
เปิดใจ “บิ๊กคิ้ว” แม่ทัพดับไฟใต้คนใหม่ ถอดบทเรียน 20 ปี ชูธง 6 นโยบาย ดึงพลเรือนนำการพัฒนา สู้สงครามข้อมูลข่าวสารด้วย “ข้อเท็จจริง”
นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อ พล.ท.ชาคริต อุจะรัตน หรือ “บิ๊กคิ้ว” อดีตนายทหารรบพิเศษซึ่งทำงานในพื้นที่ปลายด้ามขวานมานาน ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) ท่ามกลางบริบทความขัดแย้งและความรุนแรงที่ยืดเยื้อมานานกว่าสองทศวรรษ ควบคู่ไปกับความเปลี่ยนแปลงของสมรภูมิข่าวสารยุคดิจิทัลและการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการพื้นที่
โดยเฉพาะโมเดลใหม่ “ใช้ฝ่ายปกครองนำ” ใน 14 อำเภอชายแดนนำร่อง ภายใต้กลไก “นายอำเภอ CEO”

พล.ท.ชาคริต ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับ “ทีมข่าวอิศรา” และสื่อมวลชนในพื้นที่ ถึงแนวทางการจัดวางบทบาทฝ่ายความมั่นคง การนำต้นทุนประสบการณ์ภาคสนามกว่า 20 ปีมาแปรเป็นนโยบาย และแนวทางรับมือแรงกดดันในยุคโซเชียลมีเดีย
พล.ท.ชาคริต สะท้อนถึงทิศทางการทำงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ในยุคของตนว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ฝ่ายทหาร แต่เป็นการทำหน้าที่เพื่อเป็นฟันเฟืองสนับสนุนส่วนราชการพลเรือนให้มีบทบาทนำในการพัฒนาพื้นที่
“ผลักดันให้ส่วนราชการพลเรือน ทั้งฝ่ายปกครองและส่วนราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาการช่วยเหลือประชาชน ได้ลงไปขับเคลื่อนงานให้ถึงพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด อันนี้เป็นความตั้งใจที่คาดหวังมากที่สุดว่า กอ.รมน.ภาค 4 สน. จะมีส่วนสำคัญในการไปช่วยสนับสนุนและผลักดันเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน”

การวางหมุดหมายดังกล่าว สอดรับกับแนวคิดการกระจายบทบาทสู่โครงสร้างพลเรือนตามกลไกปกติ เพื่อลดเงื่อนไขทางทหารและสร้างความยั่งยืนให้กับการบริหารราชการแผ่นดินในพื้นที่
เมื่อถามถึงการเป็นนายทหารที่คลุกคลีปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดนใต้มาอย่างต่อเนื่อง จะแปรเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นความได้เปรียบในการบริหารงานความมั่นคงอย่างไร พล.ท.ชาคริต ให้มุมมองอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ต้องการมองสิ่งนี้เป็นความได้เปรียบทางยุทธการ หากแต่เป็นคลังประสบการณ์จากการสัมผัสกับชีวิตผู้คน
“ไม่อยากจะเรียกว่าเป็นความได้เปรียบ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับพี่น้องประชาชนค่อนข้างหลากหลายในหลายมุมมอง เนื่องจากภารกิจในช่วงนั้นไม่ได้ติดตรึงอยู่กับพื้นที่รับผิดชอบ ก็มีโอกาสพูดคุยกับพี่น้องประชาชน ได้คุยกับผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ ผู้นำศาสนาเป็นอย่างมาก”

แม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ ย้ำว่า จุดแข็งที่แท้จริงคือเรื่องการสื่อสารและจับสัญญาณความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้านในพื้นที่ แต่ทั้งหมดจะไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานความมั่นคงเพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยการประสานพลังร่วมกับผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และเครือข่ายภาคประชาชนอย่างรอบด้าน
อีกหนึ่งโจทย์ท้าทายระดับโครงสร้างของปัญหาชายแดนใต้ในปัจจุบัน คือการแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์และสงครามจิตวิทยา ซึ่งมักสร้างแรงกดดันและนำไปสู่การขยายความขัดแย้ง พล.ท.ชาคริต ให้ทัศนะต่อประเด็นนี้ว่า สิ่งเดียวที่จะสลายความเคลือบแคลงสงสัยได้คือ “ข้อเท็จจริง”
“ความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่มากที่สุดคือข้อเท็จจริง ซึ่งตรงนี้เป็นหลักการสำคัญที่ทาง กอ.รมน.ภาค 4 สน. จะต้องทำหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการสื่อสารข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน และรวดเร็ว ทันเวลา ทันใจพี่น้องประชาชน”
คำกล่าวนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงการปรับกลยุทธ์ด้านการสื่อสารสาธารณะของฝ่ายความมั่นคง จากการตั้งรับ มาเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส ถูกต้อง และตอบสนองต่อกระแสข่าวลือข่าวลวงอย่างทันท่วงที

เพื่อแปลงแนวคิดสู่การปฏิบัติ พล.ท.ชาคริต ได้ประกาศกรอบนโยบายสำคัญ 6 ประการ ในการขับเคลื่อนงานดับไฟใต้ของ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ประกอบด้วย
“ประชาชนเป็นศูนย์กลาง สร้างสังคมที่ปฏิเสธความรุนแรง” – ยึดประชาชนเป็นที่ตั้งและสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมต่อการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ
“อำเภอเข้มแข็ง ปัญหาต้องจบที่พื้นที่” – มอบอำนาจและเสริมศักยภาพกลไกระดับอำเภอให้สามารถระงับและคลี่คลายปัญหาได้เบ็ดเสร็จ
“ทุกชีวิตมีคุณค่า ทุกพื้นที่ต้องปลอดภัย” – คุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ
“เยาวชนคืออนาคต สร้างภูมิคุ้มกัน ไม่สร้างความหวาดระแวง” – ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชน ลดเงื่อนไขการสร้างภาพเหมารวมและความหวาดระแวงระหว่างรัฐกับคนรุ่นใหม่
“ความมั่นคงต้องเดินคู่การพัฒนา” – ผสานมิติด้านการทหารเข้ากับการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก
“พื้นที่ชายแดนมั่นคง เชื่อมโยงเพื่อนบ้านอย่างสร้างสรรค์” – เสริมสร้างความร่วมมือแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงร่วมกัน
นโยบายทั้ง 6 ด้าน พร้อมถ้อยแถลงเปิดใจของ พล.ท.ชาคริต สะท้อนถึงการปรับทิศทางของ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่มุ่งลดภาพลักษณ์ทางทหารเข้มข้น หันมาเน้นการบูรณาการงานพัฒนา โดยใช้กลไกฝ่ายพลเรือนเป็นหน่วยนำ และใช้ความโปร่งใสเป็นเกราะป้องกันความขัดแย้ง
ทว่าบทพิสูจน์ที่แท้จริงยังคงอยู่ที่การนำนโยบายเหล่านี้ลงสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ ว่าจะสามารถคลี่คลายเงื่อนไขความรุนแรงและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด
