
ราชกิจจาฯ แพร่ คำวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ - เปิด 4 ความเห็นพยานผู้เชี่ยวชาญ ชี้ ความผันผวนทางพลังงานไม่กระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับวิกฤต ไม่มีแผนงาน/โครงการเป็นรูปธรรม ไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง หนี้สาธารณะเพิ่ม-พื้นที่ทางการคลังลด เบียดบังรายจ่ายอื่นที่มีผลต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจมากกว่า
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 8/2569 เรื่อง พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้อง กับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) รวม 133 คน
อ่านข่าวประกอบ : 7:2! ศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล.หลัง-แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 'ไม่ขัดรธน.'
รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า คำวินิจฉัยดังกล่าว ระบุความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ศาสตราจารย์อรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป รองศาสตราจารย์สุปรียา แก้วละเอียด รองศาสตราจารย์เอื้ออารีย์ อึ้งจะนิล และนายสมชัย จิตสุชน ที่ได้จัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลกำหนด และจัดส่งข้อมูลพร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ดังนี้
@ ไม่ผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงทางศก.ในระดับวิกฤต
1. ศาสตราจารย์อรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป จัดทำความเห็นสรุปได้ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานกับประเทศไทยโดยตรง เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบรวมประมาณ 32.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทำให้การใช้พลังงานในเชิงพาณิชย์ของไทยต้องพึ่งพาพลังงานที่นำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก โดยคิดเป็นกว่าร้อยละ 72 ของพลังงานที่ต้องใช้ในเชิงพาณิชย์ทั้งหมด
ทั้งนี้ ประเทศไทยพึ่งพิงน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางถึงร้อยละ 53 ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานโลกจึงเป็นสถานการณ์ที่กระทบกับประเทศไทยโดยตรง ส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต อัตราเงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน
ความผันผวนดังกล่าวอยู่ในหมวดของความมั่นคงทางด้านพลังงานซึ่งเป็นเพียงหมวดย่อยหนึ่งของความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ แม้จะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศไทยชะลอตัว แต่ยังสามารถเติบโตได้ในระดับต่ำ ยังไม่ส่งผลถึงขั้นทำให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศให้อยู่ในระดับวิกฤต
โดยเฉพาะการตราพระราชกำหนดให้อำนาจฝ่ายบริหารใช้จ่ายเงินแผ่นดินเป็นข้อยกเว้นอำนาจนิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ในการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐโดยเคร่งครัดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 62 แต่วัตถุประสงค์ในการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) และแผนงานหรือโครงการ 2. ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนด กลับไม่มีทั้งแผนงานหรือโครงการที่เป็นรูปธรรมชัดเจนและความพร้อมของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เป็นการไม่รักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 62 และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 53 และมาตรา 57
@ กระทบวินัยการเงินการคลัง
2. รองศาสตราจารย์สุปรียา แก้วละเอียด จัดทำความเห็นสรุปได้ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางเข้าข่ายก่อให้เกิดความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นตามราคาพลังงานที่ประเทศไทยต้องพึ่งพิงการนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อมาที่ราคาสินค้าและบริการที่ใช้พลังงานเป็นวัตถุดิบสำคัญ ได้แก่ ค่าขนส่ง ราคาอาหาร ภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในสัดส่วนสูงเช่น เม็ดพลาสติก หรือยางสังเคราะห์ รวมถึงส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวจากการปิดน่านฟ้าและยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินจากภูมิภาคตะวันออกกลาง
แม้ความมั่นคงด้านพลังงานจะเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ แต่การพิจารณาว่าสถานการณ์อยู่ในภาวะวิกฤตอันส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศแค่ไหน เพียงใด ต้องปรากฏข้อมูลหรือหลักฐานในทางเศรษฐศาสตร์ที่ชี้ว่าผลกระทบมีความรุนแรง กว้างขวาง และมาตรการทางเศรษฐศาสตร์หรือมาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนถึงระดับที่ไม่อาจรอกระบวนการตรากฎหมายตามปกติได้ อีกทั้งต้องพิจารณาว่ามาตรการที่กำหนดในพระราชกำหนดนั้นสามารถแก้ไขปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้หรือไม่อีกด้วย
แม้วัตถุประสงค์ในการกู้เงินตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) และแผนงานหรือโครงการ 2. ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนด เป็นนโยบายที่สำคัญ จำเป็น และเป็นประโยชน์ต่อประเทศ แต่เมื่อสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงระดับวิกฤตอันเป็นเหตุในการตราพระราชกำหนด และอาจใช้กลไกหรือมาตรการทางกฎหมายหรือทางเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่ได้ การตราพระราชกำหนดด้วยวัตถุประสงค์ดังกล่าวจึงเป็นการก่อหนี้สาธารณะโดยสร้างภาระผูกพันทางการคลังแก่รัฐและประชาชนในระยะยาว เปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารขยายอำนาจนิติบัญญัติออกไปโดยไม่มีขอบเขต กระทบต่อการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 62 และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 53
@ หนี้สาธารณะเพิ่ม-พื้นที่การคลังลด
3. รองศาสตราจารย์เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล จัดทำความเห็นสรุปได้ว่า วินัยการเงินการคลัง คือ การกำหนดพฤติกรรมของรัฐที่มีต่อภารกิจทางการคลัง ทั้งด้านบริหาร ด้านกระบวนการและด้านกฎระเบียบให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สถานะทางเศรษฐกิจและงบประมาณของประเทศดำเนินไปอย่างสมดุลและยั่งยืน การกู้ยืมเงินภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 จำนวนเงิน 400,000 ล้านบาท ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีจำนวนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP จำนวนร้อยละ 66.66 ซึ่งใกล้ถึงกรอบเพดานหนี้สาธารณะร้อยละ 70 ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของประเทศลดลง
รัฐบาลจึงต้องกู้เงินและใช้จ่ายเงินกู้อย่างรอบคอบ โปร่งใส ชัดเจน ให้สอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลัง แต่เนื้อหาพระราชกำหนดเฉพาะส่วนการกู้เงินไปใช้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ไม่แสดงให้สาธารณชนทราบถึงแนวทางหรือกระบวนการในการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือสังคมของการใช้จ่ายเงินในแผนงานหรือโครงการ รวมถึงไม่ปรากฏข้อมูลของหน่วยงานผู้เป็นเจ้าของแผนงานหรือโครงการว่ามีความพร้อมที่จะดำเนินการใช้จ่ายเงินกู้นั้นหรือไม่ กระทบต่อกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 62 และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 53 และมาตรา 57
@ เบียดบังรายจ่ายอื่นที่มีผลต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจมากกว่า
4. นายสมชัย จิตสุชน จัดทำความเห็นสรุปได้ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เพราะไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจจะประสบภาวะถดถอยในอนาคตอันใกล้ แต่ไม่อาจสรุปได้ว่าความเสี่ยงดังกล่าวเท่ากับวิกฤตในระดับที่ต้องใช้มาตรการกู้เงินพิเศษทุกกรณี
การประเมินสถานการณ์ควรพิจารณาหลักฐานเชิงปริมาณ ระยะเวลาของผลกระทบ ความรุนแรงของการส่งผ่านต้นทุน และความสามารถของเครื่องมือนโยบายปกติในการรองรับ การกู้เงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอาจช่วยรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว แต่ต้องเปรียบเทียบกับต้นทุนค่าเสียโอกาส แหล่งเงินทางเลือก กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล และความคุ้มค่าของโครงการด้วย เพราะการใช้เงินกู้พิเศษอาจเบียดบังรายจ่ายอื่นที่มีผลต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจมากกว่า การเร่งกู้เงินเพื่อการนี้ยังไม่ถือว่ามีความจำเป็นเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ เนื่องจากมาตรการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต้องอาศัยเวลา
ในช่วงท้ายของคำวินิจฉัยระบุว่า การดำเนินมาตรการและการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. นี้ คณะรัฐมนตรีต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด นอกจากมุ่งหมายเพื่อให้การฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจและสังมเป็นผลสำเร็จแล้ว ต้องคำนึงถึงฐานะการเงินการคลังของประเทศด้วย ตลอดจนต้องดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การใช้จ่ายเงินมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

อ่านประกาศฉบับเต็มได้ที่ลิงค์ : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/124840.pdf

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา