
ยังคงวิจารณ์กันไม่จบ ตั้งแต่นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เซ็นคำสั่ง “แบ่งงานรองนายกฯ” ตามมาด้วยการแบ่งงานตามกลุ่มภารกิจ หรือ “คลัสเตอร์” ตามที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา
เพราะงานที่ถูกแบ่งยังมีความลักลั่น และถูกตั้งคำถาม
เริ่มจากการแบ่งหน่วยงานกำกับดูแล ตามคำสั่งแรก...
นายกฯอนุทิน กำกับเอง 3 หน่วยงานหลัก คือ สมช. กอ.รมน. และ ศรชล.
รองนายกฯสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กำกับดูแล สขช. (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ) และ ศอ.บต.
การแบ่งงานแบบนี้ทำให้มองเห็นความลักลั่นอย่างชัดแจ้ง เช่น คำถามง่ายๆ ว่า ใครกันแน่รับผิดชอบภารกิจดับไฟใต้ นายกฯอนุทินที่กำกับ กอ.รมน. และเป็น ผอ.รมน.โดยตำแหน่ง หรือรองฯสีหศักดิ์ที่กำกับดูแล ศอ.บต.
ทำให้เกิดวาทกรรมงานความมั่นคงยุค “คนละครึ่ง”
อ่านประกอบ : งานความมั่นคง “ยุคคนละครึ่ง” ใครคุมดับไฟใต้?
แต่เมื่อการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาผ่านพ้นไป นายกฯอนุทิน ออกคำสั่งแบ่งงานในลักษณะ “บริหารราชการตามกลุ่มภารกิจ” หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “คลัสเตอร์” โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่มภารกิจ กระจายให้รองนายกฯซึ่งมีถึง 7 คน รับผิดชอบแต่ละกลุ่มภารกิจ หรือ คลัสเตอร์ และตัวเองรับผิดชอบ 1 กลุ่มภารกิจ คือ กลุ่มภารกิจปราบปรามการทุจริต ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การกระทำความผิดออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ
คำถามก็ยังคงย้อนกลับไปที่ “กลุ่มภารกิจด้านความมั่นคง” เพราะมีการมอบให้รองนายกฯ สีหศักดิ์ รับผิดชอบไปเต็มๆ
นั่นคือ กลุ่มภารกิจที่ 6 กลุ่มภารกิจความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยกลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบด้านการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ การยกเลิกบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการ
อ่านดูเผินๆ จะพบว่า แม้รองนายกฯสีหศักดิ์ จะรับผิดชอบ “คลัสเตอร์ความมั่นคง” และเสมือนหนึ่งว่าจะเป็น “รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง” แต่ความรับผิดชอบของกลุ่มภารกิจนี้ดูจะ “จำกัด” ในบางเรื่อง และเน้นเรื่องทางเทคนิคมากกว่า เช่น การรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ การยกเลิกบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีความคืบหน้า เหล่านี้เหมือนตีกรอบในเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นด้านหลัก
ส่วนการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของรองนายกฯ สีหศักดิ์ อยู่แล้ว เนื่องจากควบตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศด้วย
และหากย้อนไปดูคำสั่งแบ่งงาน ที่เป็นการ “แบ่งหน่วยงานกำกับดูแล” นายกฯอนุทินก็ยังกำกับหน่วยงานส่วนใหญ่ที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงอยู่ดี โดยเฉพาะ สมช. กับ กอ.รมน.
นี่คือต้นเหตุของความลักลั่น และพูดได้ไม่เต็มปากว่า รองนายกฯสีหศักดิ์ คือ “รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง” ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเผชิญศึกหลายด้าน ทั้งด้านใต้ (ไฟใต้) ด้านตะวันออก (กัมพูชา) และภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลาง
พลโทภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงนโยบายความมั่นคงของรัฐบาลอนุทินว่า ยังเป็นเพียงภาพแนวทางกว้างๆ ขาดการเน้นย้ำเจตจำนงต่อการรับมือภัยคุกคามในสถานการณ์วิกฤติ
“ผมขอแนะนำรัฐบาลให้มอบเป็นภาระหน้าที่ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.ที่จะต้องจัดทำยุทธศาสตร์และมาตรการรองรับให้เกิดความชัดเจนต่อเป้าหมาย แนวทางปฏิบัติ หน่วยงานรับผิดชอบ และลำดับความเร่งด่วนสู่การปฏิบัติ นำเสนอต่อการประชุมวาระแรกของสภาความมั่นคงฯ เพื่อพิจารณา” พลโท ภราดร หรือ “เสธ.แมว” เสนอแนะในฐานที่เป็นอดีตเลขาธิการ สมช.
เสธ.แมว ขยายความต่อว่า สาระที่ สมช.ต้องนำเสนอ คือเรื่องของภัยคุกคามต้นเหตุของวิกฤตการณ์ นั่นคือภัยสงครามตะวันออกกลาง ภัยสู้รบด้านกัมพูชา เมียนมา ซึ่งเป็นการรุกที่เข้ามาทางชายแดนทั้งสิ้น
ดังนั้นยุทธศาสตร์ที่พึงใช้ในการรับมือ คือ ยุทธศาสตร์สถาปนาความมั่นคงพื้นที่ชายแดน ซึ่งประกอบด้วย 3 พันธกิจ ได้แก่
1.พันธกิจทางการทหาร ด้านการข่าวและยุทธการ
2.พันธกิจการจัดระเบียบความมั่นคงพื้นที่ชายแดน โดยเน้นภารกิจเร่งด่วน คือ การแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ อันได้แก่ สแกมเมอร์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การก่อการร้าย และอีกภารกิจคือการจัดการการโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งได้แก่ ผู้อพยพหนีภัยการสู้รบ แรงงานข้ามชาติ คนไร้ชาติ ไร้สัญชาติ
3.พันธกิจการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เน้นทวิภาคี
ในส่วนการแก้ปัญหาความรุนแรงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเร่งด่วน เสธ.แมว เสนอให้ใช้ยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยมีมาตรการการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดรองรับการขับเคลื่อนสร้างพื้นที่ปลอดภัย
“ยุทธศาสตร์ที่กล่าวมานั้นจะต้องขับเคลื่อนควบคู่กับหลักการพึ่งพาตนเองในเรื่องของอาวุธ อุปกรณ์ ยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยี โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเราเองเป็นตัวดำเนินการ” พลโท ภราดร กล่าว
และย้ำทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลไม่ได้มีการดำเนินการตามนี้ ถือเป็นข้อบ่งชี้ได้เลยว่าผู้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายข้าราชการประจำ ถือได้ว่าด้อยประสิทธิภาพในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ สมควรที่จะต้องโยกย้ายยกเครื่องทั้งกระบิ
อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า 3 พันธกิจในการสถาปนาความมั่นคงพื้นที่ชายแดน เมื่อพิจารณาย้อนกลับไปดูคำสั่งการแบ่งงานรองนายกฯ และแบ่งงานตามภารกิจ หรือ “คลัสเตอร์” แล้ว ทั้ง 3 พันธกิจทางความมั่นคงที่ เสธ.แมว เสนอ ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเพื่อความเป็นเอกภาพ แต่กระจายไปทั้งนายกรัฐมนตรี อนุทิน และ รองนายกฯสีหศักดิ์ ตามที่ถูกวิจารณ์นั่นเอง
