
‘ศาลปค.สูงสุด’ ยืนคำสั่ง ‘เทศบาลเมืองราชบุรี’ สั่ง ‘ผอ.กองคลัง’ ชดใช้สินไหมฯ 1.38 แสน ประมาทเลินเล่อร้ายแรงฯ มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร อันเป็นช่องทางให้ ‘ผู้ใต้บังคับบัญชา’ เบียดบังเงินภาษี เสียหาย 3 ล้าน
..................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.2010/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.194/2569 ระหว่าง นาง ว. อดีตผู้อำนวยการกองคลัง สังกัดเทศบาลเมืองราชบุรี (ผู้ฟ้องคดี) และเทศบาลเมืองราชบุรี กับพวก รวม 2 ราย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กรณีเทศบาลเมืองราชบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีคำสั่งเทศบาลเมืองราชบุรี ลับ ที่ 13/2564 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ให้นาง ว. (ผู้ฟ้องคดี) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับเทศบาลเมืองราชบุรี เป็นจำนวนเงิน 138,805.15 บาท เนื่องจาก นาง ว. มิได้ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย เป็นช่องทางให้นางสาว ว. ผู้ใต้บังคับบัญชา เบียดบังเงินภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีป้าย ไปเป็นประโยชน์ของตนเอง ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่เทศบาลเมืองราชบุรีเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3,172,273 บาท ซึ่งนาง ว. ไม่เห็นด้วย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง
โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้อง เนื่องจากศาลฯวินิจฉัยว่า คำสั่งของเทศบาลเมืองราชบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ตามคำสั่งเทศบาลเมืองราชบุรี ลับ ที่ 13/2564 ที่ให้ นาง ว. (ผู้ฟ้องคดี) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เทศบาลเมืองราชบุรี เป็นเงินจำนวน 138,805.15 บาท นั้น เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ตามหนังสือจังหวัดราชบุรี ลับ ที่ รบ 0023.4/528 ลงวันที่ 6 กันยายน 2564 ที่ยกอุทธรณ์ของ นาง ว. เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน
“คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นางสาว ว. พนักงานจ้างทั่วไป สังกัดกองคลัง ตำแหน่งเจ้าหน้าที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมจอดยานยนต์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เทศบาลเมืองราชบุรี) ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติและรับผิดชอบจัดทำภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย ตามหมวดรหัส ส ป ภ มีหน้าที่จัดหาทะเบียนคุมทรัพย์สิน (ผท.4) ทะเบียนคุมผู้ชำระภาษี (ผท.5) เพื่อจัดเก็บภาษี บันทึกรายการเกี่ยวกับการชำระภาษีในทะเบียนคุมผู้ชำระภาษีแต่ละรายเป็นประจำทุกวัน
ได้ทำการแก้ไขจำนวนเงินในสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าภาษีโรงเรือน โดยการขีดฆ่าจำนวนเงิน แล้วเปลี่ยนจำนวนเงินใหม่ให้น้อยกว่าเติม หรือตกเติมตัวเลขจำนวนเงินในหลักพันหรือหลักหมื่น เพื่อให้จำนวนเงินในสำเนาใบเสร็จรับเงินเหลือน้อยลง แล้วจัดทำสรุปรายการจำนวนเงินปิดหลังใบเสร็จรับเงิน และนำส่งเงินตามจำนวนที่แก้ไข รวมจำนวน 3,139,269 บาท และภาษีป้าย ก็ได้ทำการแก้ไขตกเติมในทำนองเดียวกัน ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2555 ถึงปี พ.ศ.2559 รวมจำนวนเงิน 222,586 บาท
ประกอบกับนางสาว ว. ได้ทำหนังสือรับสารภาพเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 ว่า ได้แก้ไขจำนวนเงินในสำเนาใบเสร็จรับเงินที่นำส่ง ให้มีจำนวนที่น้อยกว่าที่รับจริง และไม่ได้นำส่งเงินตามใบเสร็จรับเงินที่จัดเก็บมาได้ และนำเงินส่วนต่างที่เกิดจากการแก้ไขไปใช้ประโยชน์ส่วนตน
กรณีจึงรับฟังเป็นที่ยุติว่า นางสาว ว. ได้กระทำการทุจริตเงินค่าภาษีโรงเรือนและเงินค่าภาษีป้ายดังกล่าวจริง เมื่อผู้ฟ้องคดี (นาง ว.) ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองคลังของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เทศบาลเมืองราชบุรี) และต้องปฏิบัติงานในหน้าที่ของหัวหน้าฝ่ายบริหารงานคลังและหัวหน้าฝ่ายพัสดุและทรัพย์สิน ผู้ฟ้องคดี จึงมีหน้าที่ที่จะต้องควบคุมกำกับดูแลรับผิดชอบการปฏิบัติงานของพนักงานจ้างของกองคลังให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามระเบียบ กฎหมายและหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะหน้าที่ในการควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติงานการจัดเก็บภาษีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และมีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของนางสาว ว. พนักงานจ้างทั่วไป ตำแหน่งเจ้าหน้าที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมจอดยานยนต์ ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติและรับผิดชอบในการจัดทำภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย ตามหมวดรหัส ส ป ภ มีหน้าที่จัดหาทะเบียนคุมทรัพย์สิน (ผท.4) ทะเบียนคุมผู้ชำระภาษี (ผท.5) เพื่อจัดเก็บภาษี บันทึกรายการเกี่ยวกับการชำระภาษีในทะเบียนคุมผู้ชำระภาษีแต่ละรายเป็นประจำทุกวัน
โดยผู้ฟ้องคดี ต้องดูแลและตรวจตราความถูกต้องของเงินภาษีที่เป็นรายได้ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่า จำนวนเงินภาษีที่นางสาว ว. ผู้ใต้บังคับบัญชาได้จัดเก็บจากผู้ต้องเสียภาษีแต่ละวันนั้น ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่
การที่ผู้ฟ้องคดี (นาง ว.) มิได้ตรวจสอบการปฏิบัติงานของนางสาว ว. ให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบของทางราชการโดยเคร่งครัด ผู้ฟ้องคดีเพียงแต่ตรวจโดยใช้วิธีสุ่มตรวจเป็นบางครั้งเท่านั้น ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดการเอาใจใส่ในการควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย
ซึ่งเป็นช่องทางให้นางสาว ว. ผู้ใต้บังคับบัญชา อาศัยโอกาสในการที่ผู้ฟ้องคดีมิได้ตรวจสอบการปฏิบัติงานโดยเคร่งครัด แก้ไขจำนวนเงินในสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าภาษีโรงเรือนและใบเสร็จรับเงินค่าภาษีป้ายที่นำส่งให้มีจำนวนที่น้อยกว่าที่รับจริง และไม่ได้นำส่งเงินตามใบเสร็จรับเงินที่จัดเก็บมาได้ และนำเงินส่วนต่างที่เกิดจากการแก้ไขไปใช้ประโยชน์ส่วนตนโดยง่ายต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานและเป็นเงินจำนวนมาก
หากผู้ฟ้องคดี (นาง ว.) ในฐานะผู้อำนวยการคลัง ซึ่งย่อมมีความรู้และประสบการณ์ในการควบคุมดูแลตรวจสอบการจัดเก็บภาษีสูงกว่าเจ้าหน้าที่ในบังคับบัญชา ได้ตรวจสอบตามทะเบียนบัญชีรายชื่อผู้ชำระค่าภาษี (ก.ค.1) เปรียบเทียบกับทะเบียนทรัพย์สิน (ผท.4) ทะเบียนคุมผู้ชำระภาษี (ผท.5) แบบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) ใบเสร็จรับเงินภาษีโรงเรือน (ภ.ร.ด.12)
ประกอบกับใบนำส่งเงินและใบสรุปใบนำส่งเงินที่มีข้อมูลรายละเอียดผู้ชำระภาษี รายละเอียดของทรัพย์สิน รายละเอียดของจำนวนเงิน ซึ่งจะต้องมีข้อมูลที่ตรงกัน ย่อมจะทราบถึงความผิดปกติของจำนวนเงินในใบเสร็จรับเงินไม่ตรงตามทะเบียนทรัพย์สิน (ผท.4) ทะเบียนคุมผู้ชำระภาษี (ผท.5) แบบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8)
แต่ผู้ฟ้องคดีมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมดูแลตรวจสอบการจัดเก็บภาษี พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เทศบาลเมืองราชบุรี) ได้รับความเสียหาย
การกระทำของผู้ฟ้องคดี (นาง ว.) จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดี จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามนัยมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น
กรณีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ฟ้องคดี (นาง ว.) จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เทศบาลเมืองราชบุรี) เพียงใด
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า... เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองคลัง ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งตามบันทึกกองคลังลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 พบว่า มีความเสียหายของภาษีโรงเรือนและที่ดินและของภาษีป้ายที่ผู้ฟ้องคดีเกี่ยวข้องทั้งสิ้น 3,172,273 บาท
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เทศบาลเมืองราชบุรี) เห็นว่า การที่อัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ย่อมเป็นโอกาสให้เจ้าหน้าที่ก่อการทุจริตโดยง่าย ซึ่งการที่บุคลากรไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน และมีการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่เหมาะสมเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้การปฏิบัติงานต่างๆ ขาดความรอบคอบ และขาดการตรวจสอบซึ่งกันและกัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบให้นางสาว ว. ตำแหน่งเจ้าหน้าที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมจอดยานยนต์ มาปฏิบัติหน้าที่รับชำระภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย หมวด ส ป ภ จึงมีส่วนบกพร่อง
เมื่อคำนึงถึงความเสียหายที่จะต้องรับผิดชดใช้ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ในฐานะที่หน่วยงานมีส่วนบกพร่องอยู่ด้วย และเมื่อคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมแล้ว มีเหตุอันควรหักส่วนความรับผิดเหลือร้อยละ 50 ของความเสียหายทั้งหมด
คือ ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ.2559 จำนวน 3,028,317 บาท ภาษีป้ายตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ.2559 จำนวน 143,956 บาท รวมจำนวนเงินทั้งสิ้น 3,172,273 บาท หักส่วนความรับผิดที่หน่วยงานมีความบกพร่องอยู่ด้วยร้อยละ 50 คงเหลือความเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 1,586,136.50 บาท ซึ่งการหักส่วนความเสียหายดังกล่าว เป็นการหักส่วนความบกพร่องในภาพรวมอันเนื่องมาจากหน่วยงานของรัฐมีส่วนบกพร่องอันก่อให้เกิดการกระทำละเมิดจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานรัฐ
และเมื่อได้มีการหักส่วนความบกพร่องของหน่วยงานแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้พิจารณาสัดส่วนความรับผิดทางละเมิดโดยพิจารณาถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณี โดยพิจารณาให้ผู้ฟ้องคดี (นาง ว.) ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองคลัง รับผิดชดใช้ในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหายหลังจากหักส่วนความรับผิดของความบกพร่องของหน่วยงานรัฐออกแล้ว คือ 1,586,136.50 บาท
ประกอบกับในช่วงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ณ เขตพื้นที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ระหว่างวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 มีความเสียหายจากภาษีโรงเรือนและที่ดิน ทั้งสิ้น 1,542,912 บาท หักความเสียหายในช่วงวันลาพักผ่อนและวันเดินทางไปราชการในประเทศและต่างประเทศ จำนวนเงิน 180,455 บาท คงเหลือความเสียหายจากภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำนวน 1,362,457 บาท
และมีความเสียหายจากภาษีป้ายในช่วงที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ ณ เขตพื้นที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จำนวนทั้งสิ้น 127,758 บาท หักความเสียหายในช่วงวันลาพักผ่อนและวันเดินทางไปราชการในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 8,809 บาท คงเหลือความเสียหายจากภาษีป้าย จำนวน 118,949 บาท
ดังนั้น รวมความเสียหายทั้งจากภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีป้าย ในช่วงที่ผู้ฟ้องคดี (นาง ว.) ปฏิบัติหน้าที่ ณ เขตพื้นที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จำนวนทั้งสิ้น 1,481,406 บาท เมื่อคิดเฉลี่ยสัดส่วนแห่งความรับผิดตามสัดส่วนแห่งค่าความเสียหาย คิดเป็นอัตราร้อยละ 46.70 (1,481,406 x 50/1,586,136.50)
เมื่อต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายในอัตราร้อยละ 20 ของค่าความเสียหายหลังจากหักส่วนแห่งความรับผิดของความบกพร่องของหน่วยงานรัฐออกแล้ว คือ จำนวน 1,586,136.50 บาท คิดเป็นเงิน 317,227.30 บาท (1,586,136.50 x 20/100) จึงต้องรับผิดคิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นจำนวน 148,145.15 บาท (317,227.30 x 46.70/100)
โดยเป็นการพิจารณาตามสัดส่วนในช่วงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 และระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำผิดในฐานะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองคลัง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไป และเนื่องจากนางสาว ว. ได้นำเงินสดจำนวน 100,000 บาท ส่งคืนกองคลัง จึงได้เฉลี่ยคืนตามอัตราส่วน คือ ส่วนที่ต้องชดใช้ X 100,000/ความเสียหายที่เกิดขึ้น (148,145.15 x 100,000/1,586,136.50 = 9,340)
ดังนั้น จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าความเสียหายเป็นเงิน จำนวน 138,805.15 บาท (148,145.15 - 9,340) ตามนัยมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ประกอบหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0804.4/ว 3986 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2550 เรื่อง แนวทางการกำหนดสัดส่วนความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เทศบาลเมืองราชบุรี) ได้พิจารณาสัดส่วนความรับผิดทางละเมิด โดยพิจารณาให้ผู้ฟ้องคดี (นาง ว.) รับผิดชดใช้ในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหายหลังจากหักส่วนความรับผิดของของหน่วยงานออกแล้วร้อยละ 50 ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณีจึงเป็นการพิจารณาสัดส่วนแห่งความรับผิดโดยคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรม ตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันแล้ว
และเมื่อผู้ฟ้องคดีมิได้อุทธรณ์โต้แย้งการกำหนดสัดส่วนความรับผิดและการคำนวณค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามคำสั่งเทศบาลเมืองราชบุรี ลับ ที่ 13/2564 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นเงินจำนวน 138,805.15 บาท จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี) ตามหนังสือจังหวัดราชบุรี ลับ ที่ รบ 0023.4/528 ลงวันที่ 6 กันยายน 2564 ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน
กรณีที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า การวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี) เป็นการพิจารณาที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้ลาพักผ่อนในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 จึงต้องหักค่าความเสียหายจากค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินออกเพิ่มเติมอีก 3 รายการ เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท นั้น
เห็นว่า ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดราชบุรี ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล ข้อ 360 กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการปฏิบัติในกรณีที่พนักงานเทศบาลลาพักผ่อนไว้ว่า พนักงานเทศบาลซึ่งประสงค์จะลาพักผ่อน ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ จนถึงผู้มีอำนาจอนุญาต และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดราชการได้
ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดี อุทธรณ์ว่า ได้มีการลาพักผ่อนในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 จึงต้องมีสำเนาใบลาพักผ่อนที่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีมาแสดงเพื่อพิสูจน์ว่า ผู้ฟ้องคดีได้ลาพักผ่อนในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 อย่างถูกต้องตามที่ระเบียบกฎหมายกำหนดไว้แล้ว
ส่วนสำเนาการลาในสมุดคุมวันลาพนักงานเทศบาลของสำนักปลัดเทศบาลประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 นั้นเป็นเพียงเอกสารที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ผู้ฟ้องคดียื่นใบลา สถิติการลาของผู้ฟ้องคดี จำนวนวันลาที่เหลือของผู้ฟ้องคดี และช่วงเวลาที่ผู้ฟ้องคดีขอลาเท่านั้น โดยไม่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวว่า ได้มีการอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาให้ผู้ฟ้องคดีลาพักผ่อนในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 แต่อย่างใด อีกทั้งเอกสารดังกล่าวมิใช้ใบลาพักผ่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่ออนุญาตให้ลาตามระเบียบกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน” คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.2010/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.194/2569 ลงวันที่ 27 ก.พ.2569 ระบุ
