
“…การทำรัฐประหารต้องสร้างความชอบธรรม ถ้าไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณจะทำรัฐประหารอย่างไร ผมเชื่อว่ารอบนี้ประชาชนไม่ยอม การทำรัฐประหารไม่ง่ายขนาดนั้น การปูพรมให้ไปสู่การที่ทหารเอารถถังมายึดอำนาจได้ ไม่ง่ายแบบปี 49 และ 57 แน่นอน…”
นับถอยหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาฯ 69 ทุกพรรคการเมืองระดมแกนนำ-หัวขบวน ตลอดจน 'คนใน-คนนอกพรรค' ดีกรี 'ดาวเด่น-อดีตดาวเด่น' ประจำทำเนียบรัฐบาล ที่แปะป้ายเป็น 'ผู้ช่วยหาเสียง' ของพรรค
'ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ' อดีตหัวหน้าพรรคและผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันเป็นประธานคณะก้าวหน้าและ 'ผู้ช่วยหาเสียง' ของพรรคประชาชน (ปชน.) ผู้อุทิศตนให้กับ 'พรรคสีส้ม' สู้ทุกสมรภูมิเลือกตั้งระดับชาติ-ระดับท้องถิ่น
'ธนาธร' บอกถึงความพร้อมของ 'รัฐบาลประชาชน' สะท้อนได้จาก 200 นโยบายที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ ว่า เรื่องโปรเจ็กต์สำหรับการเตรียมตัวเป็นรัฐบาล ไม่ได้เริ่มทำ เริ่มคิดเรื่องนี้เมื่อเดือนที่แล้ว หรือ 3 เดือนที่แล้ว จบเลือกตั้ง 66 เรารู้ว่าเป็นฝ่ายค้าน เราเตรียมเรื่องนี้ทันที การเลือกตั้งครั้งนี้ ผิดพลาดไม่ได้ ดังนั้น จาก What Why ที่เราเคยเสนอมา ต้องมี How กับ Who
หลังจากการเลือกตั้ง 66 สิ่งที่เรารู้ทันที คือ เลือกตั้งครั้งหน้า เราพร้อมจะมาบริหารประเทศจริงหรือไม่ คำตอบตอนนั้น คือ เราไม่พร้อม ดังนั้น เรามีเวลา 4 ปี ต้องไม่ใช่เพียง What กับ Why แต่ต้องมี How กับ Who ด้วย ทำอย่างไร ทำโดยใคร จากเลือกตั้ง 66 จนถึงวันนี้ปีกว่า เราโชคดีที่เราเริ่มทำมาก่อน
“หน้าที่ของพวกเขา (พรรคประชาชน) คือ บริหารประเทศ หน้าที่ของผม (ผู้ช่วยหาเสียง) คือ ส่งมอบรัฐบาลที่ดีที่สุดให้กับประชาชน”

@ มั่นใจ 'ปชน.' เป็นรัฐบาลแน่นอน
ถาม 'ธนาธร' ว่า เผื่อใจไว้บ้างหรือไม่ พรรคประชาชนอาจจะกลับไปเป็นฝ่ายค้านเป็นครั้งที่สาม เขาหัวเราะเสียงดังลั่น ก่อนกระชากอารมณ์ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า เราต้องพร้อมทุกสถานการณ์ แต่ถ้าถามตัวเองวันนี้ มั่นใจมากว่า พรรคประชาชนเป็นรัฐบาลแน่นอน
“เราพูดไม่ได้หรอกว่าจะได้ (เป็นรัฐบาล) หรือไม่ได้ เหลือเวลาอีกกว่า 20 กว่าวัน กว่าจะถึงวันเลือกตั้ง แต่จากการดู feedback ของสังคม และสมการการเมืองกระดานใหญ่ด้วย คิดว่า การไม่มี สว. (เฉพาะกาล 250 คน) ทำให้ยากมากที่จะปิดกั้นเสียงของประชาชน”
'ธนาธร' ขยายความที่มาของความมั่นใจเต็มที่ว่า พรรคประชาชนเป็นรัฐบาลแน่นอน ต่อว่า เลือกตั้งที่ผ่านมา (ปี 62 , ปี 66) หน้าตาของรัฐบาลกับผลการเลือกตั้งไม่เคยสอดคล้องกัน พรรคที่ชนะเลือกตั้งไม่ได้เป็นรัฐบาล (ปี 62 พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งไม่ได้เป็นรัฐบาล ปี 66 พรรคก้าวไกล ชนะเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นรัฐบาล) การมีสว.ทำให้บิดเบือนการตัดสินใจของพรรคการเมือง รอบนี้ เชื่อว่า กลไกแบบนั้น โอกาสจะเกิดขึ้นน้อยมากๆ
“เลือกตั้งปี 66 มี (ดีล) ลังกาวี รู้อยู่แล้วว่า รัฐบาลเป็นใคร เพียงแต่ว่า พอพรรคก้าวไกล (ปัจจุบันพรรคประชาชน) ชนะ เกิดอาการช็อกแป๊บหนึง พอตั้งหลักติด มันก็เดินไปตามลังกาวี”
@ จุดตัด ดีลผิด-ไม่ผิด
'ดีลลังกาวี' แม้ 'ธนาธร' ยังจำได้ขึ้นใจ-ติดตา แต่การเลือกตั้งปี 69 เขามั่นใจว่า ถ้าเกิดว่า พรรคประชานชนชนะกันขาด ชนะกันใกล้ๆ 250 เสียง คิดว่า คงต้องเหนียมหายประชาชนบ้าง
“ไม่ใช่ครั้งแรกและไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่พรรคประชาชนถูกหักหลัง เจอมาตลอด ไม่ว่าเป็นการเมืองระดับชาติ การเมืองระดับท้องถิ่น ขอให้เรามั่นใจได้ว่า เราครองตนเหมาะสมกับความไว้วางใจของประชาชน เราไม่เอาผลประโยชน์ของตัวเองไปแลกกับผลประโยชน์รวม ถ้าตราบใดมีการดีลกัน โดยที่เราเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง จะถูกหักหลังกี่ครั้งก็ การเมือง คงไม่มีครั้งสุดท้ายแน่นอน
แต่ผมยืนยันตั้งแต่ทำงานด้วยกันมา เราไม่เคยเอาผลประโยชน์ส่วนตัวไปอยู่บนโต๊ะการพูดคุยเจรจา ดังนั้น เรายืนยันจะทำงานตามแนวทางนี้ต่อไป ในอนาคตหากจะโดนหักหลังอีกก็ไม่แปลก ไม่ได้คิดว่า การถูกหักหลัง หรือ ตระบัดสัตย์ช็อกมินท์ ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในชีวิต ต้องเจออีกแน่นอน”
'ธนาธร' ย้ำอีกครั้งว่า เวลาเราดีลกัน ไม่เคยเอาผลประโยชน์ส่วนตัวไปอยู่บนโต๊ะเจรจา นี่ต่างหากที่เป็นจุดตัด ว่า ดีลผิด หรือ ไม่ผิด เอาผลประโยชน์ส่วนตัวไปอยู่บนโต๊ะเจรจาหรือไม่ เอาผลประโยชน์ส่วนตัวไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนรวมหรือเปล่า
“ดีลกันตลอดอยุ่ในห้องงบประมาณ มันเทรด มันคุยกันตลอด เพื่อที่จะหาทางออก และทางออกที่สันติที่สุด คือ ผ่านสภาฯ ดังนั้น ถ้าไม่คิดที่จะหาทางออกที่สันติ ไม่ตั้งพรรคการเมืองหรอกครับ”

@ ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่นให้เป็นเงื่อนไข 'รัฐประหาร'
เมื่อ 'ธนาธร' ถูกตั้งคำถามในเชิงยุทธวิธี พรรคประชาชน 'ชนะศึก' แต่อาจ 'แพ้สงคราม' ชนะเลือกตั้ง ได้เป็นรัฐบาล แต่อาจถูก 'ล้มกระดาน' ด้วยการ 'รัฐประหาร' เขาถามกลับว่า
ประชาชนยอมหรือไม่ ย้อนกลับไปการรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุด ปี 2549 และ ปี 2557 การทำรัฐประหารไม่ได้เกิดลอยๆ เกิดการปูทางก่อนหน้ามาอยู่แล้ว
การทำรัฐประหาร 2549 ปูทางกันตั้งแต่พันธมิตรฯ และจุดแตกหัก ยืดเยื้อ คือ ตอนที่คุณทักษิณขายชินคอร์ปฯ ปลายปี 48 ต้นปี 49
การทำรัฐประหาร 2557 อยู่ๆ ทหารเข็นรถถังออกมายึดอำนาจเลยหรือเปล่า ไม่ใช่ มันเกิดการปูทาง คือ การชัตดาวน์กรุงเทพฯ ดังนั้น คำถามรอบนี้ไม่ใช่อยู่ๆ จะยอมให้ทำรัฐประหารเลยหรือเปล่า
“การทำรัฐประหารต้องสร้างความชอบธรรม ถ้าไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณจะทำรัฐประหารอย่างไร ผมเชื่อว่ารอบนี้ประชาชนไม่ยอม การทำรัฐประหารไม่ง่ายขนาดนั้น การปูพรมให้ไปสู่การที่ทหารเอารถถังมายึดอำนาจได้ ไม่ง่ายแบบปี 49 และ 57 แน่นอน”
ส่วน 'ภาพหลอน' เรื่องการ 'ยุบพรรค' ผู้ส่งไม้ต่อให้ 'พิธา ลิ้มเจริญรัตน์' เป็น 'ทายาทพรรคสีส้มคนที่สอง' โดยถูกยุบพรรค 'ตามรอย' พรรคอนาคตใหม่ บอกว่า ตั้งมา 3 พรรคแล้ว ยุบหรือไม่ยุบไม่ซีเรียส แน่นอนยุบพรรคแต่ละครั้งก็มีการสูญเสียกำลังใจ สูญเสียบุคลากรที่ถูกตัดสิทธิ มีต้นทุนสูง
“เกิดยุบรอบนี้ไม่มีความหมายเลย ยุบรอบนี้ธนาธรกลับมาแล้ว (ถูกตัดสิทธิการเมืองครบ 10 ปี ในปี 2573) ยุบธนาธรอีกรอบพิธากลับมาอีก (ถูกตัดสิทธิการเมืองครบ 10 ปี ในปี 2577”

@ ตอบ 'ทหารมีไว้ทำไม'
'ธนาธร' อธิบายในสิ่งที่สังคมยัง 'กังขา-ตั้งคำถาม' ตลอดจนการโดน 'โจมตี' ระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง อับดับหนึ่ง-มากที่สุด คือ “ทหารมีไว้ทำไม” และสอง “เลือกส้มได้หนู”
เรื่อง ทหารมีไว้ทำไม นโยบายปฏิรูปกองทัพยังอยู่ทั้งหมด การที่มีความตึงเครียดที่ชายแดนเกิดขึ้นและทำให้ทหารเสียชีวิต และทหารออกไปสู้รบเพื่อป้องกันอธิปไตย ไม่เท่ากับการลบล้างสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรของกองทัพที่ผ่านมา ไม่เกี่ยวกัน มีหรือไม่มีความขัดแย้งชายแดนรอบนี้ก็ไม่เกี่ยวกัน
“ผมคิดว่า ทหารหารมีไว้ทำไม จำเป็นต้องชี้แจงพี่น้องประชาชน ทหารมีไว้ทำไม มีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ มีไว้ปกป้องประชาชน แต่ไม่ได้มีไว้เพื่อทำรัฐประหาร ทหารที่เข้ามาก้าวก่ายการเมืองต้องไม่มี ทหารที่เข้าไปทำเสนาพาณิชย์ต้องไม่มี เพื่อทำให้กองทัพมีภารกิจที่แคบลงแต่มีความเป็นเลิศทางภารกิจนั้น คือ ภารกิจปกป้องประชาธิปไตย กองทัพที่มีสมาธิต่อการพัฒนาสมรรถนการรบ ไม่ใช่กองทัพที่นายพลไปนั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ไปบริหารสนามกอล์ฟ ไปบริหารสนามมวย ผลิตน้ำมัน”
@ พิธา เดินสายหาเสียงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
ก่อนจบบท (วง) สนทนา 'ธนาธร' แง้ม 'ไพ่ตาย' ที่จะเป็น 'ปัจจัยชี้ขาด' ในการเลือกตั้งช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนถึงวันที่ 8 ก.พ.69 ว่า 2 สัปดาห์สุดท้ายพิธากลับมาประเทศไทย ซึ่งขณะนี้พิธาไปทำแคมเปญ “Pita US Tour” ที้สหรัฐอเมริกา เป้าหมายคือ เพื่อชวนให้โหวตเตอร์ในต่างประเทศไปลงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร และทำให้คนอยู่นอกประเทศส่งสัญญาณกลับมาในประเทศให้เลือกพรรคประชาชน
“จากสหรัฐอเมริกา พิธา จะออนทัวร์ไปยังยุโรป เริ่มจากฝั่งยุโรปตะวันออก จากอังกฤษ ข้ามช่องแคบไปฝรั่งเศส ปิดท้ายด้วยกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงเยอรมนี แล้วบินกลับสู่ประเทศไทย”


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา