
"...เมื่อดูเนื้อหาของนโยบายนี้แล้ว อาจพิจารณาได้เป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรก พรรคการเมืองมีเจตนาเช่นใดในการกำหนดนโยบายนี้ เป็นการกำหนดขึ้นมาเพื่อให้ปฏิบัติได้จริงหรือเพียงเพื่อใช้หาเสียงเท่านั้น ส่วนที่สอง ผู้สมัครหรือตัวแทนพรรคการเมืองนี้ ได้นำเอานโยบายนี้ไปใช้หาเสียงโดยมีเจตนาให้ชาวบ้านที่ยากจนและการศึกษาไม่สูง เข้าใจผิดว่าจะได้รับเงินมาแบบง่าย ๆ เดือนละ 3,000 บาท หรือไม่ ด้วยการแสดงเนื้อหาของนโยบายแต่เพียงบางส่วน โดยปกปิดข้อความจริงสำคัญอีกบางส่วนที่ควรแจ้งให้ครบถ้วน ทำให้ชาวบ้านที่ยากจนซึ่งอยู่ในพื้นที่ชนบท มีความชื่นชอบในตัวผู้สมัครและพรรคการเมืองนี้ เป็นการเพิ่มคะแนนนิยมให้กับผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและพรรคการเมืองนี้ได้จำนวนไม่น้อย..."
โค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569 ผู้สมัครและพรรคการเมือง ต่างงัดเอากลยุทธ์ที่เห็นว่าเด็ดที่สุดออกมาใช้ หรือปล่อยหมัดน็อกสุดท้ายเพื่อล็อกหัวใจประชาชนให้อยู่กับตัวเอง ไม่ปันใจไปให้คู่แข่งขัน ซึ่งมีทั้งวิธีการบนดินและใต้ดิน
วิธีการของผู้สมัครและพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง จะเรียกว่าบนดินก็ไม่ใช่หรือใต้ดินก็ไม่เชิง เพราะมีลักษณะเป็นสีเทา ๆ เนื่องจากมีการหาเสียงโดยใช้นโยบายแก้ไขปัญหาความยากจน ที่โอกาสเกิดขึ้นจริงมีน้อยมาก แต่กำหนดขึ้นมาโดยอาจมีเจตนาให้ผู้สมัครนำเอาเนื้อหาเพียงบางส่วนของนโยบาย ไปใช้โฆษณาหาเสียงกับชาวบ้าน ซึ่งเป้าหมายคือชาวบ้านในพื้นที่ชนบทที่มีฐานะยากจนและการศึกษาไม่สูง เพื่อให้นิยมชมชอบและตื่นเต้นว่าผู้สมัครและพรรคการเมืองนั้น จะทำให้มีการแจกเงินให้กับชาวบ้านที่มีรายได้ต่ำ ให้ได้รับเงินมาแบบง่าย ๆ
นโยบายที่ว่านี้ ระบุไว้ชัดเจนบนเว็บไซต์ของพรรคการเมืองนี้ และรายงานไปยัง กกต.ตามกฎหมาย โดยอยู่ในส่วนของนโยบายแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนชื่อว่า “นโยบายคนไทยไร้จน” โดยระบุว่า คนไทยกว่า 3.4 ล้านคน มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือไม่ถึง 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน หลายคนไม่มีรายได้เลย รวมถึงผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้ ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถประกอบอาชีพ พรรคการเมืองนี้จึงมีนโยบายให้รัฐเติมเงินให้ถึง “เส้นความยากจน” หากมีรายได้ทั้งปีต่ำกว่า 36,000 บาทต่อปี รัฐจะเติมส่วนที่ขาดให้รายได้รวมถึง 36,000 บาททันที ขาดเท่าไหร่ เติมให้เท่านั้น โดยแสดงตัวอย่างที่เป็นตัวเลขให้เห็นชัดเจน ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณ ปีละ 60,000 ล้านบาท หรือ 240,000 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 4 ปี และบนเว็บไซต์ของพรรคการเมืองนี้ระบุต่อไปว่า ผู้ขอรับสิทธิต้องเข้าสู่ระบบภาษี และยื่นแบบฟอร์มรายได้ เพื่อให้รัฐประเมินรายได้ “ตามจริง” ว่าควรได้รับการเติมเงินเท่าไหร่
เมื่อดูเนื้อหาของนโยบายนี้แล้ว อาจพิจารณาได้เป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรก พรรคการเมืองมีเจตนาเช่นใดในการกำหนดนโยบายนี้ เป็นการกำหนดขึ้นมาเพื่อให้ปฏิบัติได้จริงหรือเพียงเพื่อใช้หาเสียงเท่านั้น ส่วนที่สอง ผู้สมัครหรือตัวแทนพรรคการเมืองนี้ ได้นำเอานโยบายนี้ไปใช้หาเสียงโดยมีเจตนาให้ชาวบ้านที่ยากจนและการศึกษาไม่สูง เข้าใจผิดว่าจะได้รับเงินมาแบบง่าย ๆ เดือนละ 3,000 บาท หรือไม่ ด้วยการแสดงเนื้อหาของนโยบายแต่เพียงบางส่วน โดยปกปิดข้อความจริงสำคัญอีกบางส่วนที่ควรแจ้งให้ครบถ้วน ทำให้ชาวบ้านที่ยากจนซึ่งอยู่ในพื้นที่ชนบท มีความชื่นชอบในตัวผู้สมัครและพรรคการเมืองนี้ เป็นการเพิ่มคะแนนนิยมให้กับผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและพรรคการเมืองนี้ได้จำนวนไม่น้อย
การหาเสียงในแต่ละพื้นที่ซึ่งกำลังเข้มข้นอยู่ในเวลานี้พบว่า ป้ายหาเสียงของผู้สมัครของพรรคการเมืองนี้ในหลายพื้นที่ที่เป็นเขตชนบท ชูนโยบายนี้เป็นหมัดเด็ดที่จะเอาชนะคู่แข่งขัน แต่กลับแสดงข้อความจริงของนโยบายนี้ไม่ครบถ้วนตามที่ระบุอยู่บนเว็บไซด์ของพรรค จึงเกิดข้อสงสัยว่านโยบายนี้และวิธีการนำเสนอนโยบายนี้ในการหาเสียงกับประชาชน เป็นเรื่องที่ขาวบริสุทธิ์ หรือมีลักษณะเป็นขาวแกมเทา
เมื่อนโยบายนี้ระบุในตอนท้ายว่า เพื่อให้การเติมรายได้แม่นยำและยุติธรรม ผู้ขอรับสิทธิต้องเข้าสู่ระบบภาษี และยื่นแบบฟอร์มรายได้ เพื่อให้รัฐประเมินรายได้ “ตามจริง” ว่าควรได้รับการเติมเงินเท่าไหร่ ขณะที่นโยบายนี้จะนำไปใช้กับคนที่ยากจนมากที่อยู่ใต้เส้นความยากจน ซึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 36,000 บาทต่อปี ดังนั้น ส่วนใหญ่จึงเป็นเกษตรกรหรือผู้ที่รับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ มีรายได้ไม่ถึง 100 บาทต่อวัน ซึ่งไม่ได้อยู่ในระบบภาษีอยู่แล้ว หากต้องการได้รับแจกเงินจากนโยบายนี้ จะต้องทำให้ตัวเองเข้ามาอยู่ในระบบภาษี และจะต้องยื่นแบบฟอร์มรายได้อีก ซึ่งก็อาจจะมีคนจนจำนวนหนึ่งยอมปฏิบัติตามเพื่อให้ได้รับแจกเงิน แต่ก็จะมีอีกจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจและไม่ได้เข้าสู่ระบบภาษี
แม้จะเข้าสู่ระบบภาษี และมีการยื่นแบบฟอร์มรายได้ แต่จะใช้หลักฐานใดพิสูจน์ว่าเป็นรายได้ที่ถูกต้องแท้จริง ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ผู้ที่ยื่นแบบฟอร์มรายได้ส่วนใหญ่จะอ้างว่าไม่มีรายได้เลย เพื่อให้ได้รับแจกเงินเต็มจำนวน ดังนั้น ความแม่ยำและความยุติธรรมที่ระบุไว้ในนโยบายนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมทางอ้อมให้ประชาชนแสดงข้อความเท็จต่อเจ้าหน้าที่ ดังนั้นในทางปฏิบัตินโยบายนี้จึงยากที่จะเกิดได้จริงตามหลักเกณฑ์ของนโยบาย ทำให้อาจมองได้ว่าพรรคการเมืองนี้กำหนดนโยบายประชานิยมลักษณะนี้ขึ้นมา เพื่อให้ผู้สมัคร สส.หรือตัวแทนพรรคการเมือง นำไปใช้หาเสียงกับคนจนเท่านั้น ตามที่พรรคการเมืองนี้ถนัด
ป้ายหาเสียงของนโยบายนี้ที่พบเห็นในหลายพื้นที่ (ตามภาพประกอบ) ระบุเพียงว่า “คนไทยไร้จน เติมเงินให้ถึงรายได้ขั้นต่ำ 3,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่อายุ 18 ปี ขึ้นไป” โดยแสดงหมายเลขพรรค และหมายเลขผู้สมัคร จากข้อความที่ระบุเพียงเท่านี้ ชาวบ้านในชนบทที่มีฐานะยากจนและการศึกษาไม่สูง ย่อมเข้าใจว่าจะได้รับเงิน 3,000 บาทต่อเดือน มาแบบง่าย ๆ เนื่องจากป้ายหาเสียงไม่ได้ระบุเงื่อนไขว่า จะต้องเข้าสู่ระบบภาษี และยื่นแบบฟอร์มรายได้ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของนโยบายนี้ แต่กลับระบุว่า ตั้งแต่อายุ 18 ปี ขึ้นไป ที่เป็นอายุขั้นต่ำของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งที่รายละเอียดที่ระบุอยู่บนเว็บไซต์ของพรรคไม่มีเงื่อนไขในเรื่องอายุ
ความหมายคำว่า “หลอกลวง” ตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.คือ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มาตรา 73 เมื่อพิจารณาประกอบกับความหมายในทางอาญา การ “หลอกลวง” ในการหาเสียงเลือกตั้ง สส. จะมีความหมายว่า ผู้สมัคร สส.หรือพรรคการเมือง มีเจตนาให้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชน ด้วยวิธีการจูงใจประชาชนโดยการแสดงข้อความเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง


ป้ายหาเสียงที่อ่านแล้วมีความหมายว่า จะเติมเงินให้กับชาวบ้าน ให้ถึงรายได้ขั้นต่ำ 3,000 บาท ต่อเดือน โดยไม่มีเงื่อนไขระบุไว้ และมีข้อความเพิ่มเติมจากนโยบายของพรรคที่เผยแพร่บนเว็บไซด์ว่า จะให้เฉพาะผู้ที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป เป็นการปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง หรือแสดงข้อความเท็จ หรือไม่
เป็นเรื่องที่ กกต.จะต้องพิจารณา และควรให้ความจริงจังกับนโยบายประชานิยมในลักษณะนี้ รวมทั้งป้ายหาเสียงที่แสดงข้อความไม่ครบถ้วน สร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นคนระดับล่าง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา