
"...มีการประกาศจีดีพีไตรมาส 3/2568 ว่า โต 1.2% และประมาณการว่าทั้งปีจะโต 2% และประมาณปีหน้าโตแค่ 1.7% ฟังแล้วหนาว หนาวมากด้วย ถ้าปีหน้าเราเป็นเจ้าของประชุม OECD ธนาคารโลก และ IMF แล้วประเมินว่าเศรษฐกิจเราจะโต 1.7% ถ้าเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างรุนแรง ประเทศไทยถึงจุดลำบากแน่นอน ฉะนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องเอากลไกต่อต้านคอร์รัปชั่นอันนี้ขึ้นมาขับเคลื่อน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงประชาชนด้วย..."
..................................
หมายเหตุ : คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย พร้อมด้วยคณะทำงาน “Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน” ต่อยอดจากโครงการ Reinvent Thailand แถลงจุดยืนร่วมของภาคเอกชนในการสร้างประเทศไทยโปร่งใส แข่งขันได้ อย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2568
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน กล่าวว่า จากที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 3 ต.ค.2568 ได้เห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม
พร้อมจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มาตรการเหล่านี้ถูกนำไปปฏิบัติได้จริง และสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงสร้างระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม และเพื่อให้การขับเคลื่อนงานของคณะทำงานฯ มีความเข้มแข็งสามารถยกระดับการทางานให้ครอบคลุม
จึงได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะทำงานภายใต้ชื่อ “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” เพื่อประกาศจุดยืนของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ การจัดตั้งคณะทำงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand ที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถของประเทศ โดยเริ่มจากการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นอุปสรรคหลักต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
โครงการฯนี้ นอกจากความร่วมมือ 3 หน่วยงาน ภายใต้ กกร. แล้ว ยังได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ 1. องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย (ACT) 2.แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC), และ 3.สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ)
รวมทั้งหน่วยงานทางวิชาการ ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ 2.สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เพื่อร่วมกันออกแบบนโยบาย ระบบ และกลไก ที่นำไปสู่สังคมโปร่งใสและตรวจสอบได้ และกำหนด Action Plan เราไม่ได้บ่นอย่างเดียว แต่เราจะมี Action เพื่อให้ทุกภาคส่วนทำร่วมกัน
นอกจากนี้ การทำงานของเรา ยังขยายสู่กลุ่มหน่วยปราบปราม เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อเชื่อมโยงสู่การบังคับใช้กฎหมายเชิงระบบ
พร้อมด้วยเครือข่ายสนับสนุนจากภาคเอกชนรายสาขา เช่น หอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และภาคีเอกชนอื่นๆ ที่พร้อมช่วยประชาสัมพันธ์โครงการของเรา อาทิ สมาคมตลาดสดไทย, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย, สมาคมโรงแรมไทย และสมาคมภัตตาคารไทย เป็นต้น
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยในวันนี้ ไม่ได้เพียงแค่ผลิตสินค้าเพื่อแข่งขันในตลาดโลกเท่านั้น แต่กำลังก้าวสู่ยุคที่ต้องผลิต “ความโปร่งใส” เป็นมาตรฐานใหม่ของการดไเนินธุรกิจ เพราะการทุจริตไม่ใช่แค่ปัญหาทางศีลธรรมที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคม แต่คือ “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ที่กัดกร่อนศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต
ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างระบบที่สุจริต ตรวจสอบได้ และยึดหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล นวัตกรรม มาตรฐานสากล หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตที่มีคุณภาพและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาคมโลก
“การพัฒนาเศรษฐกิจไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากยังมีร่องรอยของการทุจริตแทรกอยู่ในระบบ เพราะทุกการกระทำที่ไม่โปร่งใส คือ อุปสรรคต่อการเติบโตของชาติและความเชื่อมั่นของนักลงทุน วันนี้คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน จึงรวมพลังจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง สร้างประเทศที่โปร่งใส เป็นธรรม และแข่งขันได้ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”
นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ในฐานะตัวแทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญความท้าทายใน 3 ด้าน คือ 1.ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง มีเศรษฐกิจนอกระบบสูงเป็นลำดับต้นๆ ในเอเชียที่ราว 48% ของ GDP อีกทั้งหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เมื่อรวมหนี้นอกระบบ เกิน 100% ของ GDP 2.ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ โดยเศรษฐกิจไทยเติบโตตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน
3.ความท้าทายของภาครัฐ ที่มีกฎระเบียบจานวนมากถึงกว่า 100,000 ฉบับ บางส่วนล้าสมัยและซ้ำซ้อน อีกทั้งข้อมูลของภาครัฐยังไม่เชื่อมโยงกัน ซึ่งทั้ง 3 ด้านเป็นความท้าทายที่มีความเกี่ยวโยงกับปัญหาคอร์รัปชัน และ Trust and Confidence ในระบบเศรษฐกิจไทย
สมาคมธนาคารไทย พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน ร่วมผลักดัน สอดคล้องกับหลักคิด Reinvent Thailand ที่เน้นการมีส่วนร่วมของเอกชนและภาครัฐ ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำอย่างโปร่งใส ในเรื่องที่มีผลลัพธ์สูง (High impact) ในการยกระดับประเทศ สอดคล้องแนวทาง Quick Big Win ของรัฐบาล
รวมไปถึงการที่ประเทศไทยจะต้องปฏิรูปในหลายด้าน เพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD และเป็นการ show case การขับเคลื่อนประเทศเพื่อสร้าง Trust and Confidence ในกลุ่มนักลงทุนและประชาคมโลกในโอกาสที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-WBG Annual Meetings ในปี 2569
รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทางาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า การดำเนินงานของคณะทางาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน จะเน้นดำเนินการผ่านกรอบการดำเนินงาน “6 ด้านต้านทุจริต” ดังนี้
1.การปลูกฝังจิตสำนึก ส่งเสริมให้คนไทยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ผ่านการเรียนรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม และศาสนา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตสำนึกและวัฒนธรรมองค์กรโปร่งใส
2.นโยบายต่อต้านการทุจริตในองค์กร ผลักดันให้ภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐมีนโยบาย มาตรการ และการกำกับภายในที่ชัดเจน ครอบคลุมถึงการบริหารทรัพยากรบุคคล การจัดซื้อจัดจ้าง และการประเมินผล เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล
3.ระบบบริหารความเสี่ยง (Risk Management System) จัดทำเครื่องมือระบุ วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตอย่างเป็นระบบ พร้อมแนวทางติดตาม ป้องกัน และตรวจสอบอย่างเข้มงวด
4.เทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใส (Digital Transparency) ใช้เทคโนโลยี Big Data และ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และสนับสนุนการตรวจสอบแบบ real-time เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันคอร์รัปชั่น
5.การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data & Transparency) ผลักดันให้ข้อมูลภาครัฐถูกเปิดเผยในรูปแบบดิจิทัล ให้ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนสามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย เชื่อมโยงกับแนวทาง OECD และ OGP
6.แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล (Whistleblower System) สร้างระบบรับเรื่องร้องเรียนที่ปลอดภัย คุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูล และกำหนดแนวทางปฏิบัติให้ทุกภาคส่วนสามารถแจ้งเบาะแสได้โดยไม่ถูกคุกคาม
รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า ผลสำรวจ "ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (Thai CSI)" ประจาเดือน มิ.ย.2568 โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นการสำรวจจาก 3 กลุ่มตัวอย่างหลัก จานวน 2,400 ตัวอย่าง (ประชาชน, ผู้ประกอบการ/ภาคเอกชน, และข้าราชการ/ภาครัฐ) พบว่า
-ดัชนีรวมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 36 จากระดับ 37 ในการสำรวจเมื่อเดือน ธ.ค.2567 สะท้อนว่าสถานการณ์คอร์รัปชันไทยในภาพรวมแย่ลง โดยดัชนีย่อยทั้งด้าน "ปัญหาและความรุนแรง" "การป้องกัน" และ "การปราบปราม" ล้วนปรับตัวลดลงทั้งหมด
-ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างมีความกังวลต่อสถานการณ์อย่างยิ่ง โดย 87% มองว่าปัญหาคอร์รัปชันในปัจจุบัน "รุนแรงขึ้น" เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และ 74% คาดการณ์ว่า "จะรุนแรงขึ้น" ในปีหน้า แม้ว่าปัญหาจะยังรุนแรง แต่มีสัญญาณเชิงบวกคือ "ค่าเฉลี่ยความสามารถที่จะทานทนต่อการทุจริต (Tolerance of corruption)" ที่ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.92 (ในระดับ 0-10 โดย 0 หมายถึง เกลียดการทุจริตที่สุด) สะท้อนว่าสังคมไทยไม่ยอมรับและไม่ทนต่อปัญหานี้อย่างชัดเจน
-เมื่อเจาะลึกถึงสาเหตุสำคัญที่สุดของการทุจริต กลุ่มตัวอย่างระบุว่าเกิดจาก "ความไม่เข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมาย" (13.5%) "กระบวนการทางการเมืองขาดความโปร่งใส" (11.6%) และ "ผลประโยชน์ทางการเมือง" (11.3%) โดยรูปแบบการทุจริตที่พบบ่อยที่สุดคือ "การไม่เปิดเผยข้อมูล หรือเปิดเผยข้อมูลไม่ครบถ้วน" (13.7%) “การเอื้อประโยชน์แก่ญาติ/พรรคพวก (Nepotism & cronyism)” (12.3%) และ "การใช้ตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวก" (10.9%)
-สำหรับข้อเสนอเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลดาเนินการมากที่สุด คือ "การตรวจสอบการทุจริตของนักการเมือง" (11.5%) และ “สนับสนุนให้เครือข่าย/ภาคธุรกิจ/ภาคประชาชนในการตรวจสอบ” (11.5%) ขณะที่กลยุทธ์สำคัญที่รัฐควรให้ความสำคัญอันดับแรก คือ "การสร้างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส ตรวจสอบได้โดยบุคคลภายนอก" (22.9%) และ "การวางนโยบายเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างโปร่งใสและเท่าเทียม" (22.1%)
“ผลดัชนี CSI ที่ปรับตัวลดลงครั้งนี้สะท้อนวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการที่ดัชนีย่อยทั้งด้านการป้องกัน การปราบปราม และความรุนแรงของปัญหาแย่ลงพร้อมกันทั้งหมด สิ่งที่น่ากังวล คือ ความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตอยู่ในระดับต่ำมาก ในทางกลับกันความเชื่อมั่นต่อพลังของภาคประชาชนและสื่อมวลชนกลับเพิ่มสูงขึ้น ภาครัฐจึงต้องเร่งพิสูจน์ตัวเองโดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และสร้างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส' เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาโดยด่วน”
นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) หรือ ACT กล่าวว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นส่งผลกระทบไปรอบด้านต่อคนไทย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาอย่างมากในด้านการเปิดเผยข้อมูล การปกปิดของภาครัฐอยู่ตลอดเวลา และเต็มไปด้วยการใช้ดุลพินิจ การติดต่อราชการเป็นเรื่องที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ฉะนั้น ภาคเอกชน โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ ได้พัฒนาระบบเทคโนโลยี AI เพื่อรวบรวมข้อมูลของภาครัฐมาเพื่อเปิดเผยให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้รับรู้ ซึ่งปัจจุบันเราดึงข้อมูลมาให้ทุกท่านเข้าไปดูและศึกษาได้ฟรี
“ที่ผ่านมาเราทำอยู่ 6-7 เรื่อง เรื่องใหญ่ที่สุด คือ ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง หรือ ACT AI จับโกงจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นฐานข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยตอนนี้ รองจากฐานข้อมูลของกรมบัญชีกลาง แต่จะใช้ง่าย เหมือนกับการใช้ google ท่านสามารถเข้าไปดูได้เลย” นายมานะ กล่าว
นายมานะ กล่าวว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการ “กกร. ไม่ทน” ทีมงานวิชาการของโครงการฯ ได้พัฒนาระบบ AI เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย หากถูกเรียกรับสินบน ถูกกลั่นแกล้ง รีดไถ่ สามารถร้องเรียนเข้ามาในระบบ Corruption Watch ได้ทันที
“ปัญหาที่เราเจอกันอยู่ คือ คนที่มาเที่ยว มาทำธุรกิจ มาอยู่ในเมืองไทย คือ ต่างชาติ รวมถึงคนไทยที่ทำธุรกิจ เวลาเจอปัญหา ไม่รู้จะไปร้องเรียนที่ไหน และเมื่อร้องเรียนไปแล้ว ก็มีปัญหาว่า มันช้า ติดตามเรื่องไม่ได้ 3 ปี 5 ปี ไม่รู้ว่าจะจบตรงไหน แย่ที่สุด คือ ผู้ร้องเรียนต้องเปิดเผยตัวตน แล้วถูกกลั่นแกล้ง คุกคาม เป็นเหตุให้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าร้องเรียน คนโกงก็ได้ใจ การรีดไถ่เรียกรับสินบนจึงเปรียบเหมือนการปล้นกลางวันแสกๆ และเกิดขึ้นทั่วประเทศไทย และทุกหน่วยงาน แล้วพอร้องเรียนไป หน่วยงานก็จะบอกว่า ไม่มี และให้ไปหาหลักฐานมา
เพื่อแก้ปัญหาจุดนี้ เราจึงเปิดระบบที่เรียกว่า Corruption Watch ทุกคนสามารถร้องเรียนผ่านโทรศัพท์มือถือได้เลย ทำได้ทันที ปลอดภัย เพราะไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ท่านสามารถกรอกข้อมูลระบุไปเลยว่า วันนี้ เวลานี้ ท่านไปติดต่อหน่วยงานไหน หรือเจอเจ้าหน้าที่โต๊ะไหน คนไหน เรียกรับสินบน พฤติกรรมเป็นอย่างไร หรือมีพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง รังแก รีดไถ่อย่างไร ท่านสามารถร้องเรียนเรื่องทั้งหมดเข้าไปในระบบนี้ได้ ระบบจะบันทึกไว้ โดยท่านไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และคนที่จะติดต่อท่านกลับไป จะมีเฉพาะทีมงานทางวิชาการขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น และ กกร.ไม่ทน
แล้วระบบจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่บันทึกไว้ ส่งต่อไปยังหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจโดยตรง คือ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. ซึ่งทั้งสองหน่วยงานรับปากว่าจะ take action ทันที ที่มีเรื่องร้องเรียน รวมทั้งระบบจะทำการประมวลผลทุกๆเดือน และเผยแพร่ต่อสาธารณะว่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มีเรื่องร้องเรียนไปที่หน่วยงานไหน องค์กรไหน จำนวนเท่าไหร่ พฤติกรรมหลักๆเป็นอย่างไร และเมื่อผ่านไป 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน มีความก้าวหน้าในการดำเนินคดี ในการดำเนินการสอบสวนของ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. อย่างไรบ้าง หรืออาจโอนเรื่องไปยังหน่วยงานอื่นๆ ดังนั้น คนต่างชาติ ทุกคนสามารถร้องเรียนได้อย่างเสรี ถ้าเป็นเรื่องจริง และท่านเดือดร้อนจากการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่ในประเทศไทย” นายมานะ กล่าว.
ขณะที่ นายพจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ Action Plan แผน Quick Impact 6 ด้าน ในระยะ 6 เดือนแรก เพื่อทำให้การคอร์รัปชันหายไปจากสังคมไทย
1.การปลูกฝังจิตสำนึก โดยการกระตุ้นการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ในการประกาศเจตนารมณ์เอกชนฮั้วไม่จ่ายใต้โต๊ะ เน้นให้ธุรกิจเติบโตด้วย ความรับผิดชอบต่อลูกค้า สิ่งแวดล้อม และสังคม (ราย Sector)
-แถลงข่าวผลวิจัยเลือกตั้ง รณรงค์ “เลือกตั้งสุจริต ไม่เลือกคนมีประวัติคดโกง และปฏิเสธคนซื้อเสียง"เลือกตั้ง สส. (เม.ย. 69)
-จัดเวทีให้ความรู้แก่สังคม เรื่อง “หยุดสแกมเมอร์-ทุนเทา ก่อนชาติล่มจม” และเรื่อง “ผลกระทบและแนวทางการต่อต้านบัญชีม้าและนอมินีทุนเทา” เพื่อสรุปปัญหาและประกาศแนวทางกาจัดและป้องกันการใช้นอมินี (รวบข้อมูลให้ภาคธุรกิจในพื้นที่รายงานธุรกิจทุนเทา)
2.นโยบายต่อต้านการทุจริตในองค์กร รณรงค์ให้สมาชิกภาคธุรกิจเข้าร่วม แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) เพื่อกำหนดนโยบาย ระบบควบคุมภายใน และแนวปฏิบัติในการปฏิเสธรับและจ่ายสินบน รวมถึงคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ และพัฒนาระบบงานให้ได้มาตรฐานรางวัลจรรยาบรรณดีเด่น
-กระตุ้นให้ “คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน” เร่งดำเนินการตามข้อเสนอโครงการ Regulatory Guillotines และผลักดัน พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก
-ประกาศสิ่งที่รัฐบาลต้องทำเพื่อให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้สำเร็จ สนับสนุนการเข้าร่วม OECD และ Open Government Partnership (OGP) เพื่อนำเสนอในการประชุม World Bank & IMF, ผลักดันพระราชบัญญัติยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย
3.ระบบบริหารความเสี่ยง (Risk Management System) สารวจและนาเสนอผล “ธุรกิจไทยยังถูกเรียกรับสินบนการอนุญาต
-ประกาศ “10 สินบน ที่ไม่ยอมทนอีกต่อไป” เพื่ออัพเดท และสื่อสารปัญหาสินบน ใบอนุญาตต่างๆ พร้อมหาแนวทางใบอนุญาตโปร่งใส
-ติดตามและนำเสนผลการสำรวจดัชนี CSI, CPI เพื่อประเมินสถานการณ์คอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง
4.เทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใส (Digital Transparency) ร่วมกันใช้ฐานข้อมูล ACT Ai ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อตรวจสอบทุจริตในกรณีต่างๆ
5.การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data & Transparency) ผลักดันการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐที่จำเป็นต่อการต่อต้านคอร์รัปชัน ตามมาตรฐานสากล (25 ชุดข้อมูลตาม Open Data Charter)
6.แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล (Whistleblower System) รณรงค์ “เรียกรับ...เราร้อง” ชวนคนไทย ข้าราชการ รวมถึงนักธุรกิจไทยและต่างชาติ แจ้งเบาะแสคอร์รัปชัน หรือร้องเรียนเมื่อถูกเรียกสินบน ผ่านแชต “ฟ้องโกงทันใจ” Corruption Watch ให้ทุกคนมั่นใจ ไม่โดนกลั่นแกล้ง ฟ้องปิดปาก
ทั้งนี้ Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน” ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ แต่คือการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจากภาคธุรกิจและภาคประชาชนร่วมกันผลักดันให้ธุรกรรมของทุกองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนได้ ปลดล็อคห่วงโซ่คอร์รัปชันให้หมดไปอย่างถาวรและยั่งยืน ภาคธุรกิจต้องการ สนามแข่งขันที่เท่าเทียม ไม่ใช่ระบบที่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจหรือธุรกิจสีเทาได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรม โดยฝ่ายวิชาการจะเป็นแกนกลางในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ผล และพัฒนาเครื่องมือเพื่อขับเคลื่อนนโยบายบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและมาตรฐานสากล และ กกร. กับพันธมิตรทุกฝ่ายจะกระจายพันธกิจให้เกิด Action อย่างสม่ำเสมอตลอดไป
ในนาม กกร. มองว่า การคอร์รัปชันไม่เพียงบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและคู่ค้าต่างชาติ จึงร่วมกันจัดตั้ง “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. ไม่ทน” ขึ้นโดยตรง ทำหน้าที่รวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบพร้อมเสนอให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงโครงสร้าง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างระบบเศรษฐกิจ-การเมืองไทยที่ โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกระหว่าง “การแข่งขันที่โปร่งใส” กับ “การเติบโตบนความเสี่ยง” สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่เพียงปราบปรามการคอร์รัปชัน แต่ต้อง “เปลี่ยนวิธีคิดของทั้งสังคม” จากการมองว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาของใครบางคน มาเป็นภารกิจร่วมของทุกคนในชาติ และในสมการแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ ภาคธุรกิจ คือ ฟันเฟืองสำคัญ ที่ต้องลุกขึ้น “สร้างกระแส สร้างวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจ” ให้สังคมไทยก้าวสู่ยุคใหม่ ยุคที่ “ไม่ยอมรับการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ” เพื่อให้ประเทศเติบโตอย่างมั่นคง น่าเชื่อถือ และยั่งยืน”
“เมื่อวานนี้ (17 พ.ย.) มีการประกาศจีดีพีไตรมาส 3/2568 ว่า โต 1.2% และประมาณการว่าทั้งปีจะโต 2% และประมาณปีหน้าโตแค่ 1.7% ฟังแล้วหนาว หนาวมากด้วย ถ้าปีหน้าเราเป็นเจ้าของประชุม OECD ธนาคารโลก และ IMF แล้วประเมินว่าเศรษฐกิจเราจะโต 1.7% ถ้าเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างรุนแรง ประเทศไทยถึงจุดลำบากแน่นอน ฉะนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องเอากลไกต่อต้านคอร์รัปชั่นอันนี้ขึ้นมาขับเคลื่อน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงประชาชนด้วย” นายพจน์ ย้ำ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา