
"...นอกจากภัยเงียบที่ทำลายชีวิตผู้คนและสังคมถูกฉีกออกเป็นเสี่ยงๆจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจากการสร้างวาทะกรรมทางการเมือง การแสดงความเกลียดชังกันผ่านโซเชียลมีเดีย ความเห็นที่กลายเป็นความจริงและการสูญเสียความน่าเชื่อถือของสื่อบนโลกออนไลน์แล้ว มนุษย์กำลังจะสูญเสียประสบการณ์ของความเป็นมนุษย์มากมายที่สั่งสมกันมาอย่างช้านานจากการใช้เทคโนโลยีจนทำให้พฤติกรรมของมนุษย์ยุคปัจจุบันเปลี่ยนไป..."
หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนที่มีต่อประเด็นดังกล่าว มิได้เป็นความเห็นของกองบรรณาธิการสำนักข่าวอิศราแต่อย่างใด
ผู้เขียนเคยเขียนบทความเกี่ยวกับโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดียหลายต่อหลายบทความนานนับสิบปี แสดงความเป็นห่วงต่อภัยเงียบจากโลกออนไลน์ รวมทั้งพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทยและผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยจากโซเชียลมีเดียที่ส่งผลกับเด็กนั้นปัจจุบันหลายประเทศเห็นพ้องกันว่าเป็นความเร่งด่วนที่ต้องหามาตรการป้องกันเด็กจากภัยจากโซเชียลมีเดียที่ทำร้ายเด็กและครอบครัวอย่างเงียบๆ บทความบางบทความเกี่ยวกับภัยจากโซเชียลมีเดียของผู้เขียนถูกวิพากษ์วิจารณ์จากโลกโซเชียลว่า ไร้สาระ เป็นไปไม่ได้หรือไม่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งผู้เขียนเข้าใจดีเพราะต่างคนต่างมุมมองและแต่ละคนมีภูมิหลังและความสนใจด้านโซเชียลมีเดียที่แตกต่างกัน
ความหวังจากภาครัฐ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบันเพิ่งแถลงต่อสื่อถึงสถานการณ์การใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชนไทย หลังสังคมเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับผลกระทบของ Social Media Screen Time และคลิปวิดีโอสั้นต่อสมาธิ (Attention Span) การเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะคอนเทนต์รูปแบบคลิปสั้น อาจส่งผลต่อสมาธิ การจดจ่อ และการเรียนรู้เชิงลึกของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ และถือว่าเป็น “ความท้าทายร่วมของโลกยุคดิจิทัล” ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข (1)
คำแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ภาครัฐได้ให้ความสำคัญอย่างจริงจังต่อความท้าทายในโลกดิจิทัลที่สร้างทั้งประโยชน์และความสับสนให้กับสังคมมนุษย์ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาซึ่งทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองต้องใส่ใจและให้ความร่วมมือต่อมาตรการดังกล่าวเพื่อปกป้องชีวิตลูกหลานของคุณเองจากของเล่นที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเด็ก แต่คุณกลับหยิบยื่นสิ่งนั้นให้กับลูกหลานโดยไม่รู้ว่าของเล่นปัจจุบันไม่เหมือนกับของเล่นในอดีตที่มักไม่สร้างพิษภัยให้กับลูกหลานของเรามากเท่ากับสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว
นอกจากภัยเงียบที่ทำลายชีวิตผู้คนและสังคมถูกฉีกออกเป็นเสี่ยงๆจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจากการสร้างวาทะกรรมทางการเมือง การแสดงความเกลียดชังกันผ่านโซเชียลมีเดีย ความเห็นที่กลายเป็นความจริงและการสูญเสียความน่าเชื่อถือของสื่อบนโลกออนไลน์แล้ว มนุษย์กำลังจะสูญเสียประสบการณ์ของความเป็นมนุษย์มากมายที่สั่งสมกันมาอย่างช้านานจากการใช้เทคโนโลยีจนทำให้พฤติกรรมของมนุษย์ยุคปัจจุบันเปลี่ยนไป
เมื่อมนุษย์เลิกมองหน้ากัน
มนุษย์เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ธรรมชาติสร้างขึ้นให้มองหน้ามนุษย์ด้วยกันเองตั้งแต่ลืมตาดูโลก ชาลส์ ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ เชื่อว่าการแสดงท่าทางของมนุษย์คือการสร้างพื้นฐานความเข้าใจและการแปลความหมายของการแสดงออกนั้นเป็นทักษะที่เกิดจากวิวัฒนาการของมนุษย์ก่อนที่มนุษย์จะรู้จักการใช้ภาษาในการสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งหน้าระหว่างมนุษย์กับมนุษย์จึงทำให้มนุษย์เข้าใจกัน เพราะธรรมชาติออกแบบมาให้มนุษย์ต้องมองหน้าซึ่งกันและกัน ซึ่งจะกระตุ้นแต่ละฝ่ายให้เกิดการตอบสนองทางจิตวิทยา เพราะมนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ต้องการ สิ่งกระตุ้นบางอย่างจากมนุษย์ด้วยกันซึ่งจอสมาร์ทโฟนกับโซเชียลมีเดียไม่สามารถทดแทนสิ่งนี้ได้
ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบความเชื่อมโยงสำคัญระหว่างการติดต่อสื่อสารผ่านหน้าจอกับสุขภาวะทางสังคมเชิงลบ(Negative social well-being) ซึ่งรวมถึง ความรู้สึกขาดความมั่นใจ ความรู้สึกว่าตนเองไม่ปกติและการนอนน้อยกว่าปกติ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลทางลบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ทั้งสิ้น ในขณะที่เขาพบว่าการสื่อสารด้วยการเผชิญหน้ากับมนุษย์ด้วยกันเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญกับสุขภาวะทางสังคมเชิงบวก(Positive social well- being) (2)
การอยู่ในสังคมก้มหน้าโดยไม่สนใจคนรอบข้างจนกลายเป็นนิสัยของคนยุคใหม่เท่ากับว่า มนุษย์กำลังลดความสำคัญของการใช้ทักษะทางสังคมลงไปจากการใช้เทคโนโลยีหรือพูดง่ายๆก็คือมนุษย์กำลังจะสูญเสียทักษะทางสังคม(Social skill) ซึ่งเป็นทักษะที่ติดตัวมาตั้งแต่บรรพบุรุษไป เพราะในขณะที่เรากำลังอัพสกิล(Upskill)และรีสกิล(Reskill)ตัวเองเพื่อรองรับ เทคโนโลยี แต่เรากลับลืมทักษะทางสังคมไปอย่างน่าเสียดาย
หากพฤติกรรมมนุษย์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปความหวังที่จะเห็นรอยยิ้มที่เคยมีให้แก่กันบ้างในที่สาธารณะจึงเป็นเรื่องยาก โลกปัจจุบันจึงกลายเป็นเป็นโลกที่มนุษย์มองมนุษย์ด้วยกันด้วยสายตาว่างเปล่าราวกับมองสิ่งไร้ตัวตน ขาดความมีชีวิตชีวาและผิดธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นโลกที่ไม่พึงปรารถนาสำหรับมนุษย์ทุกคน
มารยาทที่หายไป
ทุกครั้งที่ผู้เขียนโดยสารรถไฟฟ้ามักพบพฤติกรรมที่ตรงข้ามกันของคนวัยเดียวกันสองกลุ่ม ในขณะที่คนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งให้ความเอื้ออาทรต่อ เด็ก ผู้หญิงตั้งครรภ์ คนพิการและคนสูงอายุตามมารยาทเท่าที่สถานการณ์เอื้ออำนวย แต่หนุ่มสาวที่มือเท้าดี ดูมีการศึกษาอีกจำนวนหนึ่งกลับแย่งที่นั่งที่สงวนไว้สำหรับคนที่มีความจำเป็นมากกว่า โดยไม่สนใจป้ายที่อยู่ตรงหน้าหรือคำประกาศบนรถไฟที่เตือนเป็นระยะๆถึงการสละที่นั่งที่เตรียมไว้เฉพาะคนแก่ คนพิการ เด็กและหญิงมีครรภ์ เพราะมัวจดจ่ออยู่กับเรื่องของตนเองบนหน้าจอ แม้ว่าผู้เขียนซึ่งมีอายุคราวพ่อยืนอยู่ตรงหน้าท่ามกลางคนแน่นขนัดและพยายามจะสบตาเพื่อให้บางคนรู้ตัวว่าคุณกำลังแย่งที่นั่งผู้สูงอายุแต่ก็ไม่เป็นผลและแทบไม่น่าเชื่อว่าบ่อยครั้งที่เห็นทั้งคนตาบอดและคนง่อยเปลี้ยเสียขาต้องยืนบนรถไฟฟ้าตั้งแต่สถานีต้นทางจนถึงปลายทางโดยไม่มีใครสนใจสละที่นั่งให้ เพราะแต่ละคนมัวแต่เพลิดเพลินอยู่กับคอนเทนต์บนหน้าจอสมาร์ทโฟน
การเปิดสปีคเกอร์โฟนตะโกนกันในรถไฟฟ้าหรือที่สาธารณะเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่พบเห็นเป็นประจำโดยที่ผู้กระทำไม่ใส่ใจหรืออาจไม่ทราบว่าคนไม่รู้จักที่อยู่ใกล้เคียงจะรู้สึกอึดอัดมากเพียงใด เหตุที่การเปิด สปีคเกอร์โฟนเป็นการรบกวนคนใกล้เคียงมากกว่าการพูดคุยกันต่อหน้าเกิดจากปฏิกิริยาที่เรียกว่า “ปฏิกิริยาการสนทนาเพียงครึ่งเดียว” (Halfalogue effect) ซึ่งอธิบายได้ว่า การพูดคุยปกติระหว่างคนสองคน สมองจะคาดเดาความต่อเนื่องของบทสนทนาได้โดยธรรมชาติ แต่เมื่อเราได้ยินเสียงชัดเจนเพียงด้านเดียวขณะที่อีกด้านหนึ่งเป็นเสียงที่ขาดหายหรือไม่ชัดเจนพอ การคาดเดาบทสนทนาจึงเป็นไปได้ยาก ปะติดปะต่อไม่ได้และแทนที่จะพยายามเพิกเฉย สมองของเรากลับต้องใช้พลังจำนวนมากพยายามเติมเต็มช่องว่างของการสนทนานั้นไปเรื่อยๆแม้ว่าเราจะไม่อยากฟังก็ตามซึ่งสร้างความรำคาญแก่เราไม่มากก็น้อย
อีกเหตุผลหนึ่งคือ การใช้สปีคเกอร์โฟนต่างจากการพูดคุยตามธรรมชาติเพราะเสียงจากลำโพงโทรศัพท์มีคุณภาพต่ำเสียงที่ออกมาจึงต่างจากเสียงสนทนาปกติเพราะเป็นเสียงที่เสียงขาดความลึกและฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ ในขณะที่สมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้กรองเสียงรบกวนรอบข้างได้ แต่เสียงที่ผิดธรรมชาติ ขาดๆหายๆและคุณภาพต่ำจากลำโพงโทรศัพท์ทำให้เสียงเหล่านั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่สามารถกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ ตรงกันข้ามเสียงนั้นกลับบังคับให้เราต้องดึงความสนใจกลับมาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า(4)
ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีในสถานที่สาธารณะจึงต้องมาพร้อมกับมารยาทที่คนไทยต้องเรียนรู้และหน่วยงานที่อนุญาตให้นำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ควรต้องรับผิดชอบตามสมควรด้วยการรณรงค์ให้ผู้ใช้มีมารยาทในการใช้เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้และหล่อหลอมพฤติกรรมมารยาทการใช้โทรศัพท์ในที่สาธารณะให้เป็นนิสัยติดตัวตั้งแต่เด็ก เพื่อแสดงถึงความมีอารยะในการใช้เทคโนโลยีซึ่งไม่ใช่เพียงเพื่อ “ใช้ประโยชน์” เท่านั้น แต่ต้องใช้เทคโนโลยีในแบบที่ “ใช้เป็น” โดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นด้วย
ภาวะการขาดธรรมชาติ (Nature Defecit Disorder)
รัฐบาลหลายต่อหลายยุคเร่งให้ผู้คนใช้เทคโนโลยี แต่กลับละเลยการพูดถึงการทำให้มนุษย์อยู่กับธรรมชาติจนทำให้มนุษย์กับธรรมชาติดูเหมือนจะห่างไกลกันโดยมีเทคโนโลยีมาคั่นกลาง การพูดคุยในกลุ่มเพื่อน ญาติพี่น้อง ล้วนให้ความสนใจในเรื่องเทคโนโลยี โซเชียลมีเดียและ AI รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์คลิปต่างๆนานาที่เป็นไวรัล ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้หนีจากโลกแห่งความจริงเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนเกือบตลอดเวลาทำให้ผู้คนสัมผัสกับธรรมชาติน้อยลงและใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากขึ้นส่งผลให้มนุษย์อยู่ในสภาวะที่เรียกกันว่า สภาวะการขาดธรรมชาติ (Nature Defecit Disorder)
โดยปกติมนุษย์ควรอยู่กับธรรมชาติและใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเสริมให้เกิดความสะดวกสบายในชีวิตพอควร แต่กลับเป็นว่ามนุษย์ใช้ชีวิตอยู่กับเทคโนโลยีเป็นหลักโดยไม่ได้สัมผัสกับธรรมชาติมากเท่าที่ควรจนกลายเป็น “สภาวะขาดธรรมชาติ”โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กๆซึ่งควรต้องอยู่กับธรรมชาติ ได้พบเพื่อนในวัยเดียวกันหรือต่างวัยและมีพื้นที่ให้เล่นสนุกสนานในสนามตามสมควรเพื่อพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตกลับต้องมาติดอยู่กับจอทั้งวันจนน่าเป็นห่วง
นักการศึกษาไทยมีความกังวลต่อเรื่องการขาดการสัมผัสกับธรรมชาติของเด็กไทยเช่นกันและเห็นว่าเด็กๆ อยู่ในภาวะของการขาดธรรมชาติในหลายมิติ ทั้งในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เกิดมลพิษต่างๆ การเลี้ยงดูเด็กของผู้ปกครองและผู้ดูแลที่ไม่มีเวลาให้กับเด็กอย่างเพียงพอและการเข้ามาของโลกเสมือนทำให้เด็กหลายคนแทนที่จะอยู่กับธรรมชาติในโลกแห่งความเป็นจริง กลับถูกกระตุ้น ถูกผลักดันให้เข้าไปอยู่ในโลกเสมือนซึ่งต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันในการเล่นเกมหรือเล่นกับเพื่อนในโลกเสมือนซึ่งส่งผลให้เด็กเกิดภาวะของการขาดธรรมชาติ(5)
การนำเด็กและคนไทยกลับมาสู่โลกแห่งความจริงเพื่อให้สัมผัสกับธรรมชาติจึงเป็นความจำเป็นควบคู่ไปกับการจำกัดเวลาหน้าจอและการใช้โซเชียลมีเดียที่เหมาะสมกับวัยและความพอดีต่อการอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีขัดขวางมนุษย์กับธรรมชาติให้ห่างกันมากเกินไป
ความเบื่อหน่ายและฝันกลางวัน
ความเบื่อหน่ายเป็นประสบการณ์ที่อยู่คู่กับชีวิตมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยและมนุษย์มักแก้ความเบื่อหน่ายด้วยวิธีต่างๆนานาตามสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนไป เมื่อเรารู้สึกเบื่อสมองจะประมวลผลให้เวลาเดินช้าลง การที่เรารู้สึกว่าเวลาเดินช้าลงเพราะ เมื่อไม่มีสิ่งเร้าหรือความตื่นเต้น สมองจะประมวลผลช่วงเวลานั้นแบบละเอียด ทำให้เรารู้สึกว่าการรอคอยหรือช่วงที่ไม่มีอะไรทำนั้นยาวนานกว่าความเป็นจริงหลายเท่า (6) แต่ความเบื่อกลับมีสิ่งที่ดีแฝงอยู่โดยที่เราคาดไม่ถึง เพราะการปล่อยให้ตัวเองรู้สึกเบื่อแบบผ่อนคลายโดยนั่งว่างๆโดยไม่ทำอะไรเลยในช่วงเวลาสั้นๆ กลับช่วยให้สมองได้พักผ่อน เกิดการตกตะกอนทางความคิด และกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆได้(7)
ความเบื่อหน่ายมีความสัมพันธ์กับสภาวะที่เรียกว่า “ฝันกลางวัน” หรือ Daydreaming ซึ่งหมายถึง การที่จิตใจของเราล่องลอยออกจากโลกความจริงในปัจจุบันและสร้างเรื่องราว จินตนาการ หรือความนึกคิดขึ้นมาในหัวชั่วขณะหนึ่งโดยที่เรายังตื่นอยู่ ในทางวิทยาศาสตร์เมื่อเราหยุดโฟกัสกับโลกรอบตัวและเกิดความเบื่อ สมองส่วนที่เรียกว่า Default Mode Network (DMN) จะเปิดทำงานทันที สมองส่วนนี้ทำหน้าที่คิดเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง ความทรงจำและอนาคตซึ่งก็คือการฝันกลางวันนั่นเอง ความเบื่อจึงเป็นตัวเปิดสวิตช์ฝันกลางวันให้กับเราโดยอัตโนมัติ
ในประวัติศาสตร์มีช่วงเวลามากมายที่เรียกว่า “ช่วงเวลาแห่งการค้นพบ” ที่เกิดขึ้นระหว่างเวลา “ฝันกลางวัน” หรือช่วงเวลาพักผ่อนของคนบางคน เช่น เรอเน เดการ์ต (René Descartes ) นอนอยู่บนเตียงแล้วจ้องมองแมลงวันบนเพดานจนเกิดความคิดเรื่องเรขาคณิตวิเคราะห์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์(Albert Einstein) เหลือบเห็นหอคอยเบิร์น(Bern tower) ระหว่างนั่งรถรางจนผุดความคิดทฤษฎีสัมพันธภาพและการเดินป่าที่ทำให้นิโคลา เทสลา(Nikola Tesla) คิดค้นกระแสไฟฟ้าสลับได้(2)
ดังนั้นวัฒนธรรมใดก็ตามที่ปราศจากความเบื่อหน่ายจึงเป็นวัฒนธรรมที่ทำลาย ฝันกลางวันของมนุษย์และการเติมความเบื่อหน่ายด้วยโซเชียลมีเดียเกือบตลอดเวลาของผู้คนโดยแทบรอไม่ได้แม้แต่นาทีเดียวจึงน่าจะส่งผลต่อการสร้าง “ช่วงเวลาการค้นพบที่สำคัญ” ของมนุษย์ไม่มากก็น้อย
ความเป็นส่วนตัวที่หายไป
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีนิสัยชอบสอดรู้สอดเห็น ในทางกลับกันมนุษย์ก็ไม่อยากให้ใครรู้เรื่องราวของตัวเองมากนัก แต่การอยู่ในโลกที่รายล้อมด้วยเทคโนโลยีประเภทเซ็นเซอร์(Sensor) ที่เรียกกันว่า “สมาร์ท เทคโนโลยี” ที่เราใช้อำนวยความสะดวกและให้ความบันเทิงกลับกลายเป็นเครื่องมือสอดแนมโดยที่เราไม่รู้ตัว รวมไปถึงโซเชียลมีเดียที่นำข้อมูลสู่สาธารณะได้เร็วและกว้างไกลยิ่งกว่าไฟไหม้ฟางแถมยังมี AI ที่ทำให้การสอดรู้สอดเห็นของมนุษย์ยิ่งทำได้ง่ายขึ้น จึงเป็นการยากที่มนุษย์ในยุคปัจจุบันจะใช้ชีวิตแบบเดิมได้และบ่อยครั้งที่เลยเถิดไปจนถึงการคุกคามความเป็นส่วนตัวทางร่างกายที่เกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลกจากการค้นหาเป้าหมายผ่านโซเชียลมีเดีย อินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน
การใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลจึงยากที่จะปกปิดตัวตนของเราให้เป็นความลับได้อีกต่อไป เพราะไม่มีสถานที่ใด ร่างกายส่วนไหนของเราหรือการสื่อสารใดๆที่ปลอดจากความลับอีกต่อไปในโลกที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้าถึงทุกคน การคุกคามความเป็นส่วนตัวจึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและทุกหนทุกแห่งจากการหาข้อมูลบนโซเชียลมีเดียและจากนายหน้าขายข้อมูล(Data broker) ซึ่งรู้จักตัวตนของเรายิ่งเสียกว่าตัวเราเองอีก
แม้แต่ในห้องนอนที่เราคิดว่าเป็นที่มิดชิดที่สุดแต่ผู้คุกคามที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่งสามารถที่จะใช้ มัลแวร์ (Malware : ซอฟแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อการทำลายหรือเข้าถึงข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์) ใส่เข้าไปในคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ของใครก็ได้เพื่อเข้าถึง รูปภาพ ข้อความ และบันทึกต่างๆได้อย่างง่ายดายและเมื่อใดก็ตามที่มัลแวร์เหล่านี้ถูกติดตั้ง ภาพ คลิป ข้อความ ตำแหน่ง ฯลฯ ของเหยื่อจะถูกเปิดเผยในทันที สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแต่เป็นความสามารถของเทคโนโลยีที่บันดาลให้สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆในโลกดิจิทัล
เมื่อสมาธิถูกทำลาย
โดยธรรมชาติสมองมนุษย์ถูกรบกวนให้ไขว้เขวได้ง่าย การที่ผู้คนมีสมาร์ทโฟนอยู่ติดตัวจนแทบจะกลายเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายนั้นมักถูกรบกวนด้วยสิ่งเร้าต่างๆจากสมาร์ทโฟนให้ไขว้เขวได้ตลอดเวลาและอดไม่ได้ที่จะหันเข้าหาจอโทรศัพท์อยู่บ่อยๆจนมีความรู้สึกว่าสมาธิในการจดจ่อกับ งานที่กำลังทำ การอ่านหนังสือ การเรียนหรือแม้แต่ความสนใจต่อคนรอบข้างลดลง ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาความสนใจของเราลดลง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากตัวเราเองเท่านั้น แต่เกิดจากการออกแบบของผู้พัฒนาแพลตฟอร์มที่ตั้งใจจะขโมยความสนใจของเราไปหาประโยชน์
มีผลการศึกษาเกี่ยวกับการสูญเสียสมาธิซึ่งพบว่าเมื่อใดก็ตามที่เราถูกขัดจังหวะจากงานที่กำลังจดจ่ออยู่ด้วยความสนใจ เราต้องใช้เวลามากถึง 25 นาทีกว่าจะกลับมาสู่ความสนใจดังเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียสมาธิของเด็กจะมีผลต่อการเรียนของเด็กอย่างมากซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งในการสนับสนุนให้โรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดการใช้สมาร์ทโฟนในหลายประเทศ
การเขียนอย่าคิดว่าไม่สำคัญ
เมื่อผู้เขียนเป็นเด็กเคยเรียนวิชาคัดไทยโดยเริ่มต้นจาก การใช้ดินสอหินกับกระดานชนวน ต่อมาก็เริ่มใช้ดินสอแบบมีไส้และเมื่อขึ้น ป.5 ครูให้ใช้ปากกาหมึกซึมและปากกาคอแร้งจุ่มหมึกแทนดินสอ พร้อมๆกับการได้เรียนภาษาอังกฤษซึ่งมีทั้งวิชาคัดอังกฤษแบบตัวเขียนเล็กและแบบตัวเขียนใหญ่และยังมีวิชาเขียนไทยและเขียนอังกฤษที่ต้องเขียนให้ทันและถูกต้องตามที่ครูอ่านให้ฟัง การเขียนจึงเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญของเด็กควบคู่กับการอ่านเรื่อยมา จนกระทั่งคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตผู้คน การเขียนจึงถูกลดความสำคัญลงไป
เด็กในโรงเรียนมัธยมในสหรัฐอเมริกาแห่งหนึ่งสารภาพต่อสื่อว่าเขารู้สึกตกใจเมื่อรู้ว่าข้อสอบเตรียมความพร้อมและประเมินระดับความรู้(PSAT : Preliminary Scholastic Aptitude Test) ต้องมีการเขียนข้อความแสดงคำปฏิญาณเพื่อแสดงเจตจำนงในการปฏิบัติตามกฎแห่งเกียรติยศ(Honor code) ด้วยลายมือเขียนแบบต่อเนื่อง(Cursive writing) ซึ่งเขาไม่คุ้นเคย เพราะเขาเข้าใจว่าการเขียนแบบนี้เป็นการเขียนในยุคปู่ย่าตายายเท่านั้น(2)
การศึกษาหนึ่งระบุว่า นักเรียนมากกว่า 33 เปอร์เซ็นต์มีปัญหาในการเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้งตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็กที่อ่านได้ง่ายและชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นเด็กที่ไม่สามารถเขียนตัวอักษรแบบตัวเขียนที่ต่อเนื่องกันยังไม่สามารถอ่านตัวอักษรเหล่านั้นได้ด้วย ซึ่งเป็นชีวิตที่เปลี่ยนไปของนักเรียนอเมริกัน
ความท้าท้ายของความสามารถในการเขียนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ประเทศจีนก็เผชิญปรากฏการณ์ที่คล้ายกันเมื่อเด็กนักเรียนจีนไม่รู้วิธีเขียนตัวอักษรจีน ซึ่งในภาษาจีนเรียกพฤติกรรมลักษณะนี้ว่า “ถี ปี่ วั่ง จื้อ” (Tibiwangzi 提笔忘字) หรือ Take pen, forget character ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่แปลว่า "หยิบปากกาแล้วลืมตัวอักษร" เป็นปรากฏการณ์ที่ผู้คนจำคำศัพท์หรือวิธีใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่กลับลืมวิธีเขียนตัวอักษรนั้นลงบนกระดาษเมื่อต้องใช้มือเขียนอันเนื่องมาจากการใช้สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์บ่อยครั้งจนลืมวิธีเขียนด้วยมือไปซึ่งเชื่อได้ว่าการสูญเสียทักษะการเขียนด้วยมือน่าจะเกิดกับเด็กนักเรียนไทยไม่มากก็น้อย
การเขียนด้วยมือไม่เพียงจะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการรับรู้อีกด้วย นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยอินเดียนาได้ทดลองเปรียบเทียบรูปแบบของการเรียนของเด็กก่อนวัยเรียนวัย 5 ขวบโดยบอกให้เด็ก พิมพ์ตัวอักษร ลากเส้นและเขียนตัวอักษรด้วยลายมือ โดยใช้เครื่องสแกนแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI : Magnetic Resonance Imaging ) ทั้งก่อนและหลังการทดลองซึ่งพบว่า “วงจรการอ่าน” (Reading circuit) ในสมองของเด็กจะถูกกระตุ้นให้รับรู้ถึงตัวอักษรหลังจากการเขียนด้วยลายมือเท่านั้นไม่ใช่จากการพิมพ์หรือการลากเส้นตามแบบ(2) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเขียนด้วยมือคือการเตรียมสมองให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้การอ่านอย่างมีนัยสำคัญซึ่งต่างจากการพิมพ์หรือการลากเส้น
มนุษย์มักประเมินภัยจาก เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ เพราะเราเห็นประโยชน์จากเทคโนโลยีมากกว่าความเป็นโทษ แต่เทคโนโลยีจากโลกออนไลน์เป็นภัยเงียบที่กัดกร่อนสังคมและทำลายความเป็นมนุษย์ลงโดยไม่รู้ตัว ประสบการณ์ที่กำลังจะหายไปจากชีวิตมนุษย์ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ยุคปัจจุบันกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างของประสบการณ์และพฤติกรรมครั้งใหญ่อย่างรวดเร็วยิ่งกว่ายุคใดๆ ประสบการณ์ความเป็นมนุษย์แบบเดิมกำลังถูกแทนที่ด้วยประสบการณ์ใหม่ที่มีแรงผลักดันสำคัญจากเทคโนโลยี สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียที่เราไม่อาจต้านทานได้นอกจาก ปรับตัว รู้ทัน ตั้งคำถาม และใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและมีสติเพื่อไม่ให้มนุษย์ถูกครอบงำด้วยเทคโนโลยีจนลืมความเป็นมนุษย์ไป
บทความโดย :
พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร
อ้างอิง :
1.https://www.thaigov.go.th/th/news/164460
2.The Extinction of Experience โดย Christine Rosen
3.Superbloom โดย Nichlas Carr
4.https://heatherdarwallsmith.com/why-speakerphone-calls-in-public-are-so-irritating/
5.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล - การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 7 ประจำปี 2564 “Children & Nature-deficit Disorder เด็กกับโรคขาดธรรมชาติ”
6. https://www.popticles.com/business/psychology-of-waiting-and-service-design/
7. https://thematter.co/brief/goodsmorning/goodsmorning-1573606582/90400
8.https://www.isranews.org/article/isranews-article/144562-socialmedia-2.html

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา