
"...ไม่ว่าผมควรได้ทำงานวิจัยนี้หรือไม่ก็ตาม สุดท้ายเมื่อสำนักงานอัยการสูงสุด ไม่อนุญาตแล้ว ผมก็คงต้องปฏิบัติตาม และผมได้แจ้งกับทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติแล้วว่าผมคงไม่สามารถเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยตามที่ปรากฏในข้อเสนอโครงการได้แล้วครับ..."
.........................
จากกรณีที่ทางสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือตอบปฏิเสธไปยังสำนักงานการวิจัยแห่งชาติโดยไม่อนุญาตให้ผมเข้าร่วมโครงการศึกษาแนวโน้มและทิศทางของการเพิ่มประเภทมาตรฐานการวิจัยในโลกยุคดิจิทัลเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมานั้น ก็มีหลายท่านมาสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น จึงขออนุญาตเรียนรายละเอียดให้ทราบพร้อมเอกสารประกอบดังนี้นะครับ

1.เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 ผมได้รับหนังสือทาบทามจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้จัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยในหัวข้อดังกล่าว อาจด้วยเหตุที่ผมได้ทำงานเกี่ยวข้องกับมาตรฐานการวิจัยและจริยธรรมการวิจัยมาพอสมควรจนเห็นโครงสร้างซึ่งน่าจะสามารถทำวิจัยในหัวข้อดังกล่าว ทาง วช. จึงมีหนังสือมาทาบทามผม อันนี้คือตามที่ผมเข้าใจนะครับ และแน่นอนว่า วช. ไม่ได้ทาบทามผมคนเดียว จากที่ทราบคือมีอีก 2 ที่ที่ทาง วช. ทาบทาม โดยให้ทุกคนส่งข้อเสนอโครงการวิจัยภายในวันที่ ๑๖ สิงหาคม และนำเสนอโครงการวิจัยต่อคณะกรรมการในวันที่ 19 ส.ค. 2564 และผมเห็นว่านี่คือความท้าทายสำหรับตัวผม ที่คุ้นเคยแต่การทำงานวิชาการภายในกรอบคิดด้านกฎหมายอย่างเดียว แต่ครั้งนี้จะเป็นงานวิจัยที่เป็น multidisciplinary research ชิ้นแรกในชีวิตของผม จึงตัดสินใจหาทีมและเริ่มเขียนงานข้อเสนอโครงการวิจัยอย่างจริงจัง
2. เมื่อถึงวันที่ 19 ส.ค. ผมก็ได้นำเสนอข้อเสนอโครงการวิจัยกับคณะกรรมการ โดยทีมงานผมมีกันเพียง 5 ท่าน ในขณะที่บางคณะมีถึง 12 ท่าน เรียนตามตรงว่าไม่มั่นใจเลยว่าจะได้รับเลือกหรือไม่เพราะ ผมเองจบปริญญาเอกทางด้านกฎหมาย แต่งานวิจัยนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ AI และ IT เสียส่วนใหญ่ แต่ผมแอบมั่นใจในทีมงานที่ผมมี อย่างไรก็ตามในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย ผมเลยต้องทำการบ้านค่อนข้างหนักในทำข้อเสนอโครงการวิจัย โดยเฉพาะ part existing literature ที่ผมอ่าน papers เกือบ 30 ฉบับ เพราะด้วยความที่รู้น้อยจึงต้องอ่านมากว่าทั่วโลกเค้ามี trends ในเรื่องมาตรฐานการวิจัยและจริยธรรมการวิจัยในโลกยุคดิจัลอย่างไร จนสุดท้ายผมก็สามารถทำข้อเสนอโครงการวิจัย พร้อม PowerPoint ที่จะนำเสนอเสร็จ และก็ได้นำเสนอดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลาอันจำกัดแล้ว ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็คงต้องสุดแล้วแต่กรรมการ
3. ต่อมาผมได้รับแจ้งว่าการนำเสนอทำให้คณะกรรมการพิจารณาว่าคณะทำงานของผมสามารถที่จะทำโครงการวิจัยในหัวข้อนี้ได้ จึงตัดสินให้ผมเป็นผู้รับโครงการวิจัยนี้ แต่เนื่องจากผมเป็นข้าราชการ จึงได้แจ้งให้ทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติช่วยทำหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขออนุญาตให้ผมทำวิจัยในโครงการดังกล่าวแม้จะเป็นการดำเนินการนอกเวลาราชการก็ตาม เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบราชการ และเมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2564 ทาง วช. ก็ได้กรุณาทำหนังสือดังกล่าวถึงท่านอัยการสูงสุดตามที่ผมร้องขอ โดยในหนังสือได้ระบุอย่างชัดเจนว่า “เป็นการทำวิจัยนอกเวลาราชการ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการของ ดร.มาร์ค เจริญวงศ์ แต่ประการใด”
4. ต่อมาผมได้รับแจ้งจากทางสำนักงานกาวิจัยแห่งชาติว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ทางสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดยในหนังสือระบุว่า “ไม่อนุญาตให้นายมาร์ค เจริญวงศ์ เข้าร่วมดำเนินการวิจัยในโครงการดังกล่าว เนื่องจากอัยการสูงสุดได้อนุญาตให้นายมาร์ค เจริญวงศ์ ไปเป็นกรรมการ อนุกรรมการ และคณะทำงานต่างๆ ให้แก่หน่วยงานของรัฐจำนวนหลายแห่งแล้ว” ซึ่งผมเพียงสงสัยว่าการใช้เวลานอกเวลาราชการ ในการไปศึกษาวิจัยอันเป็นการหาความรู้เพิ่มเติม ที่สำคัญผลของการวิจัย จะถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนเพื่อวางนโยบายทางมาตรฐานการวิจัยและจริยธรรมการวิจัยทั้งระบบของประเทศ น่าจะเป็นการใช้เวลาที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศ และถ้าท่านผู้อ่านที่รู้จักผม หรือติดตามงานที่ผมต้องทำในแต่ละวันจะเห็นได้ว่าเวลาการทำงานผมตารางเต็มแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถจะเอางานวิจัยนี้มาทำในเวลาราชการได้อย่างแน่นอน
ไม่ว่าผมควรได้ทำงานวิจัยนี้หรือไม่ก็ตาม สุดท้ายเมื่อสำนักงานอัยการสูงสุด ไม่อนุญาตแล้ว ผมก็คงต้องปฏิบัติตาม และผมได้แจ้งกับทางสำนักงานการวิจัยแห่งชาติแล้วว่าผมคงไม่สามารถเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยตามที่ปรากฏในข้อเสนอโครงการได้แล้วครับ
ผมขออธิบายเรื่องนี้ไว้เพียงเท่านี้นะครับ เพราะเวลามีหลายๆ คนมาถามในสิ่งที่ผมเองก็หาคำตอบไม่ได้ ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนเพราะผมเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรเหมือนกันครับ
Terribly and desperately sad 😔
FB : https://www.facebook.com/mark.charoenwong



Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา