ ซึ่งที่ผ่านมาถูกระงับไปด้วยข้ออ้างเรื่องงบประมาณ
@@ จี้ “ผู้นำ” ขอโทษเหยื่อตากใบต่อหน้า
พญ.เพชรดาว ย้ำด้วยว่า การส่งต่อประวัติศาสตร์ข้อเท็จจริงสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ต้องผลักดันรายงานการศึกษาของคณะกรรมการ หรือคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ให้ออกมาเป็นนโยบายที่บังคับใช้ได้จริง ไม่ใช่ถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นเพียง “เอกสารในแฟ้ม” เหมือนที่ นายเด่น โต๊ะมีนา อดีตรัฐมนตรี อดีต สส.และอดีต สว.ปัตตานี บิดาของตนเคยประสบมาตลอดการทำหน้าที่ในสภา
พญ.เพชรดาว ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของ หะยีสุหลง ยังตั้งข้อสังเกตถึง “คำขอโทษ” จากผู้นำฝ่ายบริหาร 3 ครั้งในอดีต ต่อกรณีตากใบ คือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ปี 2549, นายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ปี 2567 ว่า คำขอโทษจะมีความหมายและได้ใจประชาชนอย่างแท้จริง ผู้นำรัฐบาลควรลงมากล่าวขอโทษด้วยตนเองต่อหน้าครอบครัวผู้สูญเสีย ณ พื้นที่เกิดเหตุตากใบ
@@ ศึกษายื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ

นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ในฐานะทนายความที่ร่วมสู้คดีตากใบมาตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวว่า ก้าวต่อไปของภาคประชาสังคม มี 2 แนวทางหลัก คือ การผลักดันเรื่องนี้สู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการยื่นเรื่องสู่กลไก ICC เพื่อยืนยันว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงและการสูญเสีย 85 ชีวิต ยังไม่สิ้นสุดลงในมิติของความรู้สึกและความยุติธรรม
กับอีกแนวทางหนึ่ง คือ การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์หรืออนุสรณ์สถานตากใบ เพื่อเป็นศูนย์รวมเชิงสัญลักษณ์ในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์บาดแผลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตอกย้ำเจตนารมณ์ว่าพื้นที่แห่งนี้ต้องการความสงบ สันติภาพ และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
@@ เปิดข้อมูลอีกด้าน “ตากใบ” รัฐไม่ได้นิ่งเฉย
แม้เหตุการณ์โศกนาฏกรรมตากใบจะถูกมองจากครอบครัวผู้สูญเสีย และหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า รัฐบาลทุกยุคไม่มีความจริงใจในการทำให้เกิดความยุติธรรมในเรื่องนี้ โดยเฉพาะการปล่อยให้คดีขาดอายุความ จนไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลได้เลย
แต่อีกด้านหนึ่งก็มีความพยายามให้ข้อมูลอีกชุดหนึ่งว่า รัฐบาลในแต่ละสมัย และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ได้คืนความเป็นธรรมให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย และผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ไประดับหนึ่งแล้ว
ข้อมูลชุดนี้สรุปจากข้อเขียนและการศึกษา รวบรวมข้อมูลของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง
- การชุมนุมที่ตากใบนำไปสู่การจับกุมผู้เข้าร่วมประท้วงจำนวน 1,370 คน และมีผู้เสียชีวิตในระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ต้องหาจำนวน 84 คน ซึ่งการเสียชีวิตดังกล่าวทำให้เกิดการจัดตั้ง “คณะกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริงในกรณีมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์อำเภอตากใบ” ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 335/2547 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547
- สาระสำคัญในการตรวจสอบดังกล่าวดูจะไม่เป็นที่รับรู้กันในปัจจุบันมากนัก โดยเฉพาะกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ และสาธารณชน จึงมักทำให้เกิดความเข้าใจไปในหลายทิศทาง อีกทั้ง การตั้งคณะกรรมการชุดนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ละเลยต่อการเสียชีวิตของผู้ถูกจับกุมชาวมุสลิมแต่อย่างใด
- คดีตากใบเป็นข้อถกเถียงอย่างมากในปัจจุบันถึงเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่คดีสิ้นสุดอายุความ เพราะรัฐบาลถูกกล่าวหาในลักษณะว่า ละเลยต่อคดี จนคดีจะสิ้นอายุความในตัวเองตามเงื่อนไขของเวลา
- แต่ข้อมูลในอีกด้านจะพบว่า ปัญหาความสูญเสียที่ตากใบได้ถูกฟ้องศาลในทางคดีมาแล้ว ซึ่งดูจะเป็นข้อมูลที่สังคมโดยทั่วไป ไม่ได้รับรู้มากนัก
อ่านประกอบ : ไม่เคยอ่าน..ต้องอ่าน! ผลสอบ 11 ประเด็น “กก.อิสระตากใบ”
@@ 4 คดีตากใบไปถึงศาล...
เรื่องการฟ้องร้องในคดีตากใบที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น มีทั้งหมด 4 คดี ดังนี้
1.คดีแกนนำการชุมนุม 59 คน รัฐบาลในขณะนั้น ได้ตัดสินใจถอนฟ้อง เหตุผลของการถอนฟ้องคดีตากใบ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ฝ่ายรัฐต้องการการประนีประนอมกับประชาชนในพื้นที่ และใช้การถอนฟ้องคดีเป็นสัญญาณถึงการไม่ดำเนินนโยบายแบบ “สุดโต่ง” ของฝ่ายรัฐ
2.คดีแพ่งของญาติผู้เสียชีวิต คดีนี้มีการยื่นคำฟ้องทั้งหมด 7 สำนวน ในช่วงระหว่างปี 2548-2549 แต่ต่อมาได้มีการเจรจา จนสามารถประนีประนอมกันได้ในชั้นศาล และผู้ฟ้องได้รับค่าเสียหายทางแพ่ง จึงเป็นอันยุติในทางคดี
3.คดีผู้เสียชีวิตในที่ชุมนุม 7 คน แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถระบุได้ว่า ใครเป็นผู้ทำให้เขาเหล่านั้นเสียชีวิต เนื่องจากเหตุเกิดในช่วงระหว่างการชุมนุม พนักงานอัยการจึงสั่งให้ยุติการสอบสวน เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ใครเป็นผู้ทำให้เสียชีวิต
4.คดีผู้เสียชีวิตจากการขนย้าย 78 ราย ศาลได้สรุปสำนวนในคดีนี้ว่า สาเหตุการเสียชีวิตทั้ง 78 ศพ เป็นเพราะ “ขาดอากาศหายใจ” ไม่ปรากฏหลักฐานว่า มีผู้ใดทำให้ตาย และการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ อัยการ-ผู้ว่าราชการจังหวัด เห็นควรสั่งไม่ฟ้อง คดีจึงสิ้นสุดลง
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ชัดเจนว่า คดีตากใบทั้ง 4 ส่วนนี้ ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วทั้งหมด แต่ก็ดูจะไม่เป็นที่รับรู้ในสังคมมากนัก ซึ่งในอีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นคำยืนยันในทางการเมืองว่า รัฐไทยไม่ได้ปล่อยปะละเลย จนไม่นำพาต่อการนำคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรมแต่อย่างใด
อ่านประกอบ : เปิดอีก 4 คดีตากใบ “คำตอบสุดท้าย” ผ่านกระบวนการยุติธรรม
@@ เยียวยาตากใบ ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในสังคมไทย
ในอีกด้านหนึ่ง รัฐเองได้แสดงเจตนารมณ์ในการรับผิดชอบที่จะ “เยียวยา” ต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น ซึ่งถือว่า เป็นการเยียวยาครั้งใหญ่ของสังคมไทยในสมัยนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมีจำนวนผู้รับการเยียวยามากถึง 987 คน และมีมูลค่าการเยียวยาสูงกว่า 641 ล้านบาท และการเยียวยานี้ ดำเนินการโดย พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ซึ่งเป็นเลขาธิการ ศอ. บต. ในขณะนั้น
มีการหยิบยก “ข้อมูลเยียวยา” ซึ่งมีการจ่ายกันไปแล้วในรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยเป็นการจ่าย “กรณีพิเศษ” สูงสุด 7,500,000 บาท กรณีเสียชีวิต มาเป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า รัฐไม่ได้ละเลยความสูญเสีย หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิงเสียทีเดียว
ข้อมูลในส่วนนี้ เป็นอีกด้านของกรณีตากใบที่มักไม่ได้ถูกนำมาเผยแพร่ในเวทีสาธารณะมากนัก รวมถึงในเรื่องของการแก้ปัญหาภาคใต้
แน่นอนว่า การเยียวยาที่เกิดขึ้นนั้น ไม่อาจทดแทนต่อการเสียชีวิตได้ หากแต่เป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบของรัฐต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และเพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐไทยตระหนักถึงความสูญเสียในครั้งนี้และพยายามหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว
อ่านประกอบ : เยียวยาตากใบ...ทดแทนไม่ได้ แต่ไม่ใช่รัฐละเลย
