
"...ตลอดเวลากว่าสามสิบปี พนักงานตัวเล็ก ๆ คนนี้ได้สะสมความรัก ความดี และความเอื้ออาทรไว้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร พนักงาน และพนักงานเอาต์ซอร์ส ทุกวันนี้ คุณทิพย์ประภา ภรรยา ยังคงดูแลเปียอย่างใกล้ชิด คอยจัดหาอุปกรณ์และยาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ขณะที่น้องรัชชานนท์ ลูกชาย เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทำงานฟรีแลนซ์ด้านออกแบบตัวอักษร ซึ่งผมเชื่อว่าเปียคงภาคภูมิใจเป็นที่สุด..."
สวัสดีครับ
Weekly Mail สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนถึงสารคดีสั้น All the Empty Rooms ที่พาผู้ชมเข้าไปยืนอยู่ท่ามกลางห้องนอนของเด็ก ๆ ซึ่งจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร จากเหตุกราดยิงในโรงเรียนของสหรัฐอเมริกา ห้องเหล่านั้นยังคงสภาพเดิมทุกประการ เตียง ผ้าห่ม ของเล่น หนังสือ ทุกอย่างถูกวางไว้เช่นวันสุดท้ายที่เด็กยังมีชีวิตอยู่ เพราะผู้ปกครองไม่อาจทำใจรื้อถอนหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ ราวกับเวลาถูกหยุดนิ่งไว้ ณ จุดนั้น
สารคดีเรื่องนั้น ทำให้ผมย้อนคิดถึง จักรพันธ์ บุ้งศรีทอง หรือ เปีย น้องแบงก์ชาติคนสนิทที่ประสบเคราะห์ร้ายอย่างไม่คาดฝัน เช้าวันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เปียล้มทั้งยืนขณะเดินเข้าอาคารสำนักงานใหญ่ ศีรษะกระแทกพื้นอย่างรุนแรง วันนั้นเขามาทำงานเช้ากว่าปกติเพราะเป็นวันตรวจสุขภาพประจำปีของพนักงาน
เปียถูกรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากเส้นเลือดสมองตีบต้องเข้ารับการผ่าตัดถึงสองครั้ง แต่ไม่สามารถทำให้เขากลับมาเป็นปกติได้ เปียกลายเป็น “เจ้าชายนิทรา” ลืมตาได้เมื่อมีคนทักหรือยามตื่น แต่ไม่อาจตอบสนองหรือเคลื่อนไหวร่างกายได้ด้วยตนเอง
หลังจากพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเกือบหกเดือน ครอบครัวตัดสินใจย้ายเปียไปอยู่เนอร์สซิ่งโฮมย่านบางกรวย เพื่อให้ได้รับการดูแลจากพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง และเขาอยู่ที่นั่นมาจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่าเจ็ดปีแล้ว
ในช่วงแรก ๆ ผมมีโอกาสไปเยี่ยมเปียบ้าง ครั้งสุดท้ายน่าจะราวปี พ.ศ. 2563 หลังจากนั้น แม้จะไม่ได้ไปเยี่ยมด้วยตนเอง แต่ผมยังคงติดตามอาการจากผู้ใกล้ชิดและร่วมสมทบค่ารักษาพยาบาลให้เปียเป็นประจำทุกปี
เนอร์สซิ่งโฮมแห่งนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเงียบสงบ เป็นบ้านพักสามหลังอยู่ภายในรั้วเดียวกัน ที่ถูกปรับใช้เป็นสถานดูแลผู้ป่วย ก้าวแรกที่เดินเข้าไปสิ่งแรกที่เห็นคือ รถเข็นผู้สูงอายุจอดเรียงอยู่ริมรั้ว แม้จะมีเก้าอี้สำหรับนั่งพักผ่อน และบริเวณรอบนอกยังประดับประดาด้วยของตกแต่งต้อนรับเทศกาลปีใหม่ แต่เมื่อมองเข้าไปภายในบ้าน กลับเห็นผู้สูงอายุนอนเรียงรายอยู่บนเตียง มีผู้ช่วยพยาบาลคอยดูแลทำความสะอาด และป้อนยาตามเวลา
เปียยังคงนอนอยู่ในห้องเดิม เป็นห้องผู้ป่วยรวม มีผู้ป่วยอยู่สี่คน แต่สิ่งที่แตกต่างจากครั้งก่อนที่ผมเคยมาเยือน คือผู้ป่วยทุกคนล้วนอยู่ในสภาพไม่สามารถตอบสนองได้ ภายในห้องจึงเงียบสงัดมีเพียงโทรทัศน์ที่ติดอยู่บนผนัง โดยหวังว่าผู้ที่นอนอยู่จะได้ยินเสียง แม้จะไม่มีใครลืมตาขึ้นมามองข้างเตียงมีสายยางสำหรับดูดเสมหะและอุปกรณ์ทำความสะอาดวางเตรียมไว้
เปียนอนหลับอย่างสงบอยู่บนเตียง แม้แขนขาไม่อาจขยับเขยื้อนได้ แต่ร่างกายยังเต็มไปด้วยเนื้อหนังแสดงถึงการต่อสู้ของชีวิตและการเป็นนักกีฬาเก่า ผมเข้าไปจับตัวเปียและเอ่ยทักทาย แม้จะไม่มีการตอบสนอง แต่ในใจผมเชื่อว่าเขาน่าจะรับรู้ได้ว่าผมมาเยี่ยม

หลายคนอาจคุ้นชื่อจริงของเปียจากเอกสารภายนอกที่ส่งเข้ามา เพราะมักจะเห็นชื่อ “จักรพันธ์” เป็นผู้รับเอกสารเหล่านั้น ส่วนเอกสารภายใน หากเปียทราบว่าเป็นของใคร อยู่ฝ่ายใด เขาจะเดินไปส่งให้ถึงโต๊ะทำงานด้วยตัวเอง ทำให้เขากลายเป็นใบหน้าคุ้นเคยของคนแทบทั้งองค์กร1/
สำหรับผม รู้จักเปียตั้งแต่เริ่มต้นเข้าทำงานในปี พ.ศ. 2532 เพราะทุกเย็นจะลงไปเล่นฟุตบอลที่ลานจอดรถ สมัยก่อนอยู่บริเวณริมเขื่อน จนได้รู้จักเพื่อน ๆ ทุกระดับ เป็นช่วงเวลาที่มีความสุข ได้เรียนรู้ ปรับตัวกลมกลืนเป็นพนักงานแบงก์ชาติ มีโอกาสได้กิน เล่น และทำกิจกรรมร่วมกันกับเปีย จนใกล้ชิดและประทับใจในตัวเปียมากยิ่งขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ Bangkok Shutdown ที่มีการปิดถนน ทำให้ธนาคารต้องย้ายสถานที่ทำงานไปข้างนอก เปียขันอาสาปั่นจักรยานจากบ้านที่บางกรวยมาทำงานคัดแยกเอกสารและนำมาส่งให้กับพวกเรา รวมถึงการร่วมขี่จักรยาน Bike For Dad ที่ช่วยประคับประคองพวกเราตลอดเส้นทาง

เปียเคยเล่าให้ผมฟังด้วยความภาคภูมิใจว่า ครอบครัวไม่ได้มีฐานะร่ำรวยนัก คุณแม่เปิดร้านขายอาหาร เปียเป็นบุตรคนที่สามจากพี่น้องสี่คน แต่ด้วยความมุมานะ เขาสามารถเรียนจนจบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และสอบเข้าทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2530 ในตำแหน่งพนักงานสารบรรณ ฝ่ายการต่างประเทศ ก่อนจะย้ายไปทำงานที่สายฐานข้อมูล สุดท้ายมาเป็นเจ้าหน้าที่งานบริหารอาวุโส ฝ่ายธุรการและบริหารอาคาร ก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
นอกจากงาน เปียยังเป็นคนรักกิจกรรม หากชมรมใดจัดกิจกรรมเขาจะเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอ กิจกรรมโปรดคือ ฟุตบอล จักรยาน และเปตอง อีกด้านหนึ่งที่หลายคนหลงรักคือ ฝีมือการทำอาหาร ใครเคยได้ชิมจะรู้ดีว่าเปียทำอาหารอร่อย ทั้งอาหารไทย อาหารฝรั่ง และของว่าง ตั้งแต่แกงเขียวหวาน น้ำพริก ผัดไทย ข้าวผัดอเมริกัน ออมเล็ต ม้าฮ่อ ไปจนถึงมะม่วงน้ำปลาหวาน
เปียมักตื่นแต่เช้ามืด ทำอาหารหม้อใหญ่มาฝากเพื่อนร่วมงานไว้รับประทานยามไปสัมมนาต่างจังหวัด ด้วยความรักในการทำอาหารเขาตัดสินใจไปเรียนวิชาการครัวที่โรงเรียนการอาหารนานาชาติสวนดุสิต ใช้เวลาเรียนทุกเสาร์–อาทิตย์ยาวนานกว่าหนึ่งปีจนได้รับประกาศนียบัตรพ่อครัวมืออาชีพ พร้อมความฝันว่าจะได้ไปเป็นเชฟในต่างแดน
ตลอดเวลากว่าสามสิบปี พนักงานตัวเล็ก ๆ คนนี้ได้สะสมความรัก ความดี และความเอื้ออาทรไว้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร พนักงาน และพนักงานเอาต์ซอร์ส
ทุกวันนี้ คุณทิพย์ประภา ภรรยา ยังคงดูแลเปียอย่างใกล้ชิด คอยจัดหาอุปกรณ์และยาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ขณะที่น้องรัชชานนท์ ลูกชาย เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทำงานฟรีแลนซ์ด้านออกแบบตัวอักษร ซึ่งผมเชื่อว่าเปียคงภาคภูมิใจเป็นที่สุด
ผมไม่อาจรู้ได้ว่าปาฏิหาริย์มีจริงหรือไม่ แต่ก่อนกลับผมได้กระซิบข้างหูของเปียว่า “เปียไม่ต้องห่วงอะไรนะ สู้ ๆ พวกเรารักเปียครับ”
บทความโดย :
รณดล นุ่มนนท์
26 มกราคม 2569
แหล่งที่มา:
รณดล นุ่มนนท์, รวมพล คนรักเปีย Weekly Mail ฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2561, หน้า 98
คลิก link รวมพล คนรักเปีย 16 ตค 2561.pdf - Google Drive
คลิก link ฉบับรวมเล่ม weekly mail ปี 2561 - Nuy khwanjai | พลิก PDF ออนไลน์ | AnyFlip

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา