
ดราม่าของพรรคการเมืองในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง 69 โดยเฉพาะการเผชิญ “ศึกวาทกรรม” ไม่ได้มีเฉพาะพรรคใหญ่ “แชมป์เก่า” อย่างพรรคส้มเท่านั้น
แต่พรรค “แชมป์ชายแดนใต้” อย่างประชาชาติ 2 สมัย ก็มีร่องรอยของปัญหา ทั้งปัญหาภายใน และปัญหากับแฟนคลับ กองเชียร์ เช่นกัน
เริ่มจากบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค ซึ่ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค จับสลากได้หมายเลข 33 เป็นเลขเบิ้ล จำง่าย โดยพรรคส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ 37 คน
การจัดบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชาติมีเสียงวิจารณ์ตามมาพอสมควรในหลายประเด็น เริ่มจาก
หนึ่ง สลับลำดับ 1 กับ 2 ระหว่าง พ.ต.อ.ทวี หัวหน้าพรรค กับ อาจารย์วันนอร์ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานที่ปรึกษาพรรค
โดยเมื่อการเลือกตั้งปี 66 อาจารย์วันนอร์ เป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 พ.ต.อ.ทวี เป็นลำดับที่ 2 แต่การเลือกตั้งปี 69 พ.ต.อ.ทวี ขยับขึ้นมาเป็นลำดับที่ 1 แทน อาจารย์วันนอร์
การจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์แบบนี้ แม้จะเป็นปกติที่หัวหน้าพรรคต้องอยู่ “ลำดับที่ 1” แต่ปรากฏว่าสำหรับพรรคประชาชาติกลายเป็นดราม่า และมีคำถามในหมู่ “แฟนคลับมุสลิม” ของพรรค เนื่องจากพรรคนี้ถูกมองว่าเป็น “พรรคมุสลิม” หรือ “พรรคของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย” โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้
อาจารย์วันนอร์ เปรียบเสมือนเป็น “ผู้นำจิตวิญญาณ” ของพรรคประชาชาติ เนื่องจากเป็นหัวหน้าพรรคคนแรก (ก่อน พ.ต.อ.ทวี) และเป็นนักการเมืองมุสลิมจากพื้นที่ปลายด้ามขวานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และได้รับการยอมรับสูงสุดในทางการเมือง เคยเป็นประธานรัฐสภาถึง 2 ครั้ง และเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญมาครบหมดแล้ว (เช่น รมว.มหาดไทย รมว.คมนาคม) เหลือแค่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่ไม่ได้เป็น

อาจารย์วันนอร์ มีพื้นเพเป็นชาวจังหวัดยะลา ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากคนในจังหวัด ได้รับการยกย่องเป็น “คนดีศรียะลา” มีน้องชาย 2 คนอยู่ในแวดวงการเมือง ก็ประสบความสำเร็จ คนหนึ่งเป็น นายก อบจ. (มุกตาร์ มะทา) อีกคนเป็น สส. และเลขาธิการพรรคประชาชาติ (ซูการ์โน มะทา)
แต่การเลือกตั้งหนนี้ พรรคกลับจัดบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ให้ อาจารย์วันนอร์ อยู่ลำดับที่ 2 ขยับให้ พ.ต.อ.ทวี อยู่ลำดับที่ 1 ทำให้แฟนคลับมองว่า “เสียแบรนด์พรรคมุสลิม” เนื่องจาก พ.ต.อ.ทวี เป็นคนพุทธ
ประกอบกับกระแสฟีเวอร์พรรคประชาชาติเริ่มลดลง จากการร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยแล้วแก้ไขปัญหาพื้นที่ไม่ได้จริง โดยเฉพาะการยกเลิกกฎหมายพิเศษในพื้นที่ชายแดนใต้ คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งทำไม่สำเร็จ และการปล่อยให้คดีตากใบขาดอายุความ โดยไม่ได้แสดงจุดยืนคัดค้านที่ชัดเจนมากพอ
เหล่านี้ทำให้เกิดความเสี่ยงว่า คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคอาจลดต่ำกว่า 6 แสนคะแนนที่เคยได้เมื่อปี 66 กระทั่งได้ สส.มา 2 คน (อาจารย์วันนอร์ กับ พ.ต.อ.ทวี) ซึ่งหากคะแนนหายไปเยอะ อาจทำให้เหลือ สส.แค่คนเดียว และ อาจารย์วันนอร์ อาจไม่ได้เข้าสภา
ล่าสุด อาจารย์วันนอร์ ต้องแก้เกม แก้ปัญหานี้ ด้วยการสั่งให้ลูกพรรคและผู้สนับสนุนพรรค เร่งทำความเข้าใจกับบรรดาแฟนคลับว่า อาจารย์วันนอร์คือผู้ตัดสินใจแบบนี้เอง เพราะความเป็นมุสลิมที่ดี จึงใจกว้าง และเปิดโอกาสให้บุคลากรของพรรคได้เติบโตและทำงาน โดยตนเองในฐานะมุสลิมพร้อมอยู่เบื้องหลัง คอยสนับสนุนให้พรรคแข็งแกร่ง โดยไม่ได้ลืมจุดยืนดั้งเดิมของพรรคแต่อย่างใด
2.บัญชีปาร์ตี้ลิสต์รอบนี้ไม่มีชื่อ นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ซึ่งเคยอยู่ในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 3 เมื่อปี 66 ปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งปี 69
แม้ผลการเลือกตั้งปี 66 นายสมบูรณ์จะไม่ได้เป็น สส. แต่ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม และมีบทบาทอย่างมากในการบริหารงานกระทรวงยุติธรรม
โดย นายสมบูรณ์ ถูกมองว่าเป็นตัวแทนจากกลุ่มภาคธุรกิจสำคัญที่สนับสนุนพรรคประชาชาติ โดยเฉพาะกลุ่มบีทีเอส แต่การเลือกตั้งรอบนี้ไม่มีชื่อนายสมบูรณ์ พร้อมๆ กับข่าวลือว่า กลุ่มบีทีเอสอาจถอนการสนับสนุนพรรคประชาชาติ แต่ไม่มีใครในพรรคยืนยันข่าวนี้
3. นายฟาฮัด มะทา ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 4 คือ ลูกชายของ นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ ถูกจัดวางในลำดับดีกว่า นายวรวีร์ มะกูดี รองหัวหน้าพรรค ซึ่งอยู่กับพรรคมานาน และเคยเป็นนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยด้วย
4. พล.ต.ต.ไมตรี สันตยากุล อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ก็มีลำดับปาร์ตี้ลิสต์ดีกว่านายวรวีร์ คืออยู่ลำดับที่ 5 ทั้งๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงานการเมือง แต่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ พ.ต.อ.ทวี ถือเป็นตำรวจมือดีด้านการข่าว และเป็น “มือทำงานในพื้นที่” ของ พ.ต.อ.ทวี เลยก็ว่าได้
5.ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 3 กลายเป็น ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ อดีตคณะทำงานกระทรวงการคลังในรัฐบาลไทยรักไทย และเพื่อไทย ซึ่งเคยเป็นทีมบริหารพรรคไทยรักษาชาติ แต่ลาออกก่อนพรรคถูกยุบ
ดร.รุ่งเรืองได้รับการโปรโมทจาก พ.ต.อ.ทวี ให้เป็น “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ของพรรค แต่หลังจากเปิดตัวก็ไม่ได้มีบทบาทมากมายนัก ทว่ากลับอยู่ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 3 ทั้งๆ ที่เพิ่งย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย แซงหน้าหลายคนที่อยู่กับพรรคมานาน
@@ “ชวน” ร่ายยาวโต้ “พิพัฒน์” ซัดเลือกปฏิบัติ

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหว คือการออกโรงแถลงข่าวใหญ่ของ นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย และอดีตประธานรัฐสภา 2 สมัย ในฐานะ “ปูชนียบุคคลของพรรคเก่าแก่” อันสืบเนื่องจากกรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ชูประเด็นหาเสียง “คืนความเป็นธรรม 30 ปีให้คนใต้” โดยอ้างข้อมูลว่า ที่ผ่านมาเคยมีพรรคการเมืองบางพรรคที่มีฐานเสียงในภาคใต้ ได้เป็นรัฐบาลหลายครั้ง แต่กลับไม่ได้พัฒนาพื้นที่ให้เจริญทัดเทียมกับภูมิภาคอื่น
ต่อมา นายพิพัฒน์ ยังให้สัมภาษณ์นักข่าว พาดพิงซ้ำ และชัดเจนยิ่งขึ้น โดยยกประเด็นว่า เป็นพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่มีนายกรัฐมนตรี 2 สมัย แต่ไม่ได้รับการพัฒนา
การแถลงข่าวของอดีตนายกฯชวน เอ่ยชื่อ นายพิพัฒน์ แบบตรงไปตรงมา โดยสรุปประเด็นได้ดังนี้
- คำสัมภาษณ์ของนายพิพัฒน์ อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของตนและของพรรค เนื่องจากข้อความบางตอนเป็นการโจมตีให้ร้ายกัน
- มีการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นสถานที่ที่ไม่ควรโจมตีให้ร้ายใคร
- แม้คำสัมภาษณ์ไม่มีการเอ่ยชื่อ แต่ก็รู้ว่าเป็นตนและ จ.ตรัง ถือว่าไม่แน่จริง เพราะควรเอ่ยชื่อให้หมดเรื่องหมดราว ไม่ต้องมานั่งตีความกัน
- ตั้งคำถามว่า การพูดทำนองว่าถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทย ก็จะเข้าไปพัฒนาพื้นที่นั้น เป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ เพราะหมายความว่าถ้าไม่เลือกพรรคภูมิใจไทย ก็จะไม่จัดงบประมาณให้
- คำพูดแบบนี้ขัดรัฐธรรมนูญ และสร้างความแตกแยก
- ตนเป็นนายกฯ 2 สมัย รวมระยะเวลากว่า 6 ปี ได้ทำโครงการพัฒนาประเทศโดยไม่ได้เจาะจงทำเฉพาะ จ.ตรัง แต่ทำทั่วประเทศ เพราะไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเลือกตนหรือไม่
- เปรียบเทียบพฤติกรรมเหมือน นายทักษิณ ชินวัตร ที่เคยพูดคล้ายๆ แบบนี้ และไม่ได้ สส.ในภาคใต้เลย
@@ “พิพัฒน์” ย้อนต้องพูดความจริง ใต้เจริญไม่ทัดเทียมภาคอื่น

ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ในฐานะแม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงกรณีถูกพูดถึงแคมเปญหาเสียง “ทวงคืนโอกาส 30 ปีของภาคใต้” เป็นการเลือกปฏิบัติหรือพาดพิงบุคคลทางการเมือง สรุปได้แบบนี้
- ไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีใครเป็นการส่วนตัว
- สิ่งที่สื่อสารมาโดยตลอด คือ ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างว่าในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ภูมิภาคอื่นของประเทศมีการพัฒนาไปก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่สร้างรายได้ให้ประเทศทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้า และโลจิสติกส์ กลับได้รับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในสัดส่วนที่ยังไม่ทัดเทียมกับศักยภาพของพื้นที่
- แม้ที่ผ่านมาจะมีผู้บริหารระดับประเทศที่มาจากพื้นที่ภาคใต้หลายสมัย แต่ผลลัพธ์เชิงโครงสร้างพื้นฐานกลับยังไม่สามารถยกระดับภาคใต้ให้ตามทันภูมิภาคอื่นได้อย่างเป็นรูปธรรม
- นี่คือความจริงที่ควรพูดอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดการแก้ไขในอนาคต
- สิ่งที่พูดไม่ได้หมายความว่าหากเลือกพรรคภูมิใจไทยแล้วจะพัฒนาเฉพาะพื้นที่ แต่เป็นการบอกว่าจะเร่งแก้ไขในส่วนที่ภาคใต้ตามภูมิภาคอื่นไม่ทัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมเชิงโอกาสโดยเร็วที่สุด
- การที่เรียกร้องเรื่องความเจริญของภาคใต้ เพราะตนเป็นตัวแทนดูแลประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ ส่วนพรรคภูมิใจไทยดูแลนโยบายภาพรวม การพัฒนาประเทศไทยทั้งหมด โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้นำ
