
เลือกตั้งใหญ่รอบนี้ สนามชายแดนใต้คึกคักเป็นพิเศษจาก 2 เหตุผลเป็นอย่างน้อย
หนึ่ง พื้นที่ปลายด้ามขวานไม่มีพรรคการเมืองใดเป็นเจ้าของ ครอบครองแบบผูกขาด ทุกพรรคมีสิทธิลุ้นพอๆ กัน และมีจุดแข็งจุดอ่อนไม่มากไม่น้อยไปกว่ากันเท่าไร แม้แต่พรรคประชาชาติแชมป์เก่า ก็มีความเสี่ยงสูญเสียเก้าอี้ สส.มากพอสมควร ขณะที่พรรคอื่นที่เคยได้ 1 หรือ 2 เก้าอี้ รอบนี้มีสิทธิได้มากขึ้น
สอง ช่วงเวลาของการรณรงค์หาเสียงคาบเกี่ยวกับวาระ 22 ปีไฟใต้ 22 ปีปล้นปืน เมื่อวันที่ 4 ม.ค.69 ที่ผ่านมา
วาระดับไฟใต้จึงเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่พรรคการเมืองใช้หาเสียง หาคะแนน จากพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
“ทีมข่าวอิศรา” สัมภาษณ์แกนนำ ทีมยุทธศาสตร์ และผู้สมัคร สส.จาก 4 พรรคที่มีลุ้นมากเป็นพิเศษในศึกชิงเก้าอี้ผู้แทนปลายด้ามขวาน
ไฮไลต์เรียกน้ำย่อยก็คือ
“พรรคประชาชาติ” ชูธงรื้อกฎหมายความมั่นคง และล้างหนี้ กยศ.
“พรรคกล้าธรรม” ดันคนพื้นที่นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี กู้ศักดิ์ศรี 28 ปีที่ร้างรานักการเมืองชายแดนใต้ในตำแหน่งบริหารประเทศ
“พรรคประชาธิปัตย์” มั่นใจสูตรเศรษฐกิจนำการเมือง
“พรรคประชาชน” ปักธงกระจายอำนาจ เลือกตั้งผู้ว่าฯ
เมื่อเจาะลึกรายละเอียดจากบทสัมภาษณ์ ก็น่าสนใจไม่แพ้ไฮไลต์ที่เปิดหัวเอาไว้...
@@ ออกกฎหมายคุ้มครองโต๊ะพูดคุยดับไฟใต้
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดพิมพ์เขียวชุดนโยบายแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ “ชุดใหม่” ชูธง “สันติภาพกินได้” มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างกฎหมายความมั่นคงควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการภาษีขั้นสุด พร้อมเสนอสูตรแก้หนี้ กยศ. แบบผ่าทางตัน
พ.ต.อ.ทวี ขยายความว่า หัวใจสำคัญของนโยบาย “สันติภาพกินได้” คือ แก้ไข พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 หรือ พ.ร.บ. ศอ.บต. เพื่อยกระดับกระบวนการสันติภาพจากนโยบายรายวันให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ที่มีกฎหมายรองรับอย่างถาวร
โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจคือ แยกงานสร้างสันติภาพออกจากโครงสร้างฝ่ายความมั่นคงเดิม มุ่งเน้นการบริหารโดยพลเรือน และเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมมีบทบาทตัดสินใจ
Safe Zone ทางกฎหมาย คือ เสนอให้มี “กลไกคุ้มกัน” ให้กับคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพ ตลอดจนผู้เข้าร่วมโต๊ะพูดคุยทุกฝ่าย เพื่อสร้างบรรยากาศความไว้วางใจ โดยไม่ถูกดำเนินคดีในข้อหายุยงปลุกปั่นในระหว่างกระบวนการพูดคุย
@@ นิรโทษผู้ต้องหาคดีการเมือง-อัตลักษณ์-ป่าทับคน
ขณะเดียวกันก็นิรโทษกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยครอบคลุมคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง อุดมการณ์ และอัตลักษณ์ รวมถึงกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน
พร้อมกันนั้นก็ต้องยกเลิกกฎหมายพิเศษ ทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎอัยการศึกในพื้นที่ โดยนำกฎหมายปกติกลับมาบังคับใช้เพื่อคืนความเชื่อมั่นด้านสิทธิมนุษยชน
@@ สร้างเมืองปลอดภาษี - ดึง “ร้านต้มยำ” กลับบ้าน
ในมิติเศรษฐกิจ พรรคประชาชาติเสนอการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ด้วยมาตรการที่เรียกว่า Freeport & Duty Free
มาตรการนี้มุ่งเน้นการยกเว้นภาษีนำเข้า-ส่งออก, ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีท้องถิ่น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่ม “นิคมอุตสาหกรรมฮาลาล” เพื่อเชื่อมโยงตลาดโลกมุสลิม
นอกจากนี้ยังมีนโยบายหนุน Soft Power “ต้มยำกุ้ง” เพื่อดึงเม็ดเงินจากร้านอาหารไทยในประเทศเพื่อนบ้านกลับสู่มาตุภูมิ
พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า นโยบายสำคัญอีกด้านหนึ่งคือ การจัดการ “หนี้สิน” ที่สอดคล้องกับหลักศาสนาและวิถีชีวิต
@@ ล้างหนี้ กยศ. ทำงานบริการสาธารณะแลกเป็นไท
เริ่มจากหนี้ กยศ. หรือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่เยาวชน นักเรียน นักศึกษาจากชายแดนใต้เป็นหนี้กันเยอะมาก พรรคประชาชาติเสนอให้จ่ายเงินต้นคืนแค่ 10% ส่วนที่เหลืออีก 90% รัฐจะทำการปลดหนี้ให้ โดยผ่านเงื่อนไข “การทำงานสาธารณะ” เป็นเวลา 2 ปี เช่น งานบำบัดยาเสพติด หรืออาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) โดยรัฐยังจัดสวัสดิการและค่าตอบแทนให้ในระหว่างปฏิบัติงาน
นอกจากนั้นยังให้นำระบบการเงินอิสลามมาใช้ ด้วยการแก้ไขกฎหมายสหกรณ์ให้รองรับระบบ “ไร้ดอกเบี้ย” (Interest-free) เพื่อให้ชาวมุสลิมเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างสนิทใจ
@@ ลดค่าใช้จ่ายแสวงบุญฮัจย์ - กัญชาต้องเป็นยาเสพติด
นโยบายอำนวยความสะดวกให้กับผู้แสวงบุญฮัจย์ ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการเรือธงของพรรคประชาชาติ โดยจะมีการจัดระเบียบค่าตั๋วเครื่องบินและที่พัก พร้อมระบบเงินฝากที่มีผลตอบแทนสูงกว่าปกติเพื่อดูแลผู้แสวงบุญ
ปิดท้ายด้วยเป้าหมาย “Zero Goals” ได้แก่การกวาดล้างยาเสพติด-คอร์รัปชันให้เป็น 0 ใน 3 มิติ คือ บังคับใช้กฎหมายเข้มข้นต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต ยึดทรัพย์ผู้ค้า และดึง “กัญชา-กระท่อม” กลับสู่บัญชียาเสพติด โดยอนุญาตให้ใช้เฉพาะทางการแพทย์เท่านั้น
@@ “กล้าธรรม” ค้ำจุนศักดิ์ศรีมุสลิมมลายู
ข้ามไปที่พรรคกล้าธรรม นายนัจมุดดิน อูมา แกนนำทีมยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรค ขยายความนโยบาย 12 ข้อที่ไม่ใช่การโฆษณา แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและความเป็นธรรมที่คนมลายูมุสลิมควรได้รับภายใต้รัฐธรรมนูญ
หนึ่งในประเด็นที่พรรคกล้าธรรมนำเสนอต่อประชาชน คือการให้ความสำคัญกับตัวแทนจากคนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม แม้พรรคจะมีสัดส่วน สส. น้อย แต่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค ได้ผลักดันให้คนจากพื้นที่ชายแดนใต้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ ทั้งๆ ที่เป็น สส.นราธิวาสสมัยแรกเท่านั้น
“ถือเป็นการมีรัฐมนตรีที่เป็นคนจากในพื้นที่จริงๆ ในรอบหลายสิบปี โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาสที่ว่างเว้นจากการมีรัฐมนตรีมายาวนานถึง 28 ปี นอกจากนี้ พรรคยังเปิดตัวผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อที่เป็นชาวมุสลิมถึง 15 คน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าพรรคการเมืองอื่น สะท้อนถึงการให้พื้นที่ทางการเมืองแก่คนมุสลิมอย่างแท้จริง” นัจมุดดีน อดีต สส. 3 สมัยกลุ่มวาดะห์ กล่าว
@@ ปลดล็อกสวัสดิการ “ครูสอนศาสนา”
เขาอธิบายอีกว่า ยุทธศาสตร์หลัก 12 ข้อของพรรคกล้าธรรม ถูกจำแนกออกเป็น 5 ด้านสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนชายแดนใต้ ดังนี้
ผลักดันกฎหมายที่เคารพอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างกลไกสันติภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ
นโยบาย “1 โรงเรียน 1 อาชีพ” ยกระดับสวัสดิการครูสอนศาสนา และการเทียบโอนคุณวุฒิทางศาสนาและสามัญ
ดันภาษามลายูเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ และพิจารณากำหนดวันหยุดราชการที่เหมาะสมกับพื้นที่
ปรับปรุงกฎหมายการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม, กฎหมาย ศอ.บต. และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมกิจการฮัจย์-อุมเราะห์
แก้ปัญหานาร้าง ที่ดินทำกิน และยกระดับประมงพื้นบ้านสู่ระบบอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน
@@ สู้ทุกเขต! ผู้กองชูกลยุทธ์เด็ดปักหมุดปราศรัย
ในด้านยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคกล้าธรรมยืนยันความพร้อมในการ “สู้ทุกเขต” โดยในวันที่ 10 ม.ค.นี้ ร.อ.ธรรมนัส มีกำหนดการลงพื้นที่จังหวัดปัตตานีเพื่อพบปะแกนนำและรับฟังปัญหาประชาชน พร้อมเตรียมจัดเวทีปราศรัยใหญ่ในทุกจังหวัดช่วงปลายเดือน ม.ค.เพื่อประกาศความพร้อม
“เรามั่นใจว่าจะได้ที่นั่งมากกว่าเดิมแน่นอน แต่จะไม่ขอระบุตัวเลขเพื่อรักษาขวัญและกำลังใจของผู้สมัครทุกคน สิ่งสำคัญคือเราต้องการให้คนใต้เห็นว่า พรรคกล้าธรรมคือพรรคที่พูดแล้วทำ และทำยิ่งกว่าพูด พร้อมให้เกียรติพี่น้องมุสลิมอย่างถึงที่สุด” นายนัจมุดดีน ระบุ
@@ เศรษฐกิจดี...ไม่มีผู้ก่อความไม่สงบ
ด้านพรรคเก่าแก่อดีตแชมป์อย่างประชาธิปัตย์ นายอับดุลการิม เด็งระกีนา ผู้สมัคร สส.ยะลา เปิดนโยบาย “สร้างสันติ-เศรษฐกิจ-ศักดิ์ศรี” เพราะเชื่อว่าถ้าเศรษฐกิจดีจะช่วยลดการถูกชักจูงเข้าร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน
โดยจุดพลิกสถานการณ์คือสร้างฮาลาล พัฒนาโลจิสติกส์ พร้อมอัดฉีดสิทธิประโยชน์จูงใจนักลงทุน
นายอับดุลการิม อธิบายว่า พรรคประชาธิปัตย์กำหนดแนวทางภายใต้สโลแกน “สร้างสันติ สร้างเศรษฐกิจ” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ คือ สันติภาพ เศรษฐกิจที่ดี และการให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของชุมชน โดยเชื่อมั่นว่าสันติภาพที่แท้จริงต้องมีจุดเริ่มต้นจากความมั่นคงทางปากท้อง
“ปัญหาการถูกชักจูงในพื้นที่จะลดลงได้ หากประชาชนอยู่ดีกินดี พรรคประชาธิปัตย์จึงมีแนวคิดในการจัดวางโครงสร้างการทำงานของกระทรวงต่างๆ ให้ชัดเจน โดยเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์ที่ต้องเข้ามาดูแลรับผิดชอบโดยตรงในการส่งเสริมการค้าชายแดน บุกตลาดฮาลาล และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนขนาดใหญ่เข้ามาในพื้นที่”
@@ ปิ๊งไอเดีย “เบี้ยเสี่ยงภัย” ธุรกิจเอกชน
“ในอดีตเราเคยมีมาตรการเบี้ยเสี่ยงภัยเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ข้าราชการมาทำงานในพื้นที่ ในภาคธุรกิจก็เช่นกัน เราต้องมีมาตรการจูงใจนักลงทุนในลักษณะเดียวกัน อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และสิทธิประโยชน์ด้านที่ดิน เช่น การให้เช่าที่ดินว่างเปล่าในราคาพิเศษตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อสร้างงานให้คนในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญสู่สันติภาพ” อับดุลการิม แง้มแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนในด้านการศึกษา พรรคสีฟ้าเน้นย้ำเรื่องการสร้าง “ศักดิ์ศรี” ผ่านอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำหลักสูตรพิเศษเพื่อตอบโจทย์ของพื้นที่ คือ หลักสูตรสองภาษา ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษายาวี (มลายูถิ่น) เพื่อไม่ให้ภาษาสูญหาย พร้อมพัฒนาทักษะภาษามาเลย์ อินโดนีเซีย และบรูไน (บาฮาซา) เพื่อรองรับการทำธุรกิจกับประเทศเพื่อนบ้านตอนใต้ และจัดให้มีวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ให้เรียนรู้รากเหง้าควบคู่กับภาษากลาง
ขณะเดียวกันก็ต้องยกระดับสถานะของภาษา ผลักดันหลักสูตร “ไทย-มลายู” ในระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย เฉกเช่นเดียวกับสายศิลป์-จีน หรือศิลป์-อาหรับ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้คนในพื้นที่
@@ ย้อนผลงานจัดโครงสร้างถาวร “ศอ.บต.”
นายอับดุลการิม ยังได้ย้อนรำลึกถึงผลงานในอดีต สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เคยดำเนินการรื้อฟื้นโครงสร้างศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้กลับมาเป็นองค์กรหลักในการพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการของประชาชน และเป็นรัฐบาลแรกที่ออกกฎหมายรองรับ ศอ.บต.ได้สำเร็จ ทำให้องค์กรนี้เป็นหน่วยงานถาวรดูแลคนพื้นที่อย่างยั่งยืน และมีกฎหมายรองรับ
“เรามีประสบการณ์และเคยทำสำเร็จมาแล้ว ครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์มีความจริงใจและพร้อมจะคืน ศอ.บต.ให้กับพี่น้องประชาชนอีกครั้งหากได้รับโอกาสบริหารประเทศ เราจึงขอโอกาสให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กลับมาบริหารประเทศ โดยขอให้พี่น้องเชื่อมั่นและเลือกทั้ง ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อของพรรค เพื่อส่งต่อนโยบายที่กลั่นกรองมาแล้วว่าทำได้จริง” นายอับดุลการิม กล่าวทิ้งท้าย
@@ “ส้ม” ไม่สนกระแส ไม่มีกระสุน ขอลุ้นด้วยอุดมการณ์
อีกหนึ่งพรรคที่มองข้ามไม่ได้ แม้จะยังไม่เคยมี สส.ในพื้นที่นี้ ก็คือ พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม”
รอบนี้ นายรักชาติ สุวรรณ อดีตแกนนำไทยพุทธในพื้นที่ ได้รับโอกาสลงสมัคร สส.ของพรรคประชาชน เขาประกาศกร้าวไม่ใช้เงิน-ไม่พึ่งอิทธิพล พร้อมมั่นใจการเมืองในแบบเคารพศักดิ์ศรีมนุษย์ จะเอาชนะ “กระสุน” ได้ พร้อมย้ำว่านโยบายเลือกตั้งผู้ว่าฯ คือทางออกของสันติภาพ ซึ่งไม่ใช่การแบ่งแยกดินแดน
นายรักชาติ ขยายความว่า ยุทธศาสตร์การเอาชนะใจคนในพื้นที่ คือพรรคประชาชนจะยืนหยัดบนหลักการของความชอบธรรม โดยปฏิเสธการใช้เงินหรืออิทธิพลเข้าแลกเหมือนการเมืองในอดีต
“เราจะเอาชนะใจคนด้วยการอยู่เคียงข้างเขาจริงๆ รับฟังปัญหาจริง แล้วนำมาแก้ที่เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การสงเคราะห์ชั่วคราว เราใช้ชุดคำอธิบายที่ง่ายเพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจว่า หากเรามีการเมืองที่ซื่อสัตย์และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กระแสและกระสุนจะไร้ความหมายไปเอง”
@@ เลือกตั้งผู้ว่าฯ ทางออกทุกปัญหา ไม่ใช่แยกดินแดน
นโยบาย “เรือธง” ที่พรรคประชาชนเสนอมาตลอด คือ เลือกตั้งผู้ว่าฯโดยตรง แต่นโยบายนี้ก็ทำให้เกิดข้อกังวลของฝ่ายความมั่นคง อาจนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนหรือสร้างรัฐอิสระในดินแดนปลายด้ามขวาน นายรักชาติชี้แจงว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีหลายจังหวัด เช่น ภูเก็ต หรือ เชียงใหม่ ที่มีความต้องการเป็น “จังหวัดจัดการตนเอง” เช่นกัน
ยกตัวอย่างเวลามีวิกฤตภัยพิบัติหรือน้ำท่วม หากท้องถิ่นมีอำนาจและงบประมาณจัดการตนเองได้ การแก้ไขจะรวดเร็วและตรงจุดกว่าการรอคำสั่งจากส่วนกลาง
@@ เลิกทหาร ใช้บริการ “พลเรือน” นั่งหัวโต๊ะพูดคุย
ส่วนโต๊ะพูดคุยสันติภาพ นายรักชาติ เสนอให้เปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุยจากทหารเป็น “พลเรือน” เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรในการกำกับดูแล
“ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งจะรู้ดีที่สุดว่าคนในพื้นที่ต้องการอะไร และนี่คือหนทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน” นายรักชาติ ย้ำ
สำหรับปัญหาคนหนุ่มสาวในพื้นที่ต้องอพยพไปขายแรงงานในประเทศมาเลเซีย นายรักชาติมองว่า ต้องแก้ด้วย “เศรษฐกิจที่เป็นธรรม” และการใช้ Soft Power ในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังจะมีการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทั้งด้านภาษาและเครื่องแต่งกายเพื่อดึงดูดรายได้ จัดการปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบควบคู่กับการสร้างความปลอดภัยเพื่อดึงดูดการลงทุน
“แม้เราจะไม่ใช่พรรคใหญ่ดั้งเดิม แต่จากการลงพื้นที่ได้รับเสียงตอบรับดีมาก ประชาชนต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง” นายรักชาติ กล่าว
