
วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันสตรีสากล” ถือเป็นวันสำคัญที่ทั่วโลกใช้ทบทวนความก้าวหน้าและความท้าทายของการสร้างความเสมอภาคระหว่างเพศ
หนึ่งในดัชนีชี้วัดของพัฒนาการในเรื่องนี้ คือ บทบาทของผู้หญิงในกระบวนการเลือกตั้งและการเมือง เพราะสะท้อนระดับความเป็นประชาธิปไตยในสังคมผ่านความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางเพศ
ดร.ถวิลวดี บุรีกุล อดีตรองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะนักวิจัย ได้นำเสนอบทวิเคราะห์เรื่อง “ผู้หญิงกับการเมือง” เพื่อประเมินการมีส่วนร่วมของผู้หญิงไทยในการเมืองระดับชาติ และการให้ความสำคัญกับความเสมอภาคระหว่างเพศของบรรดาพรรคการเมือง ซึ่งเพิ่งจะผ่านการเลือกตั้งทั่วไปมาสดๆ ร้อนๆ และพรรคที่ชนะการเลือกตั้งก็กำลังอยู่ในกระบวนการรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
ดร.ถวิลวดี ใช้ข้อมูลเปรียบเทียบจากการเลือกตั้งทั่วไป 3 ครั้งล่าสุดของประเทศไทย คือ 24 มีนาคม 2562, 14 พฤษภาคม 2566 และ 8 กุมภาพันธ์ 2569
“ตัวเลขที่ออกมาสะท้อนให้เห็นทั้งโอกาส ความก้าวหน้า และข้อจำกัดของผู้หญิงในการเข้าถึงอำนาจทางการเมืองแบบไทยๆ” นักวิจัย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ระบุ
@@ กฎหมายดี แต่ปฏิบัติเป็นอีกเรื่อง!

ดร.ถวิลวดี ตั้งประเด็นว่า แม้รัฐธรรมนูญไทยจะรับรองหลักการความเสมอภาคระหว่างชายและหญิงอย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ ผู้หญิงยังคงมีสัดส่วนในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่ำกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ
สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไม่ได้มีสภาพบังคับ แต่เป็นการเขียนเชิงหลักการ เช่น
มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง
มาตรา 27 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
มาตรา 90 วรรค 3 การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคสอง ต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง
ข้อสังเกตที่พอจะสรุปได้ก็คือ รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนบังคับไว้โดยตรง และไม่มีบทกำหนดโทษ บทบัญญัติทั้งหมดจึงเหมือนเป็นหลักการที่พึงปฏิบัติ แต่ไม่ได้บังคับให้ต้องปฏิบัติ ฉะนั้นเมื่อพรรคการเมืองส่งผู้สมัคร สส. ทั้งในระบบแบ่งเขต และจัดทำบัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองก็อาจไม่ได้ปฏิบัติตาม
@@ โลกยังไม่ถึงเป้า - เอเชียเฉลี่ยต่ำโลก - ไทยตกทุกระดับ

จากสถิติปี 2568 เกี่ยวกับผู้หญิงกับการเมืองในนานาประเทศทั่วโลก พบว่า ผู้หญิงมีสัดส่วนในรัฐสภาเฉลี่ยอยู่ที่ 27.2% เทียบกับปี 2538 ซึ่งผ่านมาแล้ว 30 ปี เพิ่มขึ้นแค่เพียง 11% ถือว่ายังเป็นสัดส่วนที่ต่ำ และห่างไกลจากความเท่าเทียมอย่างแท้จริง
ทั้งๆ ที่การบรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศ และการเพิ่มบทบาทของสตรีและเด็กหญิงทุกคน (Achieve gender equality and empower all women and girls) เป็นเป้าหมายที่ 5 จาก 17 เป้าหมาย ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDGs
อย่างไรก็ดี ยังมีหลายประเทศที่สามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในรัฐสภาได้ใกล้กึ่งหนึ่ง หรือเกินกึ่งหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ใช้กลไกการกำหนด gender quota หรือการกำหนดสัดส่วนผู้สมัครหญิงของพรรคการเมือง เช่น ออสเตรเลีย มีผู้หญิงในรัฐสภา หลังการเลือกตั้งปี 2568 คิดเป็น 49.6% และเป็นสถิติสูงที่สุดของประเทศออสเตรเลีย

ข้อมูลจากสหภาพรัฐสภานานาชาติ หรือ IPU เกี่ยวกับภาพรวมการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในรัฐสภา พิจารณาจากค่าเฉลี่ยของโลกและภูมิภาค พบข้อมูลที่น่าสนใจ
- ค่าเฉลี่ยของโลก (สภาเดี่ยว/สภาล่าง) - 27.2%
- ค่าเฉลี่ยของเอเชีย (สภาเดี่ยว/สภาล่าง) - 21.9%
- ค่าเฉลี่ยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สภาเดี่ยว/สภาล่าง) - 23.5%
ขณะที่ประเทศไทย สัดส่วนผู้หญิงในสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) อยู่ที่ประมาณ 19.6% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก (27.2%) และค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียน (23.5%) ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้หญิงไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงอำนาจทางการเมือง
กล่าวโดยสรุป คือ เอเชียและอาเซียน “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก” และไทยก็อยู่ต่ำกว่าทั้งโลกและค่าเฉลี่ยอาเซียน
@@ ผู้สมัคร สส.หญิงลด - ปาร์ตี้ลิสต์แค่ 1% ได้เข้าสภา

เมื่อผ่าข้อมูลเลือกตั้งทั่วไปของไทย ดร.ถวิลวดี ค้นพบว่า สัดส่วนผู้สมัคร สส.หญิงในระบบบัญชีรายชื่อ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปี 2562 มีผู้สมัครหญิง 622 คน คิดเป็น 22.14% ของผู้สมัครทั้งหมด
ปี 2566 ผู้สมัครหญิงลดลงเหลือ 377 คน คิดเป็น 19.86% ของผู้สมัครทั้งหมด
ปี 2569 ผู้สมัครหญิงลดลงเหลือ 282 คน คิดเป็น 17.93% ของผู้สมัครทั้งหมด

นอกจากนี้ โอกาสที่ผู้สมัครหญิงในระบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับเลือกตั้งก็ยังอยู่ในระดับต่ำมากเช่นกัน อย่างการเลือกตั้งปี 2562 ผู้สมัครหญิง 622 คน จากผู้สมัครทั้งหมด 2,810 คน ได้รับเลือก 27 คน จากผู้ได้รับเลือกทั้งหมด (ปี 2562 แบ่งสัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อ 150 คน สส.เขต 350 คน) โอกาสของการรับเลือกเป็น สส. คิดเป็น 2.89% จากผู้สมัครหญิงทั้งหมด และคิดเป็น 0.64% จากผู้สมัครทั้งหมด (คิดรวมทั้งหญิงและชาย)
ขณะที่การเลือกตั้งปี 2566 ผู้สมัครหญิง 377 คน จากผู้สมัครทั้งหมด 1,898 คน มีผู้สมัครหญิงได้รับเลือกเป็น สส. 14 คน คิดเป็น 3.77% จากผู้สมัครหญิงทั้งหมด และคิดเป็น 0.74% จากผู้สมัครทั้งหมดทั้งชายและหญิง

ส่วนการเลือกตั้งปี 2569 ผู้สมัครหญิง 282 คน จากผู้สมัครทั้งหมด 1,573 คน มีผู้สมัครหญิงได้รับเลือก 19 คน คิดเป็น 6.74% จากผู้สมัครหญิงทั้งหมด และคิดเป็น 1.21% จากผู้สมัครทั้งหมดทั้งหญิงและชาย
สรุปได้ว่า การเลือกตั้งในปี 2562 และปี 2566 แม้จะมีผู้สมัครหญิงในระบบบัญชีรายชื่อมากกว่าปี 2569 แต่จำนวนผู้สมัครหญิงที่ได้รับเลือกก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก คือใน 100 คน ได้รับเลือกไม่ถึง 1 คน ขณะที่ปี 2569 ผู้สมัครหญิงน้อยลง แต่ใน 100 คน ได้รับเลือก 1.21 คน แม้จะดีขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ยังต่ำอยู่มากเช่นกัน
@@ เปิด 10 พรรคที่ส่งผู้สมัครหญิงเกิน 10 คนในปาร์ตี้ลิสต์

ดร.ถวิลวดี ชี้ว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงเข้าสภาได้น้อย แม้จะมี สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ก็คือ บทบาทของพรรคการเมืองซึ่งมักส่งผู้สมัครชายจำนวนมากกว่า และมักจัดลำดับผู้สมัครหญิงไว้ในตำแหน่งที่มีโอกาสได้รับเลือกตั้งน้อยกว่า
ข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่า พรรคที่ส่งผู้สมัคร สส.หญิง ในการเลือกตั้งปี 2569 จาก 57 พรรคนั้น มี 47 พรรคที่ส่งผู้สมัครหญิงในระบบบัญชีรายชื่อ คิดเป็นร้อยละ 82.5 ส่วนอีก 10 พรรค ไม่ส่งผู้สมัครหญิงเลย คิดเป็นร้อยละ 17.5
พรรคที่ส่งผู้สมัครหญิงมากกว่า 10 คนในบัญชีรายชื่อของพรรค คือ
พรรครวมไทยสร้างชาติ ส่งผู้สมัครหญิง 23 คน แต่ไม่มีผู้หญิงอยู่ในลำดับ 1-10 เลย ลำดับที่สูงที่สุดคือลำดับ 13
พรรคภูมิใจไทย ส่ง 22 คน มีผู้หญิงอยู่ในลำดับ 1-10 จำนวน 4 คน ลำดับที่สูงที่สุด คือ ลำดับ 5
พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง 21 คน มีผู้หญิงอยู่ในลำดับ 1-10 จำนวน 2 คน ลำดับที่สูงที่สุด คือ ลำดับ 4
พรรคเพื่อไทย ส่ง 21 คน ไม่มีผู้หญิงอยู่ในลำดับ 1-10 เลย ลำดับสูงที่สุด คือลำดับ 12
พรรคประชาชน ส่ง 16 คน มีผู้หญิงอยู่ในลำดับ 1-10 จำนวน 2 คน ลำดับสูงที่สุดคือ ลำดับ 2
พรรคไทยสร้างไทย ส่ง 13 คน ไม่มีผู้หญิงอยู่ในลำดับ 1-10 เลย ลำดับสูงสุดคือ 27
พรรคเพื่อบ้านเมือง ส่ง 12 คน ไม่มีผู้หญิงอยู่ในลำดับ 1-10 เลย ลำดับสูงสุดคือ ลำดับ 19
พรรคใหม่ ส่งผู้สมัครหญิง 11 คน มีผู้หญิงอยู่ในลำดับ 1-10 จำนวน 3 คน และลำดับสูงสุดคือ ลำดับ 1
พรรคเสรีรวมไทย ส่งผู้สมัครหญิง 10 คน มีผู้หญิงอยู่ในลำดับ 1-10 จำนวน 3 คน ลำดับสูงที่สุด คือ ลำดับ 4
พรรคกล้าธรรม ส่ง 10 คน มีผู้หญิงอยู่ในลำดับ 1-10 จำนวน 3 คน ลำดับสูงที่สุดคือลำดับ 2
@@ เลือกตั้งปี 69 สส.หญิง ไม่ถึง 1 ใน 5 โอกาสเข้าสภาต่ำเตี้ย

ดร.ถวิลวดี สังเคราะห์ข้อมูลต่อว่า ภาพรวมการเลือกตั้งปี 2569 ประเทศไทยมี สส.หญิงรวมทั้งสองระบบ จำนวน 93 คน จาก สส.ทั้งหมด 500 คน คิดเป็นประมาณ 18.6% โดยมาจากระบบแบ่งเขต 74 คน และระบบบัญชีรายชื่อ 19 คน
นับรวมทั้ง 2 ระบบ ยังไม่ถึง 1 ใน 5 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดด้วยซ้ำ
เมื่อพิจารณาในเชิงโอกาสในการได้รับเลือกเข้าสภา พบว่า ผู้สมัคร สส.หญิงยังคงเผชิญข้อจำกัดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในระบบบัญชีรายชื่อ ตัวอย่างในการเลือกตั้งปี 2569 แม้โอกาสได้รับเลือกตั้งของผู้สมัครหญิงเมื่อเทียบกับเพศเดียวกันจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.74% แต่เมื่อเทียบกับผู้สมัครทั้งหมด โอกาสยังคงอยู่ในระดับต่ำเพียง 1.21% ในขณะที่ผู้สมัครชายมีโอกาส 5.15%
“สถานการณ์นี้สะท้อนว่า แม้ผู้หญิงไทยจะมีบทบาทสำคัญในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศ แต่การเข้าถึงอำนาจทางการเมืองยังคงมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการส่งผู้สมัครและการจัดลำดับผู้สมัครของพรรคการเมือง รวมถึงการที่ประเด็นความเสมอภาคระหว่างเพศยังไม่เป็นวาระสำคัญของนโยบายทางการเมือง”
@@ แค่ 7 พรรคเสนอนโยบายสิทธิสตรี - ส่วนใหญ่ไร้เก้าอี้

พูดถึงนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ในการเลือกตั้งล่าสุด ดร.ถวิลวดี บอกว่า จากการวิเคราะห์นโยบายเลือกตั้งปี 2569 พบว่ามีเพียง 7 พรรคที่เสนอแนวนโยบายเกี่ยวกับสิทธิสตรี หรือความเสมอภาคทางเพศอย่างชัดเจน ประกอบด้วย พรรคพลวัต, พรรคพลังเพื่อไทย, พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย, พรรคก้าวอิสระ, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคไทยสร้างไทย และพรรคไทยพิทักษ์ธรรม
ที่น่าตกใจก็คือ พรรคเหล่านี้ล้วนแต่เป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก และบางพรรคก็ไม่มีที่นั่งในสภาเลย
ส่วนพรรคการเมืองใหญ่ที่ได้ สส.จำนวนมาก เป็นแกนนำรัฐบาลและแกนนำฝ่ายค้าน กลับไม่สนใจเสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาคระหว่างเพศ หรือใส่ใจกับเรื่องเพศสภาวะ และมิติของผู้หญิงเลย

ด้านเจตจำนงของพรรคการเมืองที่สะท้อนจากการส่งผู้สมัคร สส.ในการเลือกตั้งปี 2569 มี 44 พรรคการเมือง จากทั้งหมด 57 พรรคที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี (แคนดิเดตนายกฯ) แต่มีเพียง 10 พรรคการเมืองที่เสนอชื่อผู้หญิงเป็นนายกรัฐมนตรี รวม 11 คน (พรรคเป็นธรรม เสนอ 2 คน)
โดยพรรคการเมืองที่เสนอผู้หญิงเป็นนายกรัฐมนตรี ในลำดับที่ 1 มีอยู่ 2 พรรค คือ พรรคพลังประชารัฐ เสนอ นางสาวตรีนุช เทียนทอง และพรรคไทยสร้างไทย เสนอ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
@@ สำรวจโลก...ผู้หญิงกับการเมือง

สรุปตัวเลข “ผู้หญิงกับการเมือง” จากข้อมูลทั่วโลก ในปี 2568
- สัดส่วนผู้หญิงในรัฐสภาระดับชาติ (ค่าเฉลี่ยทั้งโลก) ประมาณ 27.2%
- ผู้หญิงในตำแหน่งรัฐมนตรีที่นำกระทรวง ประมาณ 22.9%
- ประเทศที่มีผู้นำหญิง (หัวหน้ารัฐ/รัฐบาล) ประมาณ 25 ประเทศ (28 คน)
- กลุ่มประเทศ OECD หรือ สมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (เฉพาะสภาล่าง) ค่าเฉลี่ยประมาณ 34%
ตัวอย่างประเทศกลุ่ม OECD
- ออสเตรเลีย ประมาณ 49.6%
- สหราชอาณาจักร ประมาณ 40%
- แคนาดา ประมาณ 30.5%

ข้อมูลจากสหภาพรัฐสภา หรือ IPU พบว่า อันดับประเทศที่มีผู้หญิงในสภาล่าง/สภาเดี่ยว (ประเทศที่มีสภาพเดียว) สูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่
1. รวันดา 63.8%
2. คิวบา 55.7%
3. นิการากัว 55.0%
4. โบลิเวีย 50.8%
5. เม็กซิโก 50.2%
6. อันดอร์รา 50.0%
7. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 50.0%
8. คอสตาริกา 49.1%
9. ออสเตรเลีย 46.0%
10. ไอซ์แลนด์ 46.0%

บางประเทศกำหนดไว้ในกฎหมาย เช่น รวันดา กำหนดโควตาผู้หญิง 30% ของผู้ได้รับเลือก ผลที่ออกมา คือ ได้ผู้หญิงถึง 63.8%
โบลีเวีย กฎหมายกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีจำนวนผู้สมัครเท่าเทียม ผลที่ได้จริง คือ มีผู้หญิง 46.2%
เม็กซิโก กำหนดโควตาผู้หญิงไว้ที่ 50% ตัวเลขที่ได้จริง คือ 50.2%
ฝรั่งเศส พรรคการเมืองต้องมีจำนวนผู้สมัครเท่าเทียม ผลที่ได้จริง 36.2%
@@ ไทยเทียบอาเซียน

จำนวน สส.หญิงในอาเซียน เทียบกับค่าเฉลี่ยของโลก
เวียดนาม 30.3% อยู่ลำดับที่ 45 ของโลก
ฟิลิปปินส์ 29.5% อยู่ลำดับที่ 50 ของโลก
สิงคโปร์ 29.0% อยู่ลำดับที่ 55 ของโลก
อินโดนีเซีย 21.9% อยู่ลำดับ 100 ของโลก
ไทย 19.6% อยู่ลำดับ 123 ของโลก
มาเลเซีย 15.0% อยู่ลำดับที่ 150 ของโลก
@@ ไทยเทียบโลก

- สภาผู้แทนราษฎร ณ ปี 2568 มี สส.หญิง 97 คน จาก 495 คน = 19.6%
- อันดับโลก 123 (ตามตารางจัดอันดับรายเดือนของ IPU)
- วุฒิสภา มี สว.หญิง 45 คน จาก 200 คน = 22.5%
สรุปเปรียบเทียบ 2568 สภาผู้แทนชุดที่แล้ว ที่มาจากการเลือกตั้งปี 2566
- สภาล่าง (สภาผู้แทนฯ) 19.6% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียนที่ 23.5% และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 27.2%
- สภาสูง (วุฒิสภา) 22.5% ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยเอเชีย ราว 22.0% แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก
