
"...ร่องรอยแห่งเนื้อร้ายที่เคยเกิดขึ้น จึงอาจกลับมากำเริบได้เมื่อผู้นั้นจะเข้าไปใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มที่แผลยังสดอยู่ ทำให้เห็นได้ว่า ความเป็นเพื่อนกันระหว่างนายอนุทินกับร้อยเอกธรรมนัสอาจใกล้ถึงวันหมดอายุ โดยมีโอกาสที่พรรคเขียวจะบรรเทาความคับแค้นในหัวอกที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ด้วยวิธีการให้ผู้แทนราษฎรของพรรคจำนวน 58 คน ที่มีจำนวนเกินกว่า 1 ใน 10 ของทั้งหมด ใช้สิทธิของผู้แทนปวงชนเข้าชื่อกันส่งร่องรอยแห่งเนื้อร้ายที่ยังสดใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ..."
การเลือกประธานสภาที่พรรคกล้าธรรมงดออกเสียง อาจไม่ได้หมายความว่าพรรคเขียวทอดสะพานรอพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคน้ำเงินเรียกเข้าร่วมรัฐบาลในวันข้างหน้า เพราะการเลือกประธานสภาของพรรคเขียวคงจะไม่เลือกผู้ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคประชาชนหรือพรรคส้ม แม้ว่าอาจจะเป็นฝ่ายค้านด้วยกัน เนื่องจากไม่ได้เข้ามาเป็นฝ่ายเดียวกันด้วยความสมัครใจ ประกอบกับยังไม่เคยพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ การงดออกเสียงของพรรคเขียวจึงเป็นทางเลือกตามปกติ อาจไม่ใช่เป็นการรอเข้าร่วมรัฐบาล
แต่อย่างไรก็ตามพรรคที่อาจจะเป็นฝ่ายค้านทั้งพรรคส้มและพรรคเขียว ก็มีเหตุบาดหมางกับพรรคน้ำเงินอยู่พอสมควร โดยในส่วนของพรรคส้มเป็นเรื่องที่ต้องเจ็บกระดองใจอีกครั้งหนึ่ง เพราะแผนการที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากพรรคน้ำเงินชิงยุบสภา ก่อนที่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญจะเดินทางไปถึงขั้นตอนการตั้งคำถามที่ 2 เพื่อนำไปสู่การออกเสียงประชามติ ทำให้พรรคส้มขาดทุนย่อยยับ ไม่คุ้มค่ากับการยกมือให้กับพรรคน้ำเงินได้เข้าไปมีอำนาจรัฐในช่วงก่อนการเลือกตั้งและระหว่างการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความได้เปรียบอย่างมากให้กับพรรคน้ำเงิน และนำไปสู่การได้ สส.แซงพรรคส้มขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยจำนวน สส.เกือบ 200 เสียง เกินกว่าการคาดหมายของโพลทุกสำนัก และเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลทำให้พรรคน้ำเงินมีอำนาจต่อรองสูงมาก ขณะที่พรรคส้มต้องกลับไปเป็นฝ่ายค้านเหมือนเดิม และด้วยเสียง สส.ที่ลดลงจากเดิมมากพอสมควร เรียกได้ว่าพรรคส้มเสียค่าโง่ไปเยอะมาก อันเป็นความเจ็บแค้นแสนสาหัสที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจผิดพลาดครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของพรรคเสรีนิยมพรรคนี้
ส่วนพรรคเขียวของผู้กองธรรมนัส แม้จะได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้ได้ สส.เป็นกอบเป็นกำมากถึง 58 เสียง เกินกว่าที่นักวิเคราะห์การเมืองและโพลหลายสำนักคาดการณ์เอาไว้ ทำให้เปลี่ยนสถานะจากพรรคขนาดเล็กเป็นพรรคขนาดกลางขึ้นมาในทันที โดยหมายมั่นปั้นมือว่าหลังการเลือกตั้งจะได้ร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยเหมือนกับตอนที่เคยร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้รับเทียบเชิญจากพรรคน้ำเงินให้เข้าร่วมรัฐบาลซักที จนการเลือกตั้งผ่านไปแล้วนานถึง 1 เดือนเศษ จึงได้รู้ชัดว่าพันธมิตรดั้งเดิมที่เคยกอดคอกันจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ได้ตีตัวออกห่างและไม่ต้องการให้พรรคเขียวเข้ามาร่วมรัฐบาลอีกแล้ว นัยว่าพรรคน้ำเงินไม่ต้องการให้พรรคเขียวได้เข้ามาเป็นฝ่ายบริหารซึ่งจะเปิดโอกาสให้สร้างบารมีแข่งกับพรรคน้ำเงิน จึงต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม เป็นการสร้างรอยแค้นให้กับผู้กองแห่งบ้านริมกว๊าน อีกพรรคหนึ่ง
เมื่อ “พรรคเขียว” ถูกต้ม และ “พรรคส้ม” ถูกหลอก โดย “พรรคน้ำเงิน” ที่กำกับการแสดงโดยครูใหญ่จอมขมังเวทย์แห่งที่ราบสูง จึงฝากรอยแค้นขนาดใหญ่ให้กับพรรคทั้งสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พรรคผู้กอง” ซึ่งถูกมองว่าแม้ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ก็ยังคงจะทอดไมตรีกับพรรคน้ำเงินเอาไว้ก่อนเพื่อรอจังหวะเวลาเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต แต่ความจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะการจะเป็นฝ่ายค้านแม้เพียงชั่วคราว เพื่อรอวันที่พรรคน้ำเงินจะกวักมือเรียกให้เข้ามาร่วมรัฐบาล หรือการทำตัวเป็นพรรคอะไหล่อยู่กับฝ่ายค้านไปพลางก่อน จนกว่าพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทยแสดงอาการมีปัญหากับพรรคน้ำเงินเมื่อไหร่ พรรคสีเขียวก็จะทำหน้าที่เป็นอะไหล่ชิ้นใหม่เข้าไปเสียบแทนชิ้นเดิมที่ชำรุด ซึ่งกรณีเช่นนี้อาจไม่อยู่ในความคิดของเจ้าพ่อผู้ทรนงแห่งเมืองกว๊านใหญ่
จากวีรกรรมที่ผ่านมาของร้อยเอกผู้เด็ดขาดมากบารมี จะเห็นว่าพรรคกล้าธรรมไม่น่าจะลดศักดิ์ศรีลงไปถึงเพียงนั้น มีแต่จะลุยแหลกให้แตกหักกันไปข้างหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในเวลาอีกไม่นานนี้ โดยต้องจับตาดูกันตั้งแต่การประชุมสภานัดแรก ๆ เพราะได้ยินมาว่าได้ตระเตรียมขุนพลทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่เอาไว้อย่างพร้อมสรรพ เพื่อจะลุยทุกรูปแบบที่นำไปสู่การล้มรัฐบาลชุดนี้และมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่มีส่วนผสมเปลี่ยนแปลงไป โดยทุกสูตรจะต้องมีพรรคกล้าธรรมอยู่ใน ครม.ด้วยเสมอ ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมคือหลังจากผู้นำจิตวิญญาณของพรรคสีแดงมีอิสรภาพแล้ว โดยอาจเป็นเรื่องที่หลายคนมองว่าเป็นไปได้ยาก แต่อาจจะไม่ยากสำหรับ “พี่นัส” ผู้อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร
หากตัดชิ้นเนื้อส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อสีเทาของพรรคการเมืองต่าง ๆ ส่งเข้าห้องแล็บเพื่อส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ความละเอียดสูงมองลึกลงไปถึงระดับโครโมโซม จะพบว่าแต่ละพรรคมีเซลล์เนื้อร้ายที่เป็นปํญหาต่อสังคมไทยไปคนละแบบ บางพรรคเป็นเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นในอดีตนานมาแล้ว แต่ยังคงทิ้งร่องรอยให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน โดยผู้คนยังสงสัยว่าจะยังคงมีเนื้อร้ายชิ้นอื่นซ่อนอยู่อีกหรือไม่ ในขณะที่อีกบางพรรคเนื้อร้ายกำลังแสดงอาการอยู่ในปัจจุบัน แต่พยายามรักษาโดยใช้แพทย์ฝีมือดีที่มีความกล้าหาญทำการผ่าตัดให้หายขาด แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะตายคาเตียงผ่าตัดทั้งหมอทั้งคนไข้
เนื้อร้ายที่แสดงอาการต่อเนื่องตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี ที่ผ่านมา และยังคงแสดงอาการอยู่ในปัจจุบันคือ ขบวนการเลือกผู้แทนปวงชนชาวไทยในระดับสภาสูงซึ่งเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยอย่างมากของสังคม ถึงขั้นที่มีบางคนพูดว่า เป็นเรื่องอัปยศครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะเป็นมะเร็งร้ายที่ทำลายองค์ประกอบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยไปอีกเป็นเวลานาน เนื่องจากส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออำนาจอธิปไตยครบทั้ง 3 อำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ เนื่องจากผู้แทนปวงชนจะมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมกับทั้ง 3 อำนาจนี้ รวมทั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทุกองค์กร
นอกจากนี้ ยังมีเนื้อร้ายอีกก้อนที่ปรากฏอาการคือ การเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่สังคมยอมรับไม่ได้
เนื้อร้ายสีเทาของพรรคการเมืองต่าง ๆ ย่อมกระทบต่อชีวิตร่างกายของประเทศชาติ โดยเฉพาะหากบุคลากรของพรรคการเมืองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อร้าย จะเข้าไปทำหน้าที่ในองค์กรฝ่ายบริหารเพื่อใช้อำนาจรัฐบริหารราชการแผ่นดิน ก็จะต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษ
จึงเป็นที่มาของการเมืองไทยในขณะนี้ว่า อาจเกิดเหตุการณ์ “เทาเดิม” ปะทะ “เทาใหม่” เพราะไม่มีการผ่าตัดเนื้อร้ายใดที่จะไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติแล้ว แม้การวินิจฉัยในระดับคณะกรรมการขององค์กรอิสระจะเห็นว่าผู้นั้นไม่ได้กระทำการที่เป็นความผิดต่อกฎหมาย ไม่ว่ากฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น แต่ข้อเท็จจริงเดียวกันนั้น เมื่อมีผู้นำเข้าสู่การพิจารณาในระดับองค์กรตุลาการ เพื่อวินิจฉัยในบริบทของคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐในการบริหารราชการแผ่นดิน ในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริต หรือมาตรฐานทางจริยธรรม อาจถูกวินิจฉัยในทางที่เป็นโทษต่อผู้นั้นได้
มีตัวอย่างให้เห็นในหลายกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งทางการเมือง แต่เมื่อนำข้อเท็จจริงเดียวกันเข้าสู่การพิจารณาในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กลับเห็นว่าไม่เป็นความผิดทางอาญา ดังนั้น ในทางกลับกันเรื่องการฮั้ว สว.แม้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.จะวินิจฉัยเป็นไปตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่มีมติเสียงข้างมากให้ผู้เกี่ยวข้องทั้ง 200 กว่าคนพ้นผิด โดยยุติเรื่องไม่ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แต่ข้อเท็จจริงจำนวนมากที่มีอยู่ในคณะกรรมการสืบสวนและไต่ส่วน คณะที่ 26 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการกระทำของผู้ที่เกี่ยวข้องแต่ละคนว่าเป็นความผิด ยังคงมีอยู่ในสำนวนการสอบสวน อันจะเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญจะนำไปใช้วินิจฉัยประเด็นความซื่อสัตย์สุจริตและการปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับรัฐมนตรี ซึ่งแนวความคิดในระบบศาลยุติธรรมจะเป็นไปเพื่อความถูกต้องดีงามของการอยู่ร่วมกันในสังคม ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นไปเพื่อความถูกต้องดีงามในทางการเมืองซึ่งครอบสังคมอยู่อีกชั้นหนึ่ง แนวทางในการชี้ขาดคดีจึงมีความแตกต่างกัน
ร่องรอยแห่งเนื้อร้ายที่เคยเกิดขึ้น จึงอาจกลับมากำเริบได้เมื่อผู้นั้นจะเข้าไปใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มที่แผลยังสดอยู่
ทำให้เห็นได้ว่า ความเป็นเพื่อนกันระหว่างนายอนุทินกับร้อยเอกธรรมนัสอาจใกล้ถึงวันหมดอายุ โดยมีโอกาสที่พรรคเขียวจะบรรเทาความคับแค้นในหัวอกที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ด้วยวิธีการให้ผู้แทนราษฎรของพรรคจำนวน 58 คน ที่มีจำนวนเกินกว่า 1 ใน 10 ของทั้งหมด ใช้สิทธิของผู้แทนปวงชนเข้าชื่อกันส่งร่องรอยแห่งเนื้อร้ายที่ยังสดใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
ซีรี่แนวบู๊ล้างผลาญเรื่อง สำนักเขียวมรกตแห่งล้านนา ถล่มอาณาจักรน้ำเงินไพลินแห่งแคว้นอีสานใต้ กำลังตระเตรียมเพื่อจะลงโรงให้ชมกันเร็ว ๆ นี้ ติดตามกันได้ ณ สัปปายะสภาสถาน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
บทความโดย :
นิรชน ชัยธรรม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา