"...ประเด็นหารือได้ขยายจากการคงไว้ซึ่งการหยุดยิงและการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ไปสู่การกำกับความคาดหวังของสาธารณะและสร้างบรรยากาศที่ช่วยลดความตึงเครียด การฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดนและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของผู้พลัดถิ่น..."
หมายเหตุ: อาจารย์หยาง เยว่ รองผู้อำนวยการ สถาบันเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยการต่างประเทศจีนและอาจารย์หาน จื้อหลี่ ศาสตราจารย์วิจัย สถาบันเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยการต่างประเทศจีน ร่วมกันเขียนบทความกึ่งรายงานที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ …
เมื่อวันที่ 20–21 เมษายน 2026 มหาวิทยาลัยการต่างประเทศจีน (CFAU) ได้จัดการประชุม Track II Dialogue ระหว่างจีน–กัมพูชา–ไทย ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “การขับเคลื่อนฉันทามติฝูเจี่ยนและการสร้างสภาพแวดล้อมทางความเห็นสาธารณะที่เอื้อต่อสันติภาพ”
ภายหลังการยกระดับความตึงเครียดของความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงกลางปี 2025 จีนได้ดำเนินบทบาทไกล่เกลี่ยอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสันติภาพระหว่างสองประเทศ โดยในเดือนธันวาคม 2025 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและผู้แทนฝ่ายทหารของจีน กัมพูชา และไทย ได้ประชุมร่วมกันที่ทะเลสาบฝูเจี่ยน มณฑลยูนนาน และได้บรรลุฉันทามติ 5 ประการ เพื่อเสริมสร้างการหยุดยิงและฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 CFAU ได้จัดการประชุม Track II ครั้งแรก โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการหารือระหว่างสถาบันวิจัย (think tanks) ของทั้งสามประเทศ และสนับสนุนเชิงวิชาการต่อการดำเนินการตามฉันทามติฝูเจี่ยน
การประชุมครั้งที่สองถือเป็นก้าวกระโดดสำคัญ โดยเปลี่ยนจากการหารือในระดับชนชั้นนำไปสู่ระดับสังคม และเปลี่ยนจุดเน้นจาก “ประเด็นสันติภาพ” ไปสู่ “ประเด็นของประชาชน” ผู้เข้าร่วมไม่ได้จำกัดเฉพาะนักวิชาการ แต่รวมถึงตัวแทนจากสื่อ องค์กรด้านมนุษยธรรม และองค์กรภาคประชาสังคม
ประเด็นหารือได้ขยายจากการคงไว้ซึ่งการหยุดยิงและการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ไปสู่การกำกับความคาดหวังของสาธารณะและสร้างบรรยากาศที่ช่วยลดความตึงเครียด การฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดนและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของผู้พลัดถิ่นb
ในด้านบทบาทของสื่อมวลชนและข้อเสนอเชิงนโยบายนั้น การประชุมได้สร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับบทบาทของสื่อในกระบวนการสันติภาพ และเสนอแนวทางเพื่อลดช่องว่างความไว้วางใจ ข่าวบิดเบือน (misinformation) และวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง (hate speech)
รวมถึงการสร้างกลไกความเข้าใจระหว่างสื่อของไทยและกัมพูชา และส่งเสริมบรรยากาศเชิงบวกและความเป็นมิตร
นอกจากนี้ ยังได้วิเคราะห์อุปสรรคต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน โดยเห็นว่า การฟื้นฟูความร่วมมือเหล่านี้เป็นทั้งสัญลักษณ์ของเจตจำนงทางการเมือง และเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น
นอกจากนี้ การประชุมยังเสนอแนวคิดใหม่ ๆ เช่น การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดน การคุ้มครองพลเรือนและดูแลผู้พลัดถิ่น การจัดตั้งช่องทางเจรจาด้านมนุษยธรรมโดยเฉพาะและการมีส่วนร่วมของอาเซียนและพันธมิตรด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
สำหรับโมเดลความมั่นคงแบบเอเชีย (Asian Security Model) นั้น บทบาทการไกล่เกลี่ยของจีนสะท้อนให้เห็นถึง “โมเดลความมั่นคงแบบเอเชีย” ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ด้านธรรมาภิบาลความมั่นคงในภูมิภาค ที่จีนเสนออย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2025
โมเดลนี้มุ่งเป็นทางเลือกแทนระบบพันธมิตรทางทหารแบบตะวันตก โดยมีหลักสำคัญคือ การร่วมทุกข์ร่วมสุข การแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่างและให้ความสำคัญกับการเจรจาและการปรึกษาหารือ
ทั้งนี้ การร่วมทุกข์ร่วมสุขเป็นหลักการพื้นฐานที่เน้นว่าความมั่นคงของประเทศหนึ่งไม่ควรเกิดจากความเสียหายของอีกประเทศหนึ่ง
แนวคิดนี้นำไปสู่ข้อเสนอสำคัญ เช่น แยกประเด็นมนุษยธรรมออกจากข้อพิพาทอธิปไตย การสร้างช่องทางหารือด้านคุณภาพชีวิตแยกต่างหากและให้ความสำคัญกับการค้า การแพทย์ และการเดินทางพื้นฐาน
ส่วนข้อเสนอเชิงรูปธรรม ได้แก่ การฟื้นฟูระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน การส่งเสริมการจ้างงานและเศรษฐกิจชายแดน การสนับสนุนผู้พลัดถิ่น (ที่อยู่อาศัย น้ำ อาหาร การรักษา) และการจัดหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงพยาบาลสนาม บ้านสำเร็จรูป ระบบน้ำสะอาด
ด้านการแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง เป็นการมุ่งให้ความร่วมมือเกิดขึ้นแม้มีความแตกต่าง ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นพ้องต้องกันว่า การหยุดยิงไม่ใช่แค่หยุดใช้อาวุธ แต่ต้องลดความตึงเครียดใน “วาทกรรมสาธารณะ” ด้วย
ข้อเสนอสำคัญ เช่น จัดตั้งเครือข่ายสื่อมวลชนข้ามพรมแดน การสร้างกลไกตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วม การพัฒนาจริยธรรมสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ และการลดการนำเสนอข่าวที่ปลุกปั่น พร้อมทั้งชี้ว่า แนวคิดแบบชาตินิยมสุดโต่ง ข่าวปลอมในโซเชียลมีเดีย และเนื้อหาในตำราเรียนที่ขาดการสอบทานข้อเท็จจริงร่วมกัน ต่างเป็นอุปสรรคสำคัญต่อสันติภาพ
ขณะที่การเจรจาและการปรึกษาหารือเป็นกลไกหลักในการสร้างความมั่นคงนอกเหนือจากการทูตทางการ ควรมีช่องทางสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างนักวิชาการ สื่อมวลชนและภาคประชาสังคม
การประชุม Track II ครั้งนี้ ถ้าช่วยสร้างช่องทางสื่อสารในช่วงวิกฤต ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการและสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจร่วมกัน
ข้อสรุปจากการประชุมครั้งนี้ นักวิชาการจากไทยและกัมพูชาเห็นพ้องว่า การหารือในระดับ Track II มีคุณค่าอย่างยิ่งในช่วงวิกฤต เพราะช่วยเสริมความเข้าใจหาแนวทางปฏิบัติจริง และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อกระบวนการทางการในอนาคต และถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “โมเดลความมั่นคงแบบเอเชีย” ซึ่งใช้ความร่วมมือและการเจรจาแทนการเผชิญหน้า

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา