
"...ตัวเลขที่นำมาแสดงเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในเขตเลือกตั้งที่มีอยู่จริงในการเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ แต่ปรับตัวเลขให้เป็นตัวกลมเพื่อให้ง่ายต่อการดู รวมทั้งตำแหน่งหน้าที่ของตัวละครซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นตำแหน่งจริง โดยขอปกปิดพื้นที่ไว้ก่อน และยังไม่บอกว่าเป็นการกระทำของพรรคการเมืองสีขาวหรือสีเทา แต่หากจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะสามารถเปิดเผยในทางลับพร้อมพยานหลักฐาน แก่องค์กรอิสระหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งเช่นนี้ หากชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อปท. รวมทั้งคณะกรรมการ กกต.ออกมาปฏิเสธโดยยืนยันหนักแน่นว่าข้อเขียนนี้ไม่เป็นความจริง ก็จะทำให้ประชาชนทั้งประเทศสบายใจขึ้นอีกเยอะ..."
จากที่มีข่าวร้อนแรงออกมาในช่วงนี้ว่า การเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ จะซื้อเสียงกันหนักถึง 7,500 บาทต่อหัว ทำให้ฮือฮากันว่าจะมีการใช้เงินอย่างมหาศาลหรือนับร้อยล้านบาทในการได้มาซึ่ง สส.1 คน หรือถ้าต้องการให้ได้ซัก 40-50 คน เพื่อต่อรองเข้าร่วมรัฐบาลและได้เก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ อาจจะมีการใช้เงินกันนับหมื่นล้านบาท โดยตัวเลข 7,500 บาทต่อหัว มาจากผลการสำรวจความเห็นประชาชนของผู้สำรวจคณะหนึ่ง โดยมีคำถามหนึ่งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ซื้อเสียงกันเท่าไหร่ มีผู้ตอบหนึ่งคนจาก 4,800 คน ตอบว่า 7,500 บาทต่อหัว จึงถูกนำมาสรุปว่าจำนวนเงินที่ใช้ซื้อเสียงสูงสุดคือ 7,5000 บาทต่อหัว ซึ่งผู้ที่เข้าใจขบวนการซื้อเสียงเลือกตั้ง สส.จะรู้ว่า ตัวเลข 7,500 บาทต่อหัว ที่จะต้องแจกถึง 3-4 หมื่นหัวเป็นอย่างน้อย เป็นไปได้ยาก เนื่องจากไม่มีความคุ้มค่า แม้จะเป็นพื้นที่ กทม.หรือพื้นที่ใดก็ตาม
แต่ตัวเลข 7,500 บาทต่อหัว ในการเลือกตั้ง สส.ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2569 นี้ มีความเป็นไปได้ในบางกรณี และกรณีที่ว่านี้กลับจะเป็นอัตราต่อหัวที่น้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ เพราะขณะนี้มีการจ่ายกันต่อหัวในระดับ 5 หมื่นบาท โดยมีการนำเงินสดใส่ซองไปแจกกันเรียบร้อยไปแล้ว เพราะช้ากว่านี้จะไม่ทันเวลา ถึงขั้นทำให้ในบางจังหวัดซองจดหมายสีขาวในห้างแม็คโครถึงกลับขาดตลาด ต้องตระเวนหาซื้อกันตามร้านเครื่องเขียนทั่วไป
ทำไมตัวเลข 7,500 บาทต่อหัว ในการซื้อเสียงสำหรับการเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ ถึงบอกว่าต่ำไป เป็นเพราะขบวนการซื้อเสียงไม่ได้มีเฉพาะการจ่ายเงินให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่ากัน แต่ต้องจ่ายเป็นรายหัวให้กับผู้ที่อยู่ในขบวนการอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 3-4 ระดับ
ในระดับบนของขบวนการที่จะได้รับเงินจะมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ขบวนการซื้อเสียงขับเคลื่อนไปได้ หากไม่มีหัวขบวนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การซื้อเสียงยากที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของรัฐและเครือข่ายของบุคคลกลุ่มนี้อยู่ในพื้นที่ รู้จักและมีความใกล้ชิดกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุด ถ้าพรรคการเมืองไม่ใช้เครือข่ายนี้ขับเคลื่อนจะไม่อาจตั้งขบวนการซื้อเสียงขึ้นมาได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ระดับชุมชนซึ่งไม่ใช่เขตเศรษฐกิจในเมือง จะเป็นเรื่องยากที่ จู่ ๆ จะมีคนนอกหมู่บ้านเข้าไปในหมู่บ้านแล้วเคาะประตูเรียกเจ้าของบ้านแต่ละหลังให้ออกมารับเงินโดยที่ผู้นำชุมชนไม่รู้เรื่อง ดังนั้นราคา 7,500 บาทต่อหัว อาจเป็นแค่เงินงวดแรกเท่านั้นที่จ่ายให้กับหัวขบวนการเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อน เพราะคนที่ได้ยินมากับหู รู้เห็นมากับตา ให้ข้อมูลว่าตัวเลขที่ต้องจ่ายให้กับหัวขบวนในพื้นที่คือ 50,000 บาทต่อหัว ซึ่งเมื่อรวมหัวขบวนระดับบนและระดับรองลงมาแล้ว จะมีเป็นจำนวนนับร้อยคนในแต่ละเขตเลือกตั้ง ดังนั้น จำนวนเงินที่เป็นหลักพันหลักหมื่นต่อหัวจึงไม่ใช่เงินที่จ่ายให้กับชาวบ้านธรรมดาที่มีสิทธิเลือกตั้ง
เพื่อให้เห็นชัดจึงต้องยกขบวนการซื้อเสียงมาเป็นตัวอย่างซัก 1 เขตเลือกตั้ง เพื่อชี้ให้เห็นเป็นรูปธรรมหรือเป็นตัวเลขชัด ๆ ว่าขบวนการซื้อเสียงจ่ายเงินต่อหัวหรือจ่ายเงินรูปแบบต่าง ๆ กันอย่างไร ซึ่งจะเห็นถึงความสมเหตุสมผลและเป็นไปได้ โดยเป็นขบวนการซื้อเสียงในต่างจังหวัดที่เกิดขึ้นจริงสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ขอปกปิดข้อมูลที่แสดงว่าเป็นเขตเลือกตั้งใดเอาไว้ก่อน เขตเลือกตั้งนี้เป็นพื้นที่นอกเขตอำเภอเมือง ซึ่งส่วนหนึ่งปกครองด้วยระบบการปกครองส่วนท้องที่ เช่นเดียวกับพื้นที่ในต่างจังหวัดโดยทั่วไป
ขบวนการซื้อเสียงเริ่มต้นด้วยการจัดทำข้อมูลพื้นฐาน โดยข้อมูลที่สำคัญคือ บุคคลใดเป็นผู้มีอำนาจปกครองท้องที่และท้องถิ่น เพื่อที่จะใช้บุคคลเหล่านั้นเป็นแกนสำคัญในขบวนการซื้อเสียง ซึ่งได้แก่บุคคลที่เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในระบบการปกครองส่วนท้องที่ คือกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงในระบบการปกครองส่วนท้องถิ่น คือนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับสมาชิกสภาท้องถิ่น ซึ่งบุคคลเหล่านี้ล้วนถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
เมื่อเตรียมฐานข้อมูลโดยคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ขบวนการเรียบร้อยแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือ การตั้งแกนในระดับต่าง ๆ ของขบวนการซื้อเสียง โดยกำหนดชื่อเรียกและหน้าที่ของแกนแต่ละระดับ ดังนี้
1. หัวหน้าชุดและทีมงานปฏิบัติการ จะเป็นคนของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ทำหน้าที่ควบคุมดูแลขบวนการซื้อเสียงทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ งานที่สำคัญคือ การประสานงานกับแกนระดับต่าง ๆ ในชุมชน และการบริหารจัดการข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะใช้เงินซื้อ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนหรือมีข้อผิดพลาด และเสนอขออนุมัติจ่ายเงินต่อผู้มีอำนาจสูงสุดของขบวนการ
2. แกนขับเคลื่อนระดับบน ได้แก่ กำนัน หรือนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รับผิดชอบดูแลการซื้อเสียงในพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบ ซึ่งได้แก่พื้นที่เดียวกับที่บุคคลเหล่านี้ปฏิบัติราชการส่วนท้องที่หรือส่วนท้องถิ่น และทำหน้าที่ควบคุมดูแลแกนระดับถัดลงไป
3. แกนขับเคลื่อนระดับรอง ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น รับผิดชอบดูแลการซื้อเสียงในหมู่บ้านหรือพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบ หรือตามที่ได้รับมอบหมาย และทำหน้าที่ควบคุมดูแลแกนระดับถัดลงไป
ทั้งกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ โดยถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ก็ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเช่นกัน
4. แกนหมุน เป็นบุคคลในพื้นที่ซึ่งแกนขับเคลื่อนเสนอชื่อต่อผู้สมัครหรือพรรคการเมือง มีหน้าที่หมุนเงินที่ได้รับมาจากผู้สมัครหรือพรรคการเมืองไปแจกให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ตนรับผิดชอบ เป็นบุคคลที่กว้างขวางเป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่ โดยเป็นผู้ทำบัญชีรายชื่อเป้าหมายที่จะนำเงินไปแจก ส่งตามสายการทำงานจนถึงผู้มีอำนาจอนุมัติจ่ายเงิน ซึ่งก็คือพรรคการเมือง หรือบุคคลที่สนับสนุนพรรคการเมือง โดยแกนหมุนอาจมีเป็นจำนวนมาก เพราะจะกำหนดให้แกนหมุน 1 คน คุมผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ไม่เกินจำนวนที่กำหนด โดยจะไม่ให้จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในความดูแลของแกนหมุนแต่ละคนมีมากจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการแจกเงิน และการควบคุมให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิลงคะแนนให้เป็นไปตามข้อตกลง หลังจากได้รับเงินไปแล้ว
5. ลูกไก่ ได้แก่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยินยอมเข้าร่วมขบวนการ หรือตกลงจะรับเงินเพื่อเลือกผู้สมัครตามที่กำหนด โดยเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของแกนหมุน แต่ลูกไก่ในขั้นตอนนี้ยังเป็นเพียงลูกไก่ที่ยังอยู่ในเปลือกไข่ เพียงแต่คาดว่าจะฟักเป็นตัวออกมาเพื่อกาบัตรเลือกตั้งตามที่กำหนดในวันออกเสียงลงคะแนน
โดยปกติลูกไก่ในเปลือกไข่ จะไม่ฟักจากเปลือกออกมาเป็นตัวเพื่อกาบัตรลงคะแนนครบทั้งหมด เนื่องจากอาจเป็นไข่ที่ไม่มีเชื้อ คือเป็นรายชื่อปลอม หรือรายชื่อซ้ำ หรือเป็นลูกไก่ในเปลือกไข่ที่ถูกแม่ไก่อื่นขโมยเอาไปโดยให้วิตามินบำรุงไข่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ในขบวนการซื้อเสียงจะต้องยอมรับต่อความสูญเสียในความคลาดเคลื่อนของบัญชีรายชื่อลูกไก่ และยอมรับกรณีลูกไก่ตายอยู่ในเปลือกไข่ไม่ออกมาจิกบัตรลงคะแนน หรือกรณีลูกไก่ที่อยู่ในเปลือกไข่ถูกแม่ไก่อื่นขโมยเอาไป ทำให้จะต้องซื้อลูกไก่ในเปลือกไข่ไว้เกินกว่าจำนวนที่ต้องการอีกประมาณ 30 % โดยเป็นมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับพรรคการเมืองที่ต้องการความสำเร็จในการซื้อเสียง ทั้งนี้การจะซื้อเกินไปจากที่ต้องการมากน้อยเพียงใดยังขึ้นอยู่กับการปฏิบัติการในขบวนการซื้อเสียงว่ามีความละเอียดรอบคอบหรือมีประสิทธิภาพเพียงใด ประกอบกับอิทธิพลบารมีของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง จะสามารถสร้างความเกรงกลัวให้กับผู้ที่อยู่ในขบวนการได้มากหรือน้อย ซึ่งกรณีนี้ทำให้ความเป็นบ้านใหญ่มีความสำคัญต่อการซื้อเสียง โดยที่บ้านเล็กไม่อาจทำได้หากไม่มีพรรคการเมืองสนับสนุนอย่างเต็มที่
การจะจ่ายเงินให้กับบุคคลที่ปฏิบัติการในขบวนการซื้อเสียง และการกำหนดอัตราการซื้อลูกไก่ในเปลือกไข่เป็นเงินเท่าใด ขึ้นอยู่กับสภาพการแข่งขันในเขตเลือกตั้งนั้น ถ้าหากสภาพการแข่งขันอยู่ในระดับปานกลาง โดยหวังผลให้มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง อัตราจะเป็นดังนี้
- แกนขับเคลื่อนระดับบน อัตรา 50,000 บาท ต่อหัว
- แกนขับเคลื่อนระดับรอง อัตรา 30,000 บาท ต่อหัว
- แกนหมุน อัตรา 1,000 บาท ต่อหัว และอีก 50-100 บาท ผันแปรตามจำนวนลูกไก่ในความดูแล
- ลูกไก่ในเปลือกไข่ อัตรา 300-500 ต่อหัว และจะต้องจ่ายให้แกนหมุนอีก 50-100 บาท ต่อหัวลูกไก่ เมื่อส่งบัญชีรายชื่อลูกไก่
- โบนัสพิเศษอีกจำนวนหนึ่ง กรณีหน่วยเลือกตั้งที่รับผิดชอบ ผู้สมัครที่ซื้อเสียงได้รับคะแนน 70-80 % ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิของหน่วยเลือกตั้งนั้น
ซื้อเสียงแบบจัดเต็มต่อ สส. 1 คน อยู่ในระดับกว่า 50 ล้านบาท
จากรายการที่ต้องจ่าย ทำให้เงินที่ใช้ซื้อเสียงเมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายปกติ ต่อ สส.1 คน เป็นดังนี้
เขตเลือกตั้งตัวอย่าง มีประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 160,000 คน โดยคาดว่าจะมาใช้สิทธิ 75 % หรือ 120,000 คน ประเมินว่าจะต้องได้คะแนนขั้นต่ำ 40 % ของผู้มาใช้สิทธิ หรือ 48,000 คะแนน จึงจะชนะคู่แข่งและได้เป็น สส.ทำให้ต้องซื้อลูกไก่ในเปลือกไข่ให้เกินกว่าคะแนนที่ต้องการไปอีก 30 % เป็นจำนวน 62,400 ลูกไก่
เขตเลือกตั้งนี้ ประกอบด้วย 5 อำเภอ 30 ตำบล 300 หมู่บ้าน และมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกจำนวนหนึ่ง จำนวนเงินทั้งหมดที่จะต้องใช้ในขบวนการคือ
- รายการที่ 1 จ่ายแกนขับเคลื่อนระดับบน คือ กำนัน 30 ตำบล คนละ 50,000 บาท เป็นเงิน 30 X 50,000 บาท เท่ากับ 1,500,000 บาท
- รายการที่ 2 จ่ายแกนขับเคลื่อนระดับรอง คือ ผู้ใหญ่บ้าน คนละ 30,000 บาท (นอกเหนือจากหมู่บ้านของกำนัน) คงเหลือผู้ใหญ่บ้าน 270 หมู่บ้าน เป็นเงิน 270 X 30,000 บาท เท่ากับ 8,100,000 บาท
- รายการที่ 3 จ่ายแกนหมุน ยอดที่ 1 โดยคำนวณหาจำนวนแกนหมุน จากอัตราการคุมฝูง 1 ต่อ 20 (เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด) จะต้องมีแกนหมุน 3,120 คน จ่ายแกนหมุนแบบตายตัวก่อนเริ่มงาน คนละ 1,000 บาท เป็นเงิน 3,120 X 1,000 เท่ากับ 3,120,000 บาท
- รายการที่ 4 จ่ายแกนหมุน ยอดที่ 2 จ่ายแบบผันแปรตามจำนวนลูกไก่ที่แกนหมุนแต่ละคนส่งรายชื่อ จำนวน 50 บาท ต่อ 1 ลูกไก่ เป็นเงิน 62,400 X 50 เท่ากับ 3,120,000 บาท
- รายการที่ 5 จ่ายแกนขับเคลื่อนระดับบนและระดับรองนำไปแบ่งกัน จ่ายแบบผันแปรตามจำนวนลูกไก่ที่แกนหมุนแต่ละคนส่งรายชื่อ จำนวน 50 บาท ต่อ 1 ลูกไก่ เป็นเงิน 62,400 X 50 เท่ากับ 3,120,000 บาท
- รายการที่ 6 จ่ายให้กับลูกไก่ (ในเปลือกไข่) 62,400 ลูกไก่ อัตรา 500 บาท ต่อหัว เป็นเงิน 62,400 X 500 เท่ากับ 31,200,000 บาท
- รายการที่ 7 เงินตอบแทนพิเศษ จ่ายให้แกนทุกแกนของพื้นที่นั้นนำไปแบ่งกัน หากผลคะแนนเป็นไปตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด ตั้งไว้ 1,000,000 บาท
- รายการที่ 8 ค่าใช้จ่ายในการหาเสียง ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด 1,900,000 บาท
- รายการที่ 9 ค่าใช้จ่ายทีมงานปฏิบัติการของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง (ส่วนที่ไม่แสดงต่อ กกต.) 1,000,000 บาท
- รายการที่ 10 ค่าจ้างคน 10,000 คน ๆ ละ 300 บาท เพื่อมาฟังการปราศรัยใหญ่ (กรณีผู้บริหารพรรคลงพื้นที่) เป็นเงิน 10,000 X 300 เท่ากับ 3,000,000 บาท
รวมทั้งสิ้น 57,060,000 บาท
ค่ากลางในการซื้อเสียง เพื่อให้ได้ สส. 1 คน ปัจจุบันจึงอยู่ในระดับ 50 ล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าจะมีมากหรือน้อยกว่านี้ในบางพื้นที่ ขึ้นอยู่กับสภาพการแข่งหรือปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบอื่น รวมทั้งพรรคการเมืองหรือผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินจะจัดเต็มแค่ไหน
ตัวเลขที่นำมาแสดงเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในเขตเลือกตั้งที่มีอยู่จริงในการเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ แต่ปรับตัวเลขให้เป็นตัวกลมเพื่อให้ง่ายต่อการดู รวมทั้งตำแหน่งหน้าที่ของตัวละครซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นตำแหน่งจริง โดยขอปกปิดพื้นที่ไว้ก่อน และยังไม่บอกว่าเป็นการกระทำของพรรคการเมืองสีขาวหรือสีเทา แต่หากจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะสามารถเปิดเผยในทางลับพร้อมพยานหลักฐาน แก่องค์กรอิสระหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ได้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งเช่นนี้ หากชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อปท. รวมทั้งคณะกรรมการ กกต.ออกมาปฏิเสธโดยยืนยันหนักแน่นว่าข้อเขียนนี้ไม่เป็นความจริง ก็จะทำให้ประชาชนทั้งประเทศสบายใจขึ้นอีกเยอะ
ผู้ที่เกี่ยวข้องควรต้องช่วยกันออกมาอธิบายด้วย
บทความโดย :
นิรชน ชัยธรรม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา