
"...คำวินิจฉัยคดีนี้ไม่ว่าจะมีผลออกมาในทิศทางใด ย่อมส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อสิทธิเลือกตั้ง ที่เป็นสิทธิขนาดใหญ่ของประชาชนค่อนประเทศ และเป็นสิทธิที่สำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งประเทศควรจับตามองอย่างใกล้ชิด..."
หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนที่มีต่อประเด็นดังกล่าว มิได้เป็นความเห็นของกองบรรณาธิการสำนักข่าวอิศราแต่อย่างใด
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. เป็นเรื่องสำคัญที่อาจเรียกได้ว่าอยู่ในระดับสูงสุดของการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดวิธีการที่ใช้ในการออกเสียงลงคะแนนจะต้องเป็นไปโดยตรงและลับ นอกจากนี้การไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน ไม่ได้ถือเป็นเพียงแค่สิทธิที่ประชาชนจะเลือกใช้สิทธินั้นหรือไม่ก็ได้เช่นเดียวกับสิทธิอื่น ๆ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และกำหนดไว้ด้วยว่าจะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างอิสระ
วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในหมวดรัฐสภา มาตรา 83 วรรคสอง และ มาตรา 85 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ในหมวดหน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 50 (7) บัญญัติไว้ว่า “บุคคลมีหน้าที่...ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระ โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ” ขณะที่มาตรฐานทางจริยธรรมของ กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระมีหน้าที่จัดการการเลือกตั้ง จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ที่ระบุอยู่ในข้อ 13 ของมาตรฐานทางจริยธรรม ปี 2561
ความหมายคำว่าอิสระ ตามมาตรา 50 (7) หมายถึงความรู้สึกหรือการกระทำที่มีความเสรีในการตัดสินใจ โดยไม่มีกฎเกณฑ์หรือการควบคุมใด ๆ จากผู้อื่น
ดังนั้น พฤติการณ์ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดย “ไม่เป็นไปอย่างอิสระ”ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) จึงไม่จำต้องถึงขั้นขาดความอิสระจากการถูกควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำอย่างรุนแรง เพียงแต่มีองค์ประกอบที่ทำให้ประชาชนที่เข้าไปในคูหา มีความรู้สึกว่าอาจจะถูกล่วงรู้ความลับจากบุคคลอื่นว่าจะลงคะแนนให้กับผู้สมัครรายใด จากการเห็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือชุดตัวเลขที่ต้นขั้วและตัวบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของบัตรแต่ละใบ เท่านี้ก็เพียงพอที่จะเรียกได้ว่า ทำให้ประชาชนขาดความอิสระในการใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว เพราะประชาชนจะรู้สึกว่าเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่อยู่บนบัตรเลือกตั้งอาจเป็นช่องทางทำให้ความลับส่วนตัวถูกเปิดเผยออกไปสู่บุคคลอื่นได้ แม้ว่าจะเป็นเพียงความรู้สึกโดยที่ความเป็นจริงอาจจะไม่มีใครรู้ความลับนี้เลยก็ตาม แต่ก็ทำให้ขาดความเป็นอิสระในการลงคะแนนไปแล้ว
บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด วิญญูชนพึงรู้ได้ว่าการมีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์บนบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ ย่อมต้องนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งการใช้ประโยชน์นั้นอาจทำให้รู้ได้ว่าบัตรเลือกตั้งที่กากบาทลงคะแนนแล้วเป็นของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งคนใดและเลือกผู้สมัครรายใด การไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยความรู้สึกเช่นนี้จึงไม่เป็นไปอย่างอิสระ และการออกเสียงลงคะแนนอาจมีการเบี่ยงเบนไม่เป็นไปจากเจตจำนงที่แท้จริง ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งกับประชาชนกลุ่มที่กระทำโดยสุจริต และกลุ่มที่อยู่ในขบวนการซื้อสิทธิขายเสียงที่ใช้อ้างเพื่อข่มขู่ให้ลงคะแนนตามที่ตกลงกัน
เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนนด้วยความรู้สึกเช่นนี้ไปแล้ว การที่จะเป็นความลับหรือไม่เป็นความลับหลังจากนั้น เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์สำหรับกรณีนี้ เพราะเป็นการพิจารณาเพียงว่าบัตรเลือกตั้งทำให้การใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนเป็นไปอย่างอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) หรือไม่ ซึ่ง กกต.ผู้ดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ไม่อาจที่จะดำเนินการให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยมีองค์ประกอบที่ทำให้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) คือทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่มีความเสรีในการตัดสินใจ
การที่ กกต.ทำให้การไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนไม่เป็นไปอย่างอิสระ ยังอาจฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ปี 2561 ข้อ 13 ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อีกด้วย
การพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) เป็นกรณีที่นอกเหนือไปจากการพิจารณาว่า กกต.ดำเนินการจัดการเลือกตั้งเป็นไปโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ซึ่งเป็นกรณีที่กำลังมีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางของนักวิชาการ นักกฎหมาย และนักวิเคราะห์ทางการเมือง ว่าต้องมีลักษณะเพียงใดจึงจะเรียกว่าลับหรือไม่ลับ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอีกกรณีหนึ่งที่พิสูจน์ได้ยาก เมื่อเปรียบเทียบกับการพิสูจน์ว่าประชาชนไปใช้เลือกตั้งอย่างอิสระหรือไม่
คำร้องในมือศาลรัฐธรรมนูญเวลานี้ อยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงทั้งจากผู้ร้องและผู้ถูกร้อง รวมถึงนักวิชาการหรือพยานผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง หรืออาจมีการเปิดการไต่สวนเพื่อพิจารณาว่าการดำเนินการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะไม่พิจารณาเพียงเฉพาะปมปัญหาว่าการออกเสียงลงคะแนนเป็นไปโดยลับหรือไม่ลับเท่านั้น แต่น่าจะพิจารณาด้วยว่า กกต.ทำให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างอิสระหรือไม่ อีกปมหนึ่งด้วย
“ความลับ” กับ “ความอิสระ” ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็น 2 ปมปัญหา ที่น่าจะได้รับการพิจารณาวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญไปพร้อม ๆ กัน
หากมีการทำให้ประชาชนไม่มีความเป็นอิสระในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การดำเนินการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ก็ย่อมจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเช่นกัน ไม่ใช่เพียงเฉพาะว่าการออกเสียงลงคะแนนลับหรือไม่ลับเท่านั้นจึงจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นมุมมองของคนส่วนใหญ่ในสังคมเวลานี้ที่มุ่งไปที่การรอผลการชี้ขาดว่าบัตรลงคะแนน ทำให้การออกเสียงลงคะแนนเป็นไปโดยลับหรือไม่ลับ
หากเป็นความลับในขณะที่กากบาทอยู่ในคูหาลงคะแนน ก็ยังเป็นปัญหาต่อไปอีกว่าหลังจากนั้นหากมีการใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ จนกระทั่งทำให้รู้ว่าผู้ออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้สมัครรายใด ยังจะถือว่าเป็นความลับอยู่อีกหรือไม่ ซึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดออกมาแล้ว ก็จะมีคนส่วนหนึ่งอ้างการแสดงความเห็นในเชิงวิชาการ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในคดีที่ผ่าน ๆ มา
คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญ น่าจะวินิจฉัยลึกลงไปถึงเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่มอบหมายอำนาจอธิปไตยให้กับผู้ที่อาสามาเป็นผู้แทนของพวกเขา ว่าถูกบิดเบือนไปหรือไม่ ถ้ามีข้อเท็จจริงและเหตุผลที่อธิบายได้ว่าเจตจำนงนั้นยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความใสสะอาด โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบกระเทือนต่อเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนแม้แต่เพียงเล็กน้อย การจัดการเลือกตั้งของ กกต.ครั้งนี้ก็จะต้องถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่หากมีเหตุการณ์ที่แสดงว่ามีความขุ่นมัวเกิดขึ้นในเจตจำนงของประชาชน จากการกระทำที่ออกนอกขอบของรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะมากหรือน้อยเพียงใด ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องถือว่าการจัดการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญจึงน่าจะมีคำวินิจฉัยโดยละเอียด โดยยกเหตุผลในการวินิจฉัยที่ชัดเจนและนำเอาบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาใช้อ้างอิงมากพอสมควร เพื่อให้คำวินิจฉัยเป็นที่ยอมรับของประชาชนโดยทั่วไป
คำวินิจฉัยคดีนี้ไม่ว่าจะมีผลออกมาในทิศทางใด ย่อมส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อสิทธิเลือกตั้ง ที่เป็นสิทธิขนาดใหญ่ของประชาชนค่อนประเทศ และเป็นสิทธิที่สำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งประเทศควรจับตามองอย่างใกล้ชิด
บทความโดย :
นิรชน ชัยธรรม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา