
"...ประเทศไทยมีประสบการณ์ในฐานะผู้ผลิต และมีหลายหน่วยงานที่กำลังวิจัย พัฒนาวัคซีน เป็นของตนเองในขณะนี้ ประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ จะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่า วัคซีนที่กำลังอยู่ในกระบวนการ คิดค้น ทดลอง ทดสอบนี้ จะได้นำมาใช้เมื่อไหร่ และจะตอบโจทย์ทางด้านความมั่นคงของประเทศไหม..."
.............
ในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ไม่มีทีท่าว่าจะหายไปจากโลกนี้ เพราะมีทั้งประเด็นที่ไวรัสกลายพันธุ์และการที่ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วยังสามารถแพร่เชื้อต่อได้ ถึงแม้จะได้รับวัคซีนแล้วก็ตาม (vaccine breakthrough) อย่างไรก็ตามวัคซีนมีประโยชน์ในการลดอัตราการตายและผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ซึ่งช่วยให้ระบบบริการสุขภาพสามารถรองรับจำนวนผู้ป่วยได้ ไม่ล้นเกินจนไม่สามารถบริหารจัดการรองรับได้ ประเทศมหาอำนาจทางวัคซีนจึงต้องมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรไปกับการพัฒนาวัคซีนรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมฉีดให้กับประชาชนทุกปี การได้รับวัคซีนไม่ทันการหรือไม่ได้ตามจำนวนที่เพียงพอ
เนื่องจากอุปสงค์ (Demand) มีมากทั่วโลกและอุปทาน (Supply) มีจำกัด ผู้ผลิตทั่วโลกไม่สามารถผลิตวัคซีนได้ทันความต้องการ ดังนั้น ประเทศที่เป็นผู้พัฒนา รวมทั้งประเทศที่มีกำลังซื้อวัคซีนจึงครอบครองวัคซีนเพื่อตอบโจทย์ประชากรในประเทศเป็นหลักก่อน จึงเป็นปรากฎการณ์ที่ประเทศที่ไม่มีความสามารถในการผลิตวัคซีนเป็นของตัวเองขาดแคลนวัคซีน ไม่สามารถมีวัคซีนใช้ตอบสนองปัญหาการระบาดที่รุนแรงและรวดเร็วได้ทันเวลา ซึ่งหากไม่มีมาตรการอย่างหนึ่งอย่างใด การขาดแคลนวัคซีนโดยไม่ทันใช้ สามารถจะเกิดขึ้นอีกจนเป็นเรื่องปกติประเทศไทย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความมั่นคงทางด้านวัคซีน ในฐานะที่ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีประสบการณ์ในฐานะผู้ผลิต และมีหลายหน่วยงานที่กำลังวิจัย พัฒนาวัคซีน เป็นของตนเองในขณะนี้
ประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ จะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่า วัคซีนที่กำลังอยู่ในกระบวนการ คิดค้น ทดลอง ทดสอบนี้ จะได้นำมาใช้เมื่อไหร่ และจะตอบโจทย์ทางด้านความมั่นคงของประเทศไหม
ในการดำเนินการให้ได้มีวัคซีนสำหรับโรคโควิด ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังดำเนินการพัฒนาวัคซีน Chula Cov-19 ที่ใช้เทคโนโลยี mRNA และ ได้นำเสนอความก้าวหน้าของการดำเนินการเมื่อวันจันทร์ ที่ 16สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีข้อเสนอที่จะให้มีหลักประกันในการดำเนินการ ได้กล่าวถึงวิธีการสี่ประการที่จะทำให้ได้ผลจริง คือ
หนึ่ง การให้มีทุนที่พอเพียง คล่องตัว รวดเร็ว มีประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายในกรณีจำเป็นเพื่อการดำเนินการให้สำเร็จ
สอง การที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กำหนดกติกา ในระยะสองบี หรือ ระยะสามให้ชัดเจนที่สามารถทำให้สามารถรองรับการผลิตวัคซีนได้เร็ว
สาม ทำให้โรงงานสามารถผลิตวัคซีนคุณภาพได้จำนวนมากอย่างรวดเร็ว และ
สี่ การมีนโยบายการจองและการจัดซื้อวัคซีนล่วงหน้าที่เหมาะสมและชัดเจน
หากเป้าหมาย คือ การมีวัคซีนของไทยที่ผลิตใช้เองให้ได้จริงแล้ว รัฐควรมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนอย่างจริงจังเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวโดยเร็ว โดยมีเป้าหมายของโครงการ คือ ประเทศไทยต้องมีวัคซีนที่ป้องกันโควิด-19 อย่างมีประสิทธิผลภายในสิ้นปี 2564 และมีการผลิตเชิงอุตสาหกรรมในขนาด 10 ล้านโดสต่อเดือน ภายในเดือน มีนาคม 2565
ทำไมต้อง 10 ล้านโดสต่อเดือน บนสมมุติฐานที่ว่า ไวรัสโควิด-19 จะมีการกลายพันธุ์และจะอยู่กับเราไปอีกนาน ทำให้มีความจำเป็นต้องฉีด วัคซีนใหม่เป็นระยะ กลุ่มเป้าหมาย 50 ล้านคนของประเทศ ควรได้รับการฉีดวัคซีนใหม่ 1 เข็ม ทุกคน ภายใน 5 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ระบบสาธารณสุขของประเทศยังพอประทังกับการติดเชื้อไหว
ในการดำเนินการ ควรมีวิธีการดังต่อไปนี้ รัฐจัดตั้งหน่วยงานที่มีพันธกิจ (Mission) ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการดังกล่าว ในลักษณะเช่นเดียวกับ Operation Warp Speed (OWS) ที่สหรัฐใช้ในการได้มาซึ่งวัคซีนป้องกันโควิด-19 ภายในเวลา 8 เดือน (ดูหมายเหตุ) เปรียบเทียบกับการพัฒนาวัคซีนแบบปกติ เช่นโปลิโอ ที่ต้องใช้เวลาพัฒนา 20 ปี หรือวัคซีนโรคเอดส์ที่ถึงปัจจุบันก็ยังไม่สำเร็จ โดยหน่วยงานดังกล่าวจะต้องมีลักษณะดังนี้
1. มีเป้าหมายเดียวและจะยุบหน่วยงานนี้เมื่อบรรลุเป้าหมาย
2. มีความคล่องตัวในการบริหารงาน โดยประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารรวมผู้บริหารสูงสุดไม่เกิน 5 คน โดยไม่มีการบริหารในระบบคณะกรรมการแบบราชการ
3. ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเป็นจำนวนประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับเงินที่รัฐบาลไทยได้ใช้ไปในการพยุงระบบเศรษฐกิจ หรือรัฐบาลสหรัฐใช้ในโครงการ OWS ในระยะเริ่มต้น ($11 billion หรือ ประมาณ 352,000 ล้านบาท ) หรือ รัฐบาลเกาหลีที่ใช้ในโครงการลักษณะเดียวกัน ($ 1.9 billion หรือ ประมาณ 60,800 ล้านบาท )
4. ให้รัฐมองการใช้งบประมาณก้อนนี้เสมือนหนึ่งเป็นการลงทุนในธุรกิจ startup ของภาคเอกชน กล่าวคือ ใน 10 โครงการที่เข้าไปลงทุน ถ้ามีเพียง 1 โครงการที่ประสบผลสำเร็จ ก็ถือว่าการลงทุนนี้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าแล้ว โดยในมุมของประเทศชาติก็คือ มีความมั่นคงทางด้านวัคซีนป้องกันโควิด-19 ตลอดจนเป็นฐานการพัฒนาวัคซีนโรคอุบัติใหม่ในอนาคต
5. ให้รัฐมองการใช้จ่ายของโครงการนี้เสมือนหนึ่งว่าประเทศอยู่ในภาวะสงคราม ที่ต้องการความรวดเร็ว เฉียบขาด ในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อต่อสู้ขับไล่ศัตรูของชาติซึ่งก็คือไวรัสให้ออกไปจากประเทศ เช่นเดียวกับที่สหรัฐนำ พรบ. Defense Production Act 1950 ที่ให้อำนาจ ประธานาธิบดี ในการเข้าควบคุมปัจจัยการผลิตของประเทศ เพื่อทุ่มให้กับการผลิตยุทธปัจจัย มาใช้ในการจัดการให้มีการผลิตวัคซีนอย่างพอเพียง
6. คณะกรรมการบริหาร มีหน้าที่และเป้าหมายดังต่อไปนี้
a. คัดเลือกหน่วยงานค้นคว้าวิจัยวัคซีนที่มีศักยภาพในการป้องกันโควิด-19 ในระดับ efficacy ไม่น่าจะต่ำกว่าร้อยละ 90 ที่น่าจะได้รับการอนุมัติการใช้แบบฉุกเฉินจาก อย. ภายในปี 2564
b. จัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานที่ได้รับการคัดเลือก ในระดับที่เหมาะสมสมดุลกับการตอบสนองเป้าหมายตามภารกิจที่เร่งด่วน โดยการใช้งบประมาณไม่ต้องอยู่ในระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง
c. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมเป็นคณะทำงานในจุดเดียว และมีเป้าหมายเดียวกัน โดยในกรณีของสหรัฐอเมริกา รวมกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน logistics อยู่ใน OWS ด้วย
d. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณ ติดตามความคืบหน้า ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เช่น กระบวนการทางราชการ เร่งรัดกระบวนการทำงาน
e. เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตวัคซีนของหน่วยงานที่ได้รับการคัดเลือก จะต้องสามารถปรับตัวเพื่อรองรับการกลายพันธุ์ใหม่ๆของไวรัส และผลิตเป็นวัคซีนได้ภายใน 6 เดือน หลังจากมีข้อมูล genome ของสายพันธุ์ใหม่นั้น
f. เป็นวัคซีนที่สามารถผลิตในเชิงอุตสาหกรรมในขนาด 10 ล้านโดสต่อเดือนได้
g. มีต้นทุนการผลิตไม่เกินโดสละ 700 บาท ตามราคาอ้างอิงของวัคซีน Moderna ในราคาโดสละ 18 เหรียญสหรัฐ
h. คัดเลือกผู้ผลิตเพื่อให้เตรียมสายพานการผลิตเพื่อรองรับวัคซีนที่จะประสบผลสำเร็จ และเตรียมความพร้อมในการทดสอบการผลิต เพื่อสามารถผลิตได้จริงภายในเดือนมีนาคม 2565
i. มีการดำเนินงานอย่างโปร่งใส ทั้งกระบวนการคัดเลือก การใช้งบประมาณ เป้าหมาย และแม้กระทั่งเกณฑ์ที่ยอมรับได้ในกรณีที่บางหน่วยงานที่ได้รับการคัดเลือกล้มเหลว โดยมีการแถลงให้ผู้เกี่ยวข้องทราบถึงเกณฑ์ดังกล่าว และยอมรับว่า ตราบใดที่มีผู้ที่ได้รับการคัดเลือก แม้เพียง 1 ราย ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ทั้งปริมาณและเวลา ก็ถือได้ว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ แถลงความคืบหน้าของโครงการเป็นประจำ
การหาวิธีการที่ทำให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงทางด้านวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทย เป็นหนึ่งในความสำคัญเร่งด่วนที่ต้องการการคิดเร็วทำเร็วทำจริง มีเป้าหมาย มีวิธีการที่นำสู่เป้าหมาย ติดตามประเมินผลได้ และ มีคนทำให้เกิดผลจริง ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นว่า อย่างน้อย สงกรานต์ปีหน้า จะมีวัคซีนของประเทศไทย เป็นอาวุธรับมือกับโรคโควิด ทำให้เศรษฐกิจ สุขภาพ และ ความมั่นคงของประเทศดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
ข้อมูลอ้างอิง – OWS
1. วิทยา กุลสมบูรณ์ - https://www.isranews.org/article/isranews-article/101298-vithaya-2.html
2. มนสันต์ มฤคทัต - เบื้องหลังการพัฒนาวัคซีนประวัติศาสตร์ (ตอนที่ 1- https://wp.me/p7EOKJ-UL ) (ตอนที่ 2 - https://wp.me/p7EOKJ-Vv)

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา