
มีประเด็นนโยบายหาเสียงของ “คนการเมือง” จากพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่สร้างกระแสฮือฮาอย่างมาก แต่ก็พาดพิงวิถีของมุสลิมและหลักอิสลามอย่างไม่น่าจะถูกต้องด้วย
นั่นก็คือ นโยบายอนุญาตให้ผู้หญิงมีสามีได้ 4 คน ของ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่
นโยบายนี้เมื่อถูกเสนอสู่สาธารณะ ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการตั้งคำถามถึงหลักคิดและเหตุผลที่นำมาเสนอเป็นนโยบาย ซึ่ง นายมงคลกิตติ์ เคยตอบคำถามทำนองว่า เพื่อความเท่าเทียมระหว่างหญิงกับชาย เพราะผู้ชายมักมีภรรยาหลายคน พร้อมทั้งยกตัวอย่างศาสนาอิสลามที่อนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาได้ 4 คน
คำชี้แจงนี้ทำให้พี่น้องมุสลิมหลายคนไม่สบายใจ ทำให้ภายหลัง นายมงคลกิตติ์ และแกนนำพรรคทางเลือกใหม่ออกมาชี้แจงว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับศาสนา เป็นเพียงการพูดเชิงเปรียบเทียบเพื่อรับฟังกระแสและความเห็นของสังคม แต่หากจะทำจริง ต้องไปจบที่สภาผู้แทนราษฎร เพราะต้องแก้ไขกฎหมาย
แม้ขณะนี้หลายฝ่ายจะไม่ให้น้ำหนักในนโยบายหาเสียงดังกล่าวมากนัก บ้างก็มองว่าเป็นเรื่องตลก หรือจุดกระแสเพื่อหวังชิงพื้นที่สื่อในระยะสั้น แต่ในมุมมองของนักวิชาการที่คร่ำหวอดในเรื่องประชาธิปไตย ความเท่าเทียมกันทางเพศ และดัชนีชี้วัดต่างๆ ในทางการเมือง กลับเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และไม่ควรปล่อยผ่านเลยไป
@@ “หญิง 1 ชาย 4” นโยบายนี้ไม่ใช่ “เท่าเทียมทางเพศ”

ดร.ถวิลวดี บุรีกุล นักวิจัยชื่อดัง ซึ่งเคยทำสำรวจดัชนีประชาธิปไตยระดับภูมิภาคเอเชีย กล่าวกับ “ทีมข่าวอิศรา” ว่า นโยบายนี้ไม่ใช่ประเด็น “สิทธิส่วนบุคคล” หรือ “ความเท่าเทียมทางเพศ” แต่เป็นนโยบายที่ท้าทายโครงสร้างรัฐ กฎหมาย และบรรทัดฐานทางสังคม ฉะนั้นการเสนอเรื่องแบบนี้โดยปราศจากฐานปัญหา ฐานข้อมูล และการประเมินผลกระทบ ย่อมถือเป็นการเสนอนโยบายแบบ “ไม่รับผิดชอบ”
อาจารย์ถวิลวดี ซึ่งทำวิจัยและสำรวจความคิดเห็นในระดับนานาชาติ ขยายความอีกว่า เรื่องนี้เป็นการกลยุทธ์ “นโยบายสุดโต่ง” เพื่อ…
- สร้างฐานเสียงเฉพาะกลุ่ม
- ทำให้สื่อต่างๆ ให้ความสนใจ พูดถึง ขยายความ และวิพากษ์วิจารณ์ (ภาษาโซเชียล เรียกทำให้ ไวรัล)
- ผู้เสนอนโยบาย ไม่สนใจความเป็นไปได้เชิงนโยบาย แต่เสนอแบบ “เอามันส์ - เอาสนุก” หรือชิงพื้นที่สื่อ
อาจารย์ถวิลวดี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ตั้งคำถามด้วยว่า นโยบายแบบนี้ถือว่า...
- ขัดกับกฎหมายครอบครัวและการสมรส ที่ยึดหลัก “คู่สมรสหนึ่งต่อหนึ่ง” หรือไม่
- ขัดกับหลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือไม่
- เกี่ยวพันกับการแก้ไขกฎหมายระดับใดยบ้าง แน่นอนว่าต้องมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และอาจลามถึงรัฐธรรมนูญ
อาจารย์ถวิลวดี บอกอีกว่า จากการสืบค้นข้อมูลทั่วโลก ไม่มีกฎหมายระดับประเทศของประเทศใดที่อนุญาตหรือรับรองในเรื่องที่ให้ผู้หญิงมีสามีได้มากกว่าหนึ่ง แต่มีเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์หรือประเพณีดั้งเดิม เรียกว่า “การมีสามีหลายคน” ด้วยเหตุผลเรื่องมรดก และรักษาเศรษฐกิจครัวเรือนในพื้นที่ภูเขา คือให้พี่น้องชายหลายคน แต่งงานกับผู้หญิงคนเดียว พบอยู่บ้างในกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมบางแห่งในอินเดีย เนปาล และภูฏาน แต่เกือบทั้งหมดก็ยกเลิกหรือเลือนหายไปแล้ว จากอิทธิพลของค่านิยม และกฎหมายสมัยใหม่
@@ มุ่งเขย่าสังคม ไม่สนความจริง
อาจารย์ถวิลวดี ตั้งข้อสังเกตอีกว่า เหตุใดพรรคที่เสนอเรื่องนี้จึงไม่หันไปมองนโยบายในเรื่องของ “สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์แบบ” ที่ไทยกำลังเผชิญ ว่าประเทศควรเตรียมการอย่างไรในสถานการณ์ที่อัตราเกิดของพลเมืองไทยมีน้อยลงจนน่ากลัว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมายังไม่เห็นมีพรรคการเมืองไหนพูดถึงการวางแผนเรื่องโครงสร้างประชากรเลย รวมถึงการเตรียมการสำหรับอนาคตในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
อาจารย์ถวิลวดี สรุปว่า นโยบายในแบบของอดีต สส.เต้ เชื่อว่าไม่ได้ตั้งใจจะ “ทำจริง” แต่ตั้งใจ…
- เขย่าสังคม
- สร้างการรับรู้แบบทางลัด หวังผลแปรเป็นคะแนนเสียง
- เบี่ยงประเด็นจากปัญหาโครงสร้างอื่น โดยไม่พูดถึงการปฏิรูปกฎหมายครอบครัว เน้นอารมณ์มากกว่านโยบาย เข้าข่ายเป็น Post Truth Politics หรือการเมืองยุคหลังความจริง ใช้แต่การสร้างกระแสปลุกเร้าทางอารมณ์เพื่อเปลี่ยนเป็นผลคะแนน
@@ สำรวจ 3 นโยบายหล่นหาย เวทีเลือกตั้งใหญ่ 69
ในมิติของ “นโยบายหาเสียง” ซึ่ง KPI Poll ของสถาบันพระปกเกล้าสำรวจทัศนคติของประชาชนเมื่อไม่นานมานี้ และพบความแตกต่างของการให้ความสำคัญระหว่างประชาชนกลุ่มอายุต่างๆ หรือ “ต่างเจนเนอเรชั่น” มากพอสมควร
โดยหากมองในมิติของ “สาระเชิงนโยบาย” ดร.ถวิลวดี เห็นว่า การหาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ มีหลายนโยบายที่สำคัญแต่ไม่ได้รับความสนใจจากพรรคการเมืองเลย เช่น
- เรื่อง gender หรือความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ
- แทบไม่มีเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ ทั้งการป้องกันวินาศภัย และภัยพิบัติทางธรรมชาติ
- ไม่ค่อยมีนโยบายการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
อาจารย์ถวิลวดี ทิ้งท้ายว่า สาระที่พบจากการหาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ คือการ “ให้ร้ายกัน” และใช้โซเชียลมีเดียสร้างความเกลียดชังระหว่างกัน กับการสร้างนโยบายเพื่อเอามันส์ และชิงพื้นที่สื่อ ทำให้สังคมเสื่อมมากกว่าเดิม!
