
“...การรายงานครอบคลุมถึงบุคคลที่ถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 20 หรือผู้ที่มีอานาจในการกำหนดนโยบาย แม้บุคคลดังกล่าวจะไม่ได้ถือหุ้นโดยตรงก็ตาม หากมีการหลีกเลี่ยงการรายงานหรือให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงจะต้องเผชิญโทษทางอาญาและทางแพ่ง เช่น การปรับเป็นจำนวนเงินมาก หรือโทษจำคุก นอกจากนี้ กรรมการตัวแทน (Nominee Directors) ยังมีหน้าที่ตามกฎหมายในการเปิดเผยว่า ตนดำเนินการในนามของบุคคลใด หากละเว้นถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายบริษัท (Corporations Act 2001)…”
กรณีตัวแทนอำพราง (Nominee) ในการทำธุรกิจของนักลงทุนต่างชาติ กลายเป็นปัญหา ‘ระดับชาติ’ ของไทย ขยายตัวไปยังธุรกิจ ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง รวมถึง ‘ตลาดหุ้นไทย’ มีการดำเนินคดียึด-อายัดทรัพย์ ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มูลค่าทรัพย์สินกว่า 2 หมื่นล้านบาท
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ขอนำกรณีศึกษาการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาตัวแทนอำพราง (Nominee) ต่างชาติ 4 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศแคนาดาประเทศออสเตรเลีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศญี่ปุ่น มีรายละเอียดดังนี้
กรณีศึกษาจากประเทศแคนาดา
1.กฎหมายควบคุมการลงทุนของชาวต่างชาติ
ประเทศแคนาดาใช้ Investment Canada Act (ICA) เป็นกฎหมายกลางในการควบคุมการเข้าซื้อกิจการโดยชาวต่างชาติ โดยเน้นการประเมินผลกระทบต่อ “ประโยชน์แห่งชาติ” (Net Benefit to Canada) และ “ความมั่นคงของประเทศ”(National Security) นักลงทุนต่างชาติต้องยื่นแจ้งการลงทุน (Notification) หรือขออนุมัติล่วงหน้า (Review) ตามเงื่อนไขที่กำหนด
ทั้งนี้ รัฐบาลมีอำนาจในการปฏิเสธหรือสั่งให้ถอนการลงทุน หากเห็นว่าอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์หรือความมั่นคงของประเทศ ภายใต้ National Security Review Regulations ซึ่งอยู่ภายใต้ Investment Canada Act รัฐสามารถดำเนินการตรวจสอบธุรกรรมจากต่างชาติในทุกรูปแบบ โดยไม่จำกัดวงเงินหรือสัดส่วนการถือหุ้น ครอบคลุมตั้งแต่การซื้อหุ้น การควบรวมกิจการ ไปจนถึงการเข้าถือครองทรัพย์สิน ที่สำคัญหากธุรกรรมดังกล่าวมีแนวโน้มก่อให้เกิดความเสี่ยง เช่น การเข้าถึงเทคโนโลยีที่อ่อนไหวข้อมูลประชาชน หรือ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลสามารถสั่งระงับหรือยกเลิกการลงทุนได้
2. มาตรการป้องกันการใช้ตัวแทนอำพรางจากต่างชาติ (Nominee)
แคนาดาใช้หลัก “Control in Fact” และ “Ultimate Control” ในการพิจารณาว่าการลงทุนใดเป็นของชาวต่างชาติ โดยไม่ยึดเพียงโครงสร้างการถือหุ้นที่ปรากฏภายนอก แต่จะพิจารณาว่าใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริงในกิจการ หากพบว่ามีตัวแทนอำพรางจากต่างชาติ (Nominee) ถือหุ้นแทนหรือโหวตตามคำสั่งของชาวต่างชาติ ก็อาจถือว่าเข้าข่ายพฤติกรรมหลีกเลี่ยงกฎหมายและถูกตรวจสอบได้
3. การเปิดเผยข้อมูลเจ้าของที่แท้จริง (Beneficial Ownership)
แคนาดาบังคับให้บริษัทเอกชนต้องเก็บรักษาข้อมูลของบุคคลที่มีอำานาจควบคุมกิจการไว้ในทะเบียนภายในองค์กร และเปิดให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าตรวจสอบได้ นอกจากนี้ รัฐบาลแคนาดายังอยู่ระหว่างการจัดตั้งระบบ “public registry” สำหรับข้อมูลเจ้าของที่แท้จริง เพื่อยกระดับความโปร่งใสและป้องกันการฟอกเงิน
4. การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
ในกรณีที่รัฐบาลสงสัยว่ามีการใช้ตัวแทนอำพรางจากต่างชาติ (Nominee) หรือโครงสร้างถือหุ้นซ่อนเร้นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดทางกฎหมาย รัฐมีอำนาจในการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ได้แก่ (1) ปฏิเสธการอนุญาตลงทุน (2) สั่งให้ยกเลิกการลงทุนหรือการควบรวมกิจการ (3) สั่งให้ขายหุ้นคืน
กรณีศึกษาจากประเทศออสเตรเลีย
1. ระบบรายงานเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership Disclosure)
ออสเตรเลียได้ดำเนินการปฏิรูประบบการเปิดเผยข้อมูลการเป็นเจ้าของกิจการ โดยในปี 2022 มีการตรากฎหมายใหม่ที่กำหนดให้บริษัทซึ่งจดทะเบียนภายในประเทศต้องรายงานข้อมูลของบุคคลที่มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner : UBO) ต่อรัฐบาลกลางผ่านระบบ “Central Register of Beneficial Ownership” ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และการลงทุนแห่งออสเตรเลีย (Australian Securities and Investments Commission: ASIC)
การรายงานครอบคลุมถึงบุคคลที่ถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 20 หรือผู้ที่มีอานาจในการกำาหนดนโยบาย แม้บุคคลดังกล่าวจะไม่ได้ถือหุ้นโดยตรงก็ตาม หากมีการหลีกเลี่ยงการรายงานหรือให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงจะต้องเผชิญโทษทางอาญาและทางแพ่ง เช่น การปรับเป็นจำนวนเงินมาก หรือโทษจำคุก นอกจากนี้ กรรมการตัวแทน (Nominee Directors) ยังมีหน้าที่ตามกฎหมายในการเปิดเผยว่า ตนดำเนินการในนามของบุคคลใด หากละเว้นถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายบริษัท (Corporations Act 2001)
2. ระบบ Know Your Customer (KYC) และกฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน (AML)
ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการฟอกเงินและการจัดหาเงินทุนแก่การก่อการร้าย (Anti – Money Laundering and Counter-Terrorism Financing Act 2006) ธุรกิจที่มีหน้าที่รายงาน เช่น ธนาคาร บริษัทกฎหมาย และผู้ให้บริการจัดตั้งบริษัท (Company Service Providers) ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน KYC ในการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของลูกค้า ผู้ให้บริการต้องสามารถระบุความเชื่อมโยง ระหว่างตัวแทนกับบุคคลที่มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง ซึ่งช่วยลดโอกาสที่ตัวแทนจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการซ่อนตัวตนของผู้ควบคุมกิจการที่แท้จริง
3. การเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานในประเทศและระหว่างประเทศ
คณะกรรมการหลักทรัพย์และการลงทุนแห่งออสเตรเลียมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานกำกับดูแลอื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศผ่านความร่วมมือภายใต้กรอบระหว่างประเทศ เช่น คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (Financial Action Task Force : FATE) และเครือข่ายระหว่างประเทศของหน่วยงานวิเคราะห์ข่าวกรองทางการเงิน (Financial Intelligence Units : FIUs) ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพในการตรวจสอบและติดตามเครือข่ายตัวแทนอำพราง (Nominee) ที่มีลักษณะข้ามชาติ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงภาษีหรือการฟอกเงิน
กรณีศึกษาจากประเทศฟิลิปปินส์
1. การกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นอย่างรัดกุม
กฎหมายหลักของประเทศฟิลิปปินส์ที่ใช้ควบคุมการลงทุนของคนต่างชาติ คือ กฎหมายการลงทุนของชาวต่างชาติ ค.ศ. 1991 (Foreign Investments Act of 1991) ซึ่งอนุญาตให้คนต่างชาติทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเข้ามาลงทุนในสัดส่วนหุ้นตามที่กฎหมายกำหนดในธุรกิจแต่ละประเภท โดยประเภทของธุรกิจจะแบ่งออกเป็น 2 รายการ (List) ตามกฎหมาย The Seventh Regular Foreign Investment Negative List ดังนี้
List A จะแบ่งเป็นธุรกิจที่ห้ามคนต่างชาติประกอบกิจการเลย เช่น กิจการสื่อสารมวลชน กิจการวิชาชีพ เช่น แพทย์ บัญชี สถาปัตยกรรม วิศวกรรม กฎหมายหรือประมง และธุรกิจที่อนุญาตให้คนต่างชาติประกอบกิจการภายใต้สัดส่วนที่กำหนด เช่น กิจการสื่อสารผ่านวิทยุ (ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 20) กิจการโฆษณา (ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 30) หรือกิจการอสังหาริมทรัพย์ (ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 40)
List B จะเป็นประเภทธุรกิจที่กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นเพียงอัตราเดียว คือ ไม่เกินร้อยละ 40 เพื่อสงวนไว้ให้แก่ชาวฟิลิปปินส์ เช่น กิจการการผลิตหรือซ่อมบำรุง กิจการสปา หรือกิจการพนันทุกประเภท
2. การกำหนดเป้าหมายของการลงทุนและแนวทางการสนับสนุน
ประเทศฟิลิปปินส์วางวัตถุประสงค์ของการอนุญาตให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติว่า การลงทุนจากต่างชาติจะต้องเป็นไปเพื่อให้เกิดการพัฒนากระบวนการผลิตอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และสังคมของประชาชนฟิลิปปินส์ อีกทั้งต้องสร้างงานให้แก่ชาวฟิลิปปินส์ ส่งเสริมการบริโภค รวมถึงเพิ่มมูลค่า สมรรถนะ และโอกาสในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศของสินค้าจากประเทศฟิลิปปินส์
นอกจากนี้กฎหมายควบคุมการลงทุน เช่น Omnibus Investment Code of 1987 ได้กำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการดูแลการลงทุนทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว เกษตรกรรม ทรัพยากรธรรมชาติ การขนส่ง การสื่อสารและการบริหารเพื่อให้เป็นการบริการ และอำนวยความสะดวก (One stop shop facility) ด้านข้อมูลแก่นักลงทุน
กรณีศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น
1. การนิยามศัพท์และกำหนดหลักเกณฑ์อย่างละเอียด
กฎหมายที่ประเทศญี่ปุ่นใช้ควบคุมและดูแลการลงทุนจากคนต่างชาติเป็นหลัก คือ กฎหมายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการค้าต่างประเทศ (Foreign Exchange and Foreign Trade Act 1949 : FEFTA) โดยนิยามศัพท์ “นักลงทุนต่างชาติ” อย่างละเอียดถึงสิทธิการออกเสียงของหุ้นว่า หากบริษัทที่ต้องการจะจดทะเบียนมีนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นอยู่เกินร้อยละ 50 (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) จะถือเป็นนักลงทุนต่างชาติ หรือแม้แต่นักลงทุนต่างชาติจะถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 แต่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมหรือเป็นกรรมการบริษัทที่มีอำนาจในการแต่งตั้งกรรมการบริหารตำแหน่งอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นนักลงทุนต่างชาติเช่นกัน หรือในกรณีการประกอบธุรกิจที่ถูกควบคุม (เช่น อาวุธ ไฟฟ้า พลังงานนิวเคลียร์ หรือโทรคมนาคม) และนักลงทุนต่างชาติมีจำนวนสิทธิออกเสียงตั้งแต่ร้อยละ 1 ของจำนวนสิทธิทั้งหมดขึ้นไป จะต้องแจ้งล่วงหน้าต่อกระทรวงเศรษฐกิจการค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่นตามกฎกระทรวงที่ออกภายใต้กฎหมาย FEFTA
นอกจากนี้การนิยามนักลงทุนต่างชาติยังถูกควบรวมไปถึงระดับการลงทุนต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นการถือหุ้นเกินร้อยละ 10 ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่นถือหุ้นจำนวนเท่าใดก็ตามในบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก่อตั้งบริษัทย่อยหรือสาขาในประเทศญี่ปุ่น โดยหลักเกณฑ์เหล่านี้เป็นเพียงแค่ขั้นตอนของการพิจารณาว่าบุคคลหรือนิติบุคคลเป็นนักลงทุนต่างชาติหรือไม่เท่านั้น โดยจะต้องทำการแจ้งล่วงหน้าต่อเจ้าหน้าที่ก่อน 30 วันทำการและต้องผ่านกระบวนการการพิจารณาประมาณ 2 สัปดาห์ (อาจขยายเวลาหากมีความซับซ้อน)
2. กฎหมายเฉพาะและมาตรการจัดการ
นอกจากกฎหมาย FEFTA ประเทศญี่ปุ่นยังออกกฎหมายสำหรับธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งจะถูกควบคุมผ่านกฎหมายว่าด้วยบริษัทโทรเลขและโทรศัพท์แห่งประเทศญี่ปุ่น (Act on Nippoon Telegraph and Telephone corporation) ประกาศในปี ค.ศ. 1984 และแก้ไขในปี ค.ศ. 2005 โดยเหตุแห่งการบัญญัติกฎหมายเฉพาะเนื่องด้วยธุรกิจโทรคมนาคมเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงและเกี่ยวพันกับความมั่นคงของประเทศ โดยกฎหมายได้จำกัดสิทธิในการออกเสียงของนักลงทุนต่างชาติในบริษัทว่าจะต้องน้อยกว่าหนึ่งในสามและห้ามนักลงทุนต่างชาติดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทหรือผู้ตรวจสอบบัญชี อีกทั้งมติในการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ตรวจสอบบัญชีจะไม่มีผลจนกว่าจะได้รับการอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของชาติ กฎกระทรวงได้ให้อำนาจต่อหน่วยงานที่ดูแลธุรกิจนั้น ๆ ในการให้คำแนะนำหรือคำสั่งในการปรับโครงสร้างการลงทุน รวมไปถึงระงับโครงการลงทุนที่ถูกเสนอมาได้ในกรณีที่มีความอ่อนไหวต่อชาติ อีกทั้งยังไม่อนุญาตให้เคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าไปยังอุตสาหกรรมบางประเภทด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ เช่น เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง น้ำมัน เหมืองแร่ หรือการขนส่งทางทะเล
ทั้งนี้ ก็จะมีกระบวนการให้คำปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการแก่นักลงทุนต่างชาติเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงโครงการลงทุนต่าง ๆ หรือคำชี้แนะในการบริหารงานเช่นกัน
3. การปรับเปลี่ยนกฏหมายตามสถานการณ์
กฎหมาย FEFTA ได้ถูกประกาศใช้ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1949 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองหลังจากความเสียหายของการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังนั้นเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นกฎหมายในช่วงแรกจึงมีลักษณะเข้มงวดและกีดกันการลงทุนจากต่างชาติ หากแต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจำต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติเช่นกัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็มีการปรับเปลี่ยนและแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง จนสามารถผ่อนปรนหลักเกณฑ์และให้โอกาสนักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจได้อีกครั้ง
ในทศวรรษ 1990 ญี่ปุ่นก็พบกับปัญหาความถดถอยทางเศรษฐกิจจึงผ่อนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ จนในระยะหลังประเทศญี่ปุ่นแทบไม่เคยปฏิเสธการเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติ แม้ว่าธุรกิจบางประเภทจะมีความเกี่ยวโยงกับความมั่นคงของประเทศ เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม อุตสาหกรรมพลังงาน อะตอม หรืออุตสาหกรรมการผลิตระเบิดและกระสุนก็ไม่ได้กีดกันนักลงทุนต่างชาติ เพียงแต่วางกรอบและเงื่อนไขภายใต้เหตุผลทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
อย่างไรก็ตามนักลงทุนต่างชาติต่างยอมรับเงื่อนไขเหล่านั้นและลงทุนในธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ จนส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศชั้นนำทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ เรือ เครื่องจักร หรือเหล็กกล้า อีกทั้งยังมีบริษัทขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงกระจายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก
จึงอาจกล่าวได้ว่าในกรณีของญี่ปุ่น ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจต่อการปรับวิธีคิดและมุมมองในเรื่องการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ แม้ว่าในช่วงเวลาหนึ่งญี่ปุ่นจะมีท่าทีกีดกันการลงทุนจากต่างชาติ แต่เมื่อเวลาและสถานการณ์ของประเทศเปลี่ยนไป การปรับเปลี่ยนกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติก็ต้องปรับเปลี่ยนตามเช่นเดียวกัน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงทุนจากต่างประเทศถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของคนในประเทศในเวลาเดียวกัน ดังนั้นกรณีศีกษาของประเทศญี่ปุ่นจึงถือเป็นแนวทางตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 เห็นชอบในหลักการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จาก “ปกป้อง” เป็น “การเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน”
สรุป
หลายประเทศ เช่น แคนาดาและออสเตรเลีย ใช้แนวทางที่เน้นการตรวจสอบ “อำนาจควบคุมจริง” ของกิจการไม่เพียงแต่สัดส่วนการถือหุ้น แต่รวมถึงสิทธิในการแต่งตั้งกรรมการหรือการควบคุมการเงิน ขณะที่ฟิลิปปินส์และญี่ปุ่นใช้มาตรการควบคุมสัดส่วนการถือหุ้นควบคู่กับการตรวจสอบภายหลังการอนุญาตอย่างเข้มงวด บทเรียนที่สำคัญคือ การสร้างระบบข้อมูลผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner : UBO) การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และการลงโทษทั้งผู้ที่เป็นนอมินีและผู้ที่เอื้อประโยชน์ให้เกิดโครงสร้างนอมินี
ข้อเสนอเชิงนโยบายหลักเพื่อการแก้ไขปัญหา
การศึกษานี้เสนอแนวทางการปฏิรูปและแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีต่างชาติ โดยจัดวางเป็นกรอบนโยบาย 6 แกนหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
แกนที่หนึ่ง คือการปรับกรอบกฎหมายให้เท่าทัน “อำนาจควบคุมจริง” ปัจจุบันนิยาม “คนต่างด้าว” ในพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ยังจำกัดเพียงสัดส่วนการถือหุ้น ทำให้เกิดช่องโหว่ที่ต่างชาติสามารถควบคุมกิจการได้โดยพฤตินัยผ่านสิทธิในการแต่งตั้งกรรมการ การสั่งการ การควบคุมการเงิน หรือแม้แต่การใช้สัญญาบริหาร แฟรนไชส์ และสิทธิในเครื่องหมายการค้า ดังนั้นจึงควรขยายความหมายให้ครอบคลุมมิติของ “การควบคุมจริง”
พร้อมกันนี้ บัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติควรมีการทบทวนเชิงพลวัตทุก 3 - 5 โดยใช้เกณฑ์และตัวชี้วัดที่ชัดเจน เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งยังควรเพิ่มหมวดกิจการใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัลและไซเบอร์ ขณะเดียวกันก็ควรทบทวนธุรกิจที่ถูกควบคุมเกินความจําเป็น
แกนที่สอง คือการกำกับดูแลเชิงรุก (Proactive Supervision) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ควรยกระดับบทบาทจากผู้รับจดทะเบียนไปสู่การเป็น “ด่านกลั่นกรอง” ที่สามารถชะลอหรือระงับการจดทะเบียนได้เมื่อพบสัญญาณเสี่ยง หลังจากนั้นควรมีกลไกการติดตามตรวจสอบหลังจดทะเบียน (Post - Registration Audit) โดยเน้นบริษัทที่อยู่ในกิจการและพื้นที่เสี่ยงสูง พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) กรมสรรพากร และกรมที่ดิน นอกจากนี้ ยังควรมีเกณฑ์ตรวจสอบที่มาของทุนผู้ถือหุ้นไทยเพื่อป้องกันการถือหุ้นแทน
แกนที่สาม คือการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เพื่อสร้างระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ จําเป็นต้องจัดตั้งทะเบียนผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner : UBO) ระดับชาติ เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานหลัก เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงาน ปปง. กรมสรรพากร กรมที่ดิน กรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ควบคู่ไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์เครือข่ายนิติบุคคล (Graph Analytics) ที่สามารถให้คะแนนความเสี่ยงและระบุสัญญาณเตือน (Red Flags) เช่น ที่อยู่ซ้ำ กรรมการ การโอนหุ้นผิดปกติหรือรายได้และภาษีที่ไม่สมเหตุสมผล ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้กรอบ PDPA และมีกลไกกำกับโดยคณะกรรมการอิสระ ขณะเดียวกันควรมีการเปิดเผยข้อมูลในระดับที่ไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว เพื่อให้สังคมสามารถร่วมตรวจสอบได้
แกนที่สี่ คือการสอดประสานกับนโยบายส่งเสริมการลงทุน มาตรการสนับสนุนควรมีเงื่อนไขที่สร้างคุณค่าแก่เศรษฐกิจไทย เช่น
การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการใช้ซัพพลายเชนในประเทศ โดยต้องมีการตรวจสอบหลังการลงทุน (Post -Investment Audit) อย่างสม่ำเสมอ และจริงจัง หากพบว่ามีการใช้โครงสร้างหลบเลี่ยง ควรเพิกถอนสิทธิหรือมาตรการอย่างชัดเจน
แกนที่ห้า คือการบังคับใช้อย่างมีเป้าหมายและยุติธรรม จุดเน้นควรอยู่ที่การพิสูจน์และเอาผิดผู้ควบคุมกิจการที่แท้จริง รวมทั้งผู้ที่เอื้อประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดตั้งหรือที่ปรึกษากฎหมายและบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งบริษัทบังหน้า ทั้งนี้ ควรออกแบบกลไก fast - track สำหรับนักลงทุนสุจริต เช่น one - stop service หรือ safe harbor เพื่อไม่ให้มาตรการเข้มงวดกระทบต่อการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีคุณภาพ
แกนที่หก คือการสร้างสังคมตระหนักรู้และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ควรมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้คนไทยเข้าใจถึงโทษและความเสี่ยงของการเป็นนอมินี พร้อมทั้งจัดตั้งช่องทางแจ้งเบาะแสที่เข้าถึงง่าย มีมาตรการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลและจัดให้มีระบบรางวัลสำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การดำเนินคดีจริงเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของสังคมในการแก้ไขปัญหา
อ้างอิงจาก : รายงานการพิจารณาศึกษา NOMINEES การป้องกันการแทรกซึมของตัวแทนอำพรางต่างชาติ คณะกรรมการธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา