
สนามเลือกตั้งชายแดนใต้ รอบนี้มี 13 เขต มี สส.ได้ 13 คนเท่ากับการเลือกตั้งปี 66
แชมป์เก่า คือ “พรรคประชาชาติ” และเป็นแชมป์มา 2 ครั้งแล้ว ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 62 เป็นต้นมา ทำให้เลือกตั้งรอบนี้ ปี 69 ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษว่าจะรักษาแชมป์ไว้ได้อีก 1 สมัยหรือไม่
เพราะโจทย์ยากของพรรคประชาชาติ และยากขึ้นกว่าเดิม ก็คือ คู่แข่งแข็งแรงขึ้น ทั้งพรรคส้ม ซึ่งครั้งนี้อยู่ในชื่อพรรคประชาชน เลือกตั้งรอบที่แล้วได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 2 ทุกเขต
ส่วนคู่แข่งสำคัญก็ยังมี พรรคกล้าธรรม กับภูมิใจไทย ที่กวาดอดีต สส. เจ้าของพื้นที่ไปเข้าค่าย เข้าชายคา ทำให้การันตีได้ระดับหนึ่งว่า ถึงอย่างไรก็น่าจะปักธงได้
ขณะที่ “พรรคเคยแผ่ว” อย่างประชาธิปัตย์ รอบนี้ก็แรงขึ้นมา จากกระแสเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค
“ทีมข่าวอิศรา” จึงขอพาไปเช็คขุมกำลัง และความเคลื่อนไหวภายในของแชมป์เก่าอย่าง “ประชาชาติ” เพื่อประเมินว่า รอบนี้จะรักษาแชมป์ หรือเสียแชมป์ หรือว่าจะยังคงเป็นแชมป์ แต่ได้ สส.ลดลง
@@ เปิดขุมกำลัง “พรรคประชาชาติ”

ก่อนการสมัครรับเลือกตั้ง พรรคประชาชาติจัดประชุมใหญ่ที่หอประชุมมูลนิธิมะทา จ.ยะลา ซึ่งก็เป็นถิ่นของ “อาจารย์วันนอร์” วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรค
ภายในงานนอกจากจะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต ซึ่งทั้งหมดก็ไม่มีพลิกโผในวันสมัครจริงแล้ว ยังมีการจัดทัพบุคลากรของพรรค ด้วยการผสมผสานระหว่างนักการเมืองอาชีพและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวม 17 ราย เพื่อขับเคลื่อนภารกิจทางการเมือง เป็นกรรมการบริหารพรรคที่กุมบังเหียนและกำหนดทิศทางการก้าวเดินต่อไป
โครงสร้างพรรคประชาชาติที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ แบ่งเป็น...
ระดับบริหาร นำโดย หัวหน้าพรรค พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง คนเดิม และมีรองหัวหน้าพรรค 7 คน ประกอบด้วย นายวรวีร์ มะกูดี, นายวิทยา พานิชพงศ์, นายสุธีรพันธ์ สุขวุฒิชัย, นายฐาคณิษฐ์ พรทองประเสริฐ, พล.ต.ต.ไมตรี สันตยากุล อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส, นายกิตติ สุระคำแหง อดีตรองเลขาธิการ ศอ.บต. และ นางสาวตฤณ ล่อใจ

เลขาธิการพรรค ยังคงเป็น นายซูการ์โน มะทา อดีต สส.ยะลา และน้องชายแท้ๆ ของอาจารย์วันนอร์
มีรองเลขาธิการพรรค 3 คน คือ นายซัยนูรดีน นิมา, นายอับดุลเราะมัน มอลอ นักวิชาการคนดังแห่งสงขลา และ นายอัฟฟาน หะยียูโซะ
เหรัญญิกพรรค คือ นางณีรานุช วัฒนาทร, นายทะเบียนพรรค นายพิสุทธิ์ อังจันทร์เพ็ญ, โฆษกพรรค นายต่วนอิสกันดาร์ ดาโต๊ะมูลียอ และ รองโฆษกพรรค คือ นายสูฮัยมี ลือแบซา กับ นางสาวรอมือละห์ แซเยะ
@@ เอกซเรย์ผู้สมัคร สส.เขต “ทีมผสมใหม่+เก๋า”

ในวันเดียวกัน พรรคประชาชาติยังได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. รวม 15 เขต ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 13 เขต และพื้นที่รอยต่อ 4 อำเภอของ จ.สงขลา อีก 2 เขต ปรากฏว่าเป็นการจัดทัพผู้สมัครโดยเน้น “อดีต ส.ส. เจ้าของพื้นที่” ผสมกับ “นักการเมืองท้องถิ่น” ที่มีฐานเสียงแน่นหนา แบ่งเป็น
พื้นที่ จ.ยะลา คือ แชมป์เก่าทั้งหมด
เขต 1 นายสุไลมาน บือแนปีแน
เขต 2 นายซูการ์โน มะทา
เขต 3 นายอับดุลอายี สาแม็ง
พื้นที่ จ.ปัตตานี เป็นแชมป์เก่า ผสมหน้าใหม่ทดแทนคนที่ออกไป
เขต 1 ผศ.วรวิทย์ บารู (อดีต สส.)
เขต 2 นายอรุณ เบ็ญจลักษณ์ อดีตรองนายก อบจ.ปัตตานี
เขต 3 นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ (อดีต สส.)
เขต 4 นายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ
เขต 5 นายบัณฑิต อับดุลบุตร
พื้นที่ จ.นราธิวาส มีทั้งเจ้าของพื้นที่เดิม หน้าเก่าที่แพ้ครั้งที่แล้ว และหน้าใหม่ถอดด้าม
เขต 1 นายอับดุลการิม อัสมะแอ
เขต 2 นายมูฮัมหมัดรุสดี เชคฮารูน
เขต 3 นายสูเด็ง ตอเฮ
เขต 4 นายกูเฮง ยาวอหะซัน (อดีต สส.ปี 62)
เขต 5 นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ (อดีต สส.)
อ่านประกอบ : เช็คที่นี่! เบอร์ผู้สมัคร สส.ปัตตานี - ยะลา - นราฯ - สงขลา
@@ 37 ปาร์ตี้ลิสต์ ภาพสะท้อนใครใกล้ชิดขั้วอำนาจ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค.68 พรรคประชาชาติได้ยื่นสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยจับสลากได้หมายเลขปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ 33 ซึ่งถือเป็นเลขเบิ้ล จำง่าย
โดยในบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติส่งผู้สมัคร 37 คน เรียงตามลำดับดังนี้
1. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค
2. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรค
3. นายรุ่งเรือง พิทยศิริ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรค
4. นายฟาฮัด มะทา
5. พล.ต.ต.ไมตรี สันตยากุล
6. นายวรวีร์ มะกูดี
7. นายวิทยา พานิชพงศ์
8. นายธนาธิป พรหมชื่น หรือ กำนันเพื่อน
9. นายนพรัตน์ กาญจนวโรดม
10. นายธงชาติ รัตนวิชา
11. นายชัยนูรดีน นิมา
12. นายอับดุลเราะมัน มอลอ
13. นายฐาคณิษฐ์ พรทองประเสริฐ
14. นายมนตรี บุญจรัส
15. นายอับดุลมูไฮมีน สาและ
16. นายอิมรอน เส็นหลีหมีน
17. นางสาวณมลพรรษ วิริยะโรจน์
18. นายสูฮัยมี ลือแบซา
19. นางสาวรอมือละห์ แชเยะ
20. นางสาวบุษราคัม แก้วเกิด
21. นางสาวตฤน ล่อใจ
22. นายประดิษฐ์ พราหมณ์จินดา
23. นางสาวธนัญญรัชช์ เศรษฐาธิรัชฎิ์
24. นายไชยพล เดชตระกูล
25. พล.ต.ต.สุรศักดิ์ รมยานนท์
26. นายอภินันท์ พัฒนศิริ
27. นายอรรถภพ ว่องธนวณิช
28. นายปิยะ หมานอีน
29. นายองอาจ สุขเอมโอษฐ์
30. นายอานัต ช่างเรือ
31. นายสรธรรม จินดา
32. นายมนูญ บือราเฮง
33. นายสมศักดิ์ ผู่เจริญ
34. นายพิเชษฐ์ ดารากัย
35. นายชาญฤทธิ์ ปราณประเสริฐ
36. นายณัฐพงศ์ สุวรรณศิลป์
37. นายพิสุทธิ์ อังจันทร์เพ็ญ
เป็นที่น่าสังเกตว่า รายชื่อผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ สำหรับการเลือกตั้งปี 69 แตกต่างจากบัญชีที่ยื่นสมัครเมื่อการเลือกตั้งปี 66 พอสมควร โดยเฉพาะ...

- สลับลำดับ 1 กับ 2 ระหว่าง พ.ต.อ.ทวี กับ อาจารย์วันนอร์ โดยเมื่อการเลือกตั้งปี 66 อาจารย์วันนอร์ เป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 พ.ต.อ.ทวี เป็นลำดับที่ 2 แต่การเลือกตั้งปี 69 พ.ต.อ.ทวี ขยับขึ้นมาเป็นลำดับที่ 1 แทน อาจารย์วันนอร์
- ไม่มีชื่อ นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ซึ่งเคยอยู่ในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 3 เมื่อปี 66 แต่ไม่ได้เป็น สส. ทว่าก็ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และมีบทบาทอย่างมากในการบริหารงานกระทรวงยุติธรรม
โดย นายสมบูรณ์ ถูกมองว่าเป็นตัวแทนจากกลุ่มภาคธุรกิจสำคัญที่สนับสนุนพรรคประชาชาติ โดยเฉพาะกลุ่มบีทีเอส แต่เลือกตั้งรอบนี้ไม่มีชื่อนายสมบูรณ์ พร้อมๆ กับข่าวลือว่า กลุ่มบีทีเอส อาจถอนการสนับสนุนพรรคประชาชาติ แต่ไม่มีใครในพรรคยืนยันข่าวนี้
- นายฟาฮัด มะทา ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 4 คือ ลูกชายของ นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ ถูกจัดวางในลำดับดีกว่า นายวรวีร์ มะกูดี รองหัวหน้าพรรค ซึ่งอยู่กับพรรคมานาน และเคยเป็นนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยด้วย
- พล.ต.ต.ไมตรี สันตยากุล อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ก็มีลำดับปาร์ตี้ลิสต์ดีกว่านายวรวีร์ คืออยู่ลำดับที่ 5 ทั้งๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงานการเมือง แต่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ พ.ต.อ.ทวี ถือเป็นตำรวจมือดีด้านการข่าว และเป็น “มือทำงานในพื้นที่” ของ พ.ต.อ.ทวี เลยก็ว่าได้
@@ เปิดนโยบายคืนความเป็นธรรม จชต. “ปลอดภาษี - ล้างหนี้ กยศ.”

สำหรับนโยบายหาเสียงของพรรคประชาชาติ หลายคนที่ติดตามข่าวสารของทางพรรค ถึงกับบอกว่า น่าจะติดกลุ่มพรรคการเมืองที่มีนโยบายเยอะที่สุดพรรคหนึ่ง
ก่อนปีใหม่ พ.ต.อ.ทวี ได้เผยแพร่ชุดนโยบายยุทธศาสตร์ “ประชาชาติเพื่อสันติภาพและคุณภาพชีวิต 0-10-100” ซึ่งถือเป็นพิมพ์เขียวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายพรรค โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความมั่นคง และเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และภาพรวมของประเทศ
ในส่วนของนโยบาย 0-10-100 ถอดหรัสได้แบบนี้
- “0 เปอร์เซ็นต์ โกงหรือการทุจริต” พรรคประชาชาติชูนโยบายปราบโกง และปราบปรามนักค้ายาเสพติดให้เป็น 0 ต้องไม่มีที่ยืนในพื้นที่ จชต.
มีการประกาศจุดยืน “นำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด” โดยอนุญาตให้ใช้เฉพาะเพื่อการแพทย์และการศึกษาวิจัยเท่านั้น เช่นเดียวกับ “พืชกระท่อม” ที่ระบุว่าต้องเป็นยาเสพติด และต้องมีการขออนุญาตในการใช้ เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเยาวชนและสังคม
นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าขจัดอัตราการออกกลางคันของนักเรียนให้เป็นศูนย์ (Zero Dropout) โดยยึดหลักการว่ารัฐและชุมชนต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

- “10 เปอร์เซ็น มุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและแก้ปัญหาหนี้สิน” ส่วนนี้ถือเป็นนโยบายเรือธงด้านเศรษฐกิจของพรรคประชาชาติ ได้แก่
การแก้หนี้ กยศ. : เสนอระบบแบ่งภาระอย่างเป็นธรรม โดยผู้กู้ชำระเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินต้น ส่วนอีก 90 เปอร์เซ็นต์ ให้ปลดหนี้ผ่าน “การทำงานสาธารณะภาครัฐ” เป็นเวลา 2 ปี เช่น งานบำบัดยาเสพติด หรืองานสาธารณสุขชุมชน
เขตเศรษฐกิจพิเศษ Freeport : พลิกโฉม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอใน จ.สงขลา ให้เป็นเขตพัฒนาเต็มพื้นที่ ยกเว้นภาษีนำเข้า-ส่งออก (Freeport) และภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เป็นเมืองปลอดภาษี หรือ Duty Free เพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างงาน
สหกรณ์ปลอดดอกเบี้ย : เตรียมแก้ไขกฎหมายสหกรณ์เพื่อรองรับระบบ “ไร้ดอกเบี้ย” ให้สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวมุสลิมเข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยไม่ขัดต่อหลักความเชื่อ
ฮัจย์ราคาถูก : ลดภาระค่าใช้จ่ายในการไปประกอบพิธีฮัจย์ ทั้งค่าเครื่องบินและที่พัก พร้อมให้สถาบันการเงินรัฐสนับสนุนเงินฝาก “อัลฮัจย์” ในรูปแบบพิเศษ
- “100 เปอร์เซนต์ความยุติธรรม” ในมิติของความมั่นคงและสิทธิเสรีภาพของประชาชน พรรคประชาชาติเสนอให้ “กระบวนการสันติภาพเป็นวาระแห่งชาติ” โดยมีสาระสำคัญคือ
ทบทวนกฎหมายพิเศษ : ใช้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นคณะกรรมการพิจารณายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎอัยการศึก เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การใช้กฎหมายปกติ
นิรโทษกรรมเพื่อสันติภาพ : เสนอนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำความผิดที่มีมูลเหตุจากการแสดงออกทางการเมือง อุดมการณ์ หรืออัตลักษณ์ เพื่อสร้างความปรองดอง
พิสูจน์สิทธิ์ที่ดิน 100 เปอร์เซ็นต์ : แก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชนเรื่องที่ดินป่าไม้ โดยต้องพิสูจน์ให้เสร็จภายใน 2 ปี และนิรโทษกรรมให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่าในยุค คสช.
