
“เมื่อชัยชนะชั่วครู่ของสหรัฐฯและอิสราเอล กำลังเผชิญกับ ยุทธศาสตร์ความอดทนของอิหร่าน”
กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ และนักวิเคราะห์คนไทยที่ไปทำงานและพำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เปิดหัวเอาไว้อย่างน่าสนใจ ท่ามกลางกระแสฝุ่นตลบว่า ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล สามารถช่วงชิงความได้เปรียบ กระทั่งจะเอาชนะและล้มระบอบอิหร่านได้ตามที่ประกาศในช่วงแรกๆ หรือไม่
เพราะเมื่อสงครามดำเนินมาได้ครบ 1 สัปดาห์ ทุกสายตาเริ่มเหลียวไปมองที่อิหร่าน และเห็นตรงกันว่า “พวกเขาไม่ใช่เวเนซุเอลา และไม่ได้เป็นประเทศที่มหาอำนาจจะมาข่มเหง แล้วโค่นล้มได้ง่ายๆ ในลักษณะ...จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด”
“ผมขอเสนอทัศนะเชิงเตือนภัยว่า อย่าเพิ่งรีบสรุปบทสุดท้ายของความขัดแย้งนี้เพียงเพราะภาพความเสียหายบนผิวน้ำ หากเรามองผ่านหมอกแห่งสงคราม หรือ Fog of War เข้าไปถึงรากฐานของหลักนิยมการทหารอิหร่าน เราจะพบว่าเตหะรานไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อเอาชนะสหรัฐฯ ในการรบแบบซึ่งหน้า แต่พวกเขาเตรียมตัวมาเพื่อ ‘ไม่แพ้’ และกำลังลากฝ่ายพันธมิตรเข้าสู่เกมที่พวกเขาถนัดที่สุด นั่นคือ...ยุทธศาสตร์ความอดทน หรือ The Long Game” กฤษฎา ขมวดประเด็นเบื้องต้น

เขาอรรถาธิบายเหตุผลเป็นข้อๆ ดังนี้
1. ยุทธศาสตร์ Mosaic Defense หรือ การเปลี่ยนรัฐให้กลายเป็นกองโจร
ความผิดพลาดประการสำคัญของฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์ตะวันตกในอดีต คือความเชื่อที่ว่าการทำลาย “หัวมังกร” หรือศูนย์บัญชาการกลางจะนำไปสู่การล่มสลายของระบบทั้งหมด แต่อิหร่านได้บทเรียนจากสงครามในอดีตและซุ่มเตรียมการรับมือเรื่องนี้มานับทศวรรษด้วยหลักนิยมที่เรียกว่า “Mosaic Defense” หรือการป้องกันแบบโมเสก ได้ถูกนำมาใช้
ตามรายงานจากสถาบันคลังสมองระดับโลกอย่าง CSIS และ IISS อิหร่านได้กระจายอำนาจการตัดสินใจไปยังหน่วย IRGC หรือ กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม จำนวน 31 หน่วยทั่วประเทศ โดยแบ่งตามขอบเขตจังหวัด แต่ละหน่วยมีลักษณะเป็น “กองทัพขนาดเล็ก” ที่มีอิสระในการตัดสินใจสั่งการอาวุธในมือ ไม่ว่าจะเป็นโดรนพลีชีพหรือขีปนาวุธพิสัยใกล้ โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากเตหะรานหากระบบสื่อสารกลางถูกตัดขาด
เป้าหมายของยุทธศาสตร์นี้คือการสร้างภาวะที่สหรัฐฯ ไม่มี “เป้าหมายเดียว” ให้โจมตีเพื่อเผด็จศึก แม้ทำเนียบขาวจะสามารถทำลายฐานทัพหลักหรือกำจัดผู้นำระดับสูงได้ แต่ “เซลล์” สงครามกองโจรในระดับรัฐเหล่านี้จะยังคงทำหน้าที่ก่อกวนและโจมตีโต้กลับอย่างต่อเนื่อง ทำให้การประกาศชัยชนะอย่างเป็นทางการของฝ่ายสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องยากลำบากในทางปฏิบัติ
2. Financial Attrition หรือ กับดักเศรษฐศาสตร์ในสมรภูมิคลังแสง
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในสงครามครั้งนี้อาจไม่ใช่จำนวนความสูญเสียทางกายภาพในช่วงแรก แต่คือ “ความเหลื่อมล้ำของต้นทุนทางการทหาร” อ้างอิงจากงานวิจัยของ Stimson Center และ RAND Corporation
สงครามครั้งนี้กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า “อาวุธราคาถูก” สามารถบั่นทอน “งบประมาณมหาศาล” ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
อิหร่านหันมาพึ่งพาโดรนตระกูล Shahed ซึ่งมีราคาต้นทุนเพียงลำละ 20,000 ถึง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในการโจมตีแบบรุมสกรัม ที่เรียกกันว่า Swarm Attack เพื่อบีบให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศอันทันสมัยของสหรัฐฯ และอิสราเอล เช่น Patriot (PAC-3) หรือ SM-6 ซึ่งมีราคาลูกละ 2 ถึง 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้องยิงสกัดกั้น
หากสงครามยืดเยื้อเกินกว่ากรอบเวลา 5 สัปดาห์ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดการณ์ไว้ สหรัฐฯ จะเผชิญกับสภาวะที่คลังอาวุธสกัดกั้นเริ่มร่อยหรอ การต้องใช้ทรัพยากรทางการเงินมหาศาลเพื่อแลกกับการทำลายอาวุธราคาถูกคือชัยชนะในเชิงเศรษฐศาสตร์ของอิหร่าน
“ในระยะยาว สหรัฐฯ อาจต้องเลือกระหว่างการถอนตัวออกไป หรือแบกรับภาระทางการคลังที่อาจนำไปสู่วิกฤตงบประมาณและความไม่พอใจของผู้เสียภาษีในประเทศ” กฤษฎา ระบุ
3. Missile Cities หรือ ป้อมปราการใต้ภูเขาและไพ่ตายทางยุทธศาสตร์
แม้แสนยานุภาพบนผิวน้ำของอิหร่านจะอวสานลงไปแล้ว แต่อำนาจการโจมตีจากชายฝั่งยังคงเป็นภัยคุกคามที่รุนแรง ข้อมูลทางวิชาการยืนยันถึงการมีอยู่ของ “เมืองขีปนาวุธใต้ดิน” หรือ Missile Cities ที่ขุดลึกลงไปในภูเขาหินแข็งตามแนวชายฝั่งที่คดเคี้ยวและพื้นที่ทางตะวันตก ซึ่งช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านเผยภาพบางส่วนให้ชาวโลกได้เห็นกันไปแล้ว
ฐานทัพเหล่านี้เปรียบเสมือนป้อมปราการที่ยากต่อการทำลาย แม้จะใช้ระเบิดทำลายบังเกอร์ (Bunker Buster) รุ่นล่าสุดก็ตาม เนื่องจากมีระบบอุโมงค์เชื่อมต่อที่ซับซ้อนและมีการอำพรางอย่างดีเยี่ยม
อิหร่านยังมีขีปนาวุธวิถีโค้งและขีปนาวุธร่อนสะสมอยู่อีกกว่า 3,000 ลูก ซึ่งพร้อมจะถูกนำออกมาใช้งานเพื่อปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ตราบใดที่ฐานยิงเหล่านี้ยังไม่ถูกกำจัด ตลาดพลังงานโลกจะยังคงอยู่ในสภาวะอัมพาต และราคาน้ำมันจะกลายเป็นตัวประกันในสงครามครั้งนี้
4. Pain-Sharing และผลกระทบต่ออิสราเอล ซึ่งก็คือการกระจายความเสี่ยงสู่ภูมิภาค
ยุทธศาสตร์ของเตหะรานในปัจจุบันคือการ “แชร์ความเจ็บปวด” หรือ Pain-Sharing ไปยังพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ทั้งอิสราเอลและกลุ่มประเทศอ่าว การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันหรือระบบสาธารณูปโภคไม่ได้มีเป้าหมายทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่มีเป้าหมายทางการเมืองเพื่อบั่นทอนความเชื่อมั่น
สำหรับอิสราเอล หากระบบป้องกันภัยทางอากาศเริ่มอ่อนแรงลงจากการต้องรับมือกับโดรนและขีปนาวุธจำนวนมหาศาล ความเสียหายสะสมในเขตพลเรือนจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาล แรงกดดันนี้จะกลายเป็นปัจจัยบีบคั้นให้ฝ่ายพันธมิตรต้องมองหา “ทางลง” ทางยุทธศาสตร์ก่อนที่โครงสร้างสังคมและความมั่นคงภายในจะได้รับความเสียหายจนเกินเยียวยา
5. แรงกดดันภายในสหรัฐฯ จากเลือดเนื้อ และสนามรบการเมือง
ปัจจัยที่เปราะบางที่สุดและอาจเป็นจุดชี้ขาดของสงครามครั้งนี้ คือ “กระแสสาธารณชนและการเมืองภายในสหรัฐฯ”
ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ยืนยันว่ามีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 นาย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก รวมถึงพลเรือนอีกบางส่วน จากการโจมตีโต้กลับ ตัวเลขนี้แม้ดูไม่มากในเชิงสถิติสงคราม แต่ในยุคข้อมูลข่าวสารปัจจุบัน ความสูญเสียเพียงเล็กน้อยก็สามารถกลายเป็นกระแสคัดค้านสงครามและการประท้วงบนท้องถนนในวอชิงตันได้
การเลือกตั้งกลางเทอม หรือ Midterm Elections ที่กำลังใกล้เข้ามา ภาพของความสูญเสียประกอบกับราคาน้ำมันดิบ Brent ที่พุ่งแตะ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่มีอานุภาพทำลายล้างต่อรัฐบาลปัจจุบัน หากสงครามยืดเยื้อจนส่งผลกระทบต่อปากท้องของชาวอเมริกัน ทำเนียบขาวอาจถูกบีบให้ต้องยุติการปฏิบัติการก่อนที่เป้าหมายทางทหารจะบรรลุผล
กฤษฎา สรุปว่า ชัยชนะบนกองซากปรักหักพังและความเหนื่อยล้าทางยุทธศาสตร์ ในเชิงวิชาการทหาร สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจได้รับชัยชนะในยกแรกอย่างเบ็ดเสร็จ กองทัพเรืออิหร่านล่ม ศูนย์บัญชาการแหลกสลาย แต่นั่นเป็นเพียงชัยชนะในสมรภูมิที่ใช้กำลังกายภาพตัดสิน เพราะอิหร่านในตอนนี้กำลังย้ายการต่อสู้ไปสู่สนามที่ชื่อว่า “ความอดทนและต้นทุน”
หากอิหร่านสามารถยื้อเวลาให้สงครามก้าวข้ามสัปดาห์ที่ 5 ไปได้ ความสูญเสียสะสมของกำลังพลสหรัฐฯ ความโกลาหลทางการเมืองจากการประท้วง และภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากวิกฤตพลังงาน จะกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่บีบให้สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องยอมรับการเจรจาหรือหาทางลงทางยุทธศาสตร์เพื่อรักษาฐานอำนาจภายในไว้
อวสานของกองทัพเรืออิหร่านอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในช่วงสั้นๆ แต่ความพ่ายแพ้ที่แท้จริงของสหรัฐฯ ในสงครามครั้งนี้อาจมาในรูปแบบของ “ความเหนื่อยล้า” จากการแบกรับต้นทุนที่แพงเกินไป ทั้งในแง่ของงบประมาณ คะแนนเสียง และชีวิตของชายชาติทหาร
“ในท้ายที่สุด ผู้ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้นานที่สุดท่ามกลางกองซากปรักหักพัง อาจเป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะในเชิงการเมืองที่แท้จริง” กฤษฎา สรุปส่งท้าย
