
"...อย่างไรก็ตามโซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นผู้ร้ายเสียเลยทีเดียว เพราะโซเชียลมีเดียทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกับผู้คนหลากหลาย เกิดความคิดสร้างสรรค์ แสดงออกถึงความสามารถ ได้รับความบันเทิง รวมทั้งได้รับการชดเชยจากการไม่ได้ถูกยอมรับในโลกแห่งความจริง โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็น ส่วนหนึ่งในชีวิตที่ไม่อาจแยกออกจากมนุษย์ได้ แต่โซเชียลมีเดียกลับเป็นจุดอ่อนของมนุษย์เจนเนอเรชันปัจจุบันและไม่ใช่เพื่อนที่ดีของเด็ก เพราะการใช้เวลาหน้าจอโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยที่ยังไม่พร้อมของเด็กเพื่อดูคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มากเกินไปโดยไร้กฎกติกาในยุคที่เด็กมีสมาร์ทโฟนเป็นของเล่น จะส่งผลกระทบซึ่งเข้าข่ายเป็นภัยต่อชีวิตเด็กในแง่มุมที่สำคัญ..."
แต่ไหนแต่ไรมาผู้เขียนมักชอบทักทายและพูดคุยกับเด็กๆเสมอเมื่อมีโอกาส ทั้งเด็กเล็กวัยอนุบาล รวมไปถึงเด็กโตระดับมัธยมหรือบางครั้งก็เป็นระดับมหาวิทยาลัย หากเป็นเด็กเล็กมากๆก็มักชอบดูพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกจากการเล่นกับเพื่อน พ่อ แม่ และการเลียนแบบของเด็กจากสิ่งที่เห็นรอบตัว การพูดคุยกับเด็กนอกจากจะทำให้ได้รับคำตอบที่ต้องการรู้จากเด็กในยุคปัจจุบันแล้วยังทำให้รับรู้ถึงความในใจบางเรื่องที่เด็กต้องการจะสื่อสารออกมาอีกด้วย
ระยะหลังผู้เขียนรู้สึกว่าการได้พบปะกับเด็กๆลดน้อยลง จะเป็นด้วยเด็กเกิดน้อยลงหรือเด็กมักออกไม่ออกมาเล่นตามที่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่อยู่อาศัยของผู้เขียน อย่าว่าแต่ละวันเลยในแต่ละเดือนหรือแต่ละปีที่ผ่านไปยังแทบจะไม่เห็นเด็กเล็กหรือเด็กโตปรากฎตัวให้เห็น สนามเด็กเล่นและสวนหย่อมใกล้บ้านจึงแทบเป็นสวนร้างมีเพียงผู้สูงอายุเดินออกกำลังกันเท่านั้น ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บอกว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจริงๆแล้ว
แม้ตามสถานที่ชุมชน ตลาดหรือห้างสรรพสินค้าที่มักมีเด็กหนาตากว่าพื้นที่อื่น แต่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มักง่วนอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ จนแทบไม่สนใจคนรอบข้างและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่การศึกษาในหลายประเทศรายงานตรงกันซึ่งเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่คงรู้สึกไม่ต่างกัน
เด็กไทยหายไปไหนหมด
ในช่วงราวสิบปีที่ผ่านมามีข่าวให้เห็นอยู่เนืองๆว่าประเทศไทยมีคนเกิดน้อยลงและเมื่อสำรวจจากข้อมูลที่มีการเก็บสถิติของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา จำนวนเด็กเกิดในประเทศไทยได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนมีจำนวนเด็กเกิดต่ำ 6 แสนคนตั้งแต่ปี 2562 จำนวนเด็กเกิดได้ลดลงต่ำลงเรื่อยๆ จนในปี 2567 เด็กเกิดในประเทศไทยได้ลดลงมาต่ำกว่า 5 แสนคนเป็นปีแรก ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ เพราะประเทศไทยเคยมีเด็กเกิดเกิน 1 ล้านคนต่อปีในช่วงปี 2506-2526 และเคยมีเด็กเกิดจำนวนสูงสุดในปี 2514 มากถึง 1,221,228 คน(1) ซึ่งเท่ากับว่าอัตราการเกิดของเด็กไทยเมื่อ 40 ปีแล้วลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งจนทำให้จำนวนเด็กในโรงเรียนหลายต่อหลายแห่งลดลงจนต้องปิดกิจการและจะส่งผลต่อการขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ของไทยในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

กราฟแสดงการเกิดของเด็กไทยที่มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง
ที่มา :https://www.theprachakorn.com/newsDetail.php?id=1002
พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเด็ก
นอกจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยและอีกหลายประเทศจนกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว ยังพบว่าพฤติกรรมของเด็กก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากการศึกษาพบว่าในปี 2012 ซึ่งเป็นปีที่มีการใช้สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง ครึ่งหนึ่งของวัยรุ่นอเมริกันติดต่อกับผู้คนผ่านจอมากกว่าการพบกันซึ่งหน้าและในอีกหกปีต่อมาพบว่า ปี 2018 จำนวนการติดต่อกับผู้คนผ่านจอของวัยรุ่นอเมริกันเพิ่มขึ้นเป็น 2 ใน 3 และพบว่าพวกเขาออกจากบ้านน้อยลงด้วยเมื่อเทียบกับคนยุคก่อนหน้าและยังรวมไปถึงพฤติกรรมอื่นๆที่เปลี่ยนไป เป็นต้นว่า พวกเขาขับรถยนต์น้อยลง ไม่สนใจที่จะทำใบขับขี่เมื่ออายุถึงเกณฑ์ ไปร่วมงานปาร์ตี้น้อยลง ออกเดทน้อยลง มีความสัมพันธ์ทางเพศน้อยลง ดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์น้อยลง เข้าโบสถ์น้อยลงและทำงานนอกเวลาน้อยลง (2) การสำรวจยังพบว่าความชอบเสี่ยงกับการเล่นที่อาจเป็นภัยกับตัวเองของวัยรุ่นลดลงจาก 50 เปอร์เซ็นต์เหลือเพียง 38 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าความซุกซนแบบหัวหกก้นขวิดหรือทำอะไรแผลงๆแบบที่เด็กรุ่นก่อนเคยทำลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกับพฤติกรรมอื่นๆ นอกจากความห่างเหินกับเพื่อนๆแล้วความห่างเหินในครอบครัวก็เกิดขึ้นเช่นกันเมื่อสมาร์ทโฟน ถูกนำมาคั่นกลางระหว่างคนในครอบครัว จนทำให้เกิดความห่างเหินระหว่างพี่น้องและพ่อแม่ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นได้ทุกครอบครัว
ภัยเงียบ 4 อย่างจากโซเชียลมีเดียกำลังคุกคามเด็ก
มีบทความ ผลการศึกษาและคำแนะนำมากมายจากแพทย์ นักจิตวิทยาและนักการศึกษาถึงภัยเงียบจากโซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟนที่กำลังคุกคามเด็กทั้งโลก เพราะโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้จดจ่อและใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่เห็นบนหน้าจอนานที่สุด ยิ่งเราใช้เวลาบนแพลตฟอร์มนั้นมากเท่าใด เจ้าของแพลตฟอร์มก็ยิ่งจะรวยมากขึ้นเท่านั้น แต่คำแนะนำต่างๆมักไม่เป็นผลในทางปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทยคำแนะนำเหล่านั้นแทบจะไร้ความหมาย
งานวิจัยภายในของ TikTok สรุปว่าความสามารถในการควบคุมตัวเองของผู้เยาว์มีประสิทธิภาพต่ำและขาดทักษะในการควบคุมตัวเองเมื่อใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ(3) เนื่องจากเด็กอายุน้อยจะมีปัญหาในการควบคุมความต้องการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ยากกว่าเด็กที่อายุมากกว่า เพราะระบบ ลิมบิก (Limbic) ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ของเด็กอยู่ในภาวะตื่นตัวสูง ในขณะที่สมองส่วนหน้า(Prefrontal cortex) ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตนเองของเด็กยังเติบโตไม่เต็มที่และทั้งสองระบบนี้ทำงานร่วมกันยังไม่ดีเท่ากับผู้ใหญ่(3) ซึ่งหมายความว่าเมื่อใดก็ตามที่เด็กเข้าไปอยู่บนแพลตฟอร์ม TikTok เด็กๆเหล่านั้นจะไม่สามารถหักห้ามใจที่จะไม่หยุดดูฟีดที่ส่งมาตลอดเวลาได้และพยายามหาคอนเทนต์ใหม่ดูไปเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้น ซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า TikTok ใช้อัลกอริทึมประเภทที่ทำให้เกิดการเสพติดมากที่สุด ไม่ต่างจาก YouTube Short หรือ Reels ที่พยายามดึงความสนใจจากผู้คนให้อยู่กับแพลตฟอร์มตัวเองนานที่สุด
อย่างไรก็ตามโซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นผู้ร้ายเสียเลยทีเดียว เพราะโซเชียลมีเดียทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกับผู้คนหลากหลาย เกิดความคิดสร้างสรรค์ แสดงออกถึงความสามารถ ได้รับความบันเทิง รวมทั้งได้รับการชดเชยจากการไม่ได้ถูกยอมรับในโลกแห่งความจริง โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็น ส่วนหนึ่งในชีวิตที่ไม่อาจแยกออกจากมนุษย์ได้ แต่โซเชียลมีเดียกลับเป็นจุดอ่อนของมนุษย์เจนเนอเรชันปัจจุบันและไม่ใช่เพื่อนที่ดีของเด็ก เพราะการใช้เวลาหน้าจอโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยที่ยังไม่พร้อมของเด็กเพื่อดูคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มากเกินไปโดยไร้กฎกติกาในยุคที่เด็กมีสมาร์ทโฟนเป็นของเล่น จะส่งผลกระทบซึ่งเข้าข่ายเป็นภัยต่อชีวิตเด็กในแง่มุมที่สำคัญ ดังนี้ (4)
1.เด็กถูกตัดขาดจากสังคม
เมื่อใดก็ตามที่เด็กเริ่มใช้สมาร์ทโฟน เวลาที่เคยอยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนๆและกับครอบครัวจะลดลง เพราะจอโทรศัพท์และโซเชียลมีเดียได้แย่งเวลาที่พบกับคนใกล้ชิดไปเกือบทั้งหมด จากการศึกษาพบว่าเวลาในการพบหน้าเพื่อนๆของวัยรุ่นอเมริกันที่เคยอยู่วันละ 122 นาทีในปี 2012 ลดลงราวครึ่งหนึ่งเหลือเพียง 67 นาทีเท่านั้นในปี 2019 และเชื่อว่าเด็กในทุกประเทศที่เข้าถึงสมาร์ทโฟนรวมทั้งเด็กไทยก็อยู่ในสภาวะที่ไม่ต่างกัน
การขาดการมีส่วนร่วมในสังคมของเด็กส่งผลสำคัญในทางลบต่อการพัฒนาการทางสังคม เพราะการพบหน้ากับผู้คนคือปัจจัยสำคัญของการพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กและการพบเพื่อนในโลกออนไลน์กับการพบเพื่อนจริงๆมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในที่สุดเด็กจะไม่รู้จักการเข้าสังคมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ รวมทั้งอาจขาดทักษะที่เรียกกันว่า Soft skill ซึ่งเป็นทักษะทางด้านอารมณ์ที่เป็นลักษณะอุปนิสัยและความสามารถเชิงสมรรถนะที่จะเป็นตัวช่วยให้สามารถที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ พร้อมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ(5) และมีจำนวนไม่น้อยที่เกิดปัญหาที่ขาดคุณสมบัติสมัครงานตามที่นายจ้างต้องการได้
นอกจากนี้การใช้เวลาหน้าจอเล่นกับโซเชียลมีเดียของเด็กไปอาจส่งผลกระทบทางจิตใจอื่นๆ นักจิตวิทยาพบว่าเด็กที่อยู่กับโซเชียลมีเดียนานๆมีแนวโน้มที่จะเกิด ภาวะซึมเศร้า(Depression) ความกังวล(Anxiety) และอาการทางจิตอื่นๆ ในขณะที่เด็กที่ใช้เวลากับเพื่อนๆเพื่อเล่นกีฬาหรือการร่วมพิธีทางศาสนากลับมีสุขภาพจิตที่ดีกว่า(4)
2.เด็กนอนไม่เต็มอิ่ม
พ่อแม่ไม่ว่าจะอยู่ในยุคก่อนหรือยุคปัจจุบันมักเคี่ยวเข็ญให้ลูกนอนเร็วและนอนตรงเวลาเสมอเพื่อให้เด็กได้นอนเต็มอิ่มไม่งอแงหรืออ่อนเพลียในตอนเช้าเมื่อไปโรงเรียน แต่เมื่อยุคสมาร์ทโฟนสามารถเข้าถึงตัวเด็ก วงจรการนอนของเด็กเริ่มเปลี่ยนไป จากการศึกษาพบว่าเวลานอนของเด็กที่เคยมากกว่า 7 ชั่วโมงลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา

นอกจากนี้การศึกษาจำนวนมากถึง 36 การศึกษาพบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียที่มากเกินไปกับคุณภาพการนอนหลับที่แย่ลงและยังชี้ว่ามีความสัมพันธ์กับสุขภาพจิตที่ต่ำลงด้วย บางการศึกษายังยืนยันด้วยว่าการใช้เวลากับหน้าจอมากเกินไปจะสัมพันธ์กับการนอนที่สั้นลง ความล่าช้าในการนอนหลับเพิ่มขึ้นและตื่นระหว่างนอนมากขึ้น(4)และยังมีการศึกษาที่ชี้ว่าผู้ที่มีปัญหาการนอนมากที่สุดคือผู้ที่เล่นอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียบนเตียงนอน ที่สำคัญคือการอดนอนของเด็กมีผลทำให้ เกิด อาการซึมเศร้า ความหงุดหงิดฉุนเฉียว ผลการเรียนตกต่ำลงและหากใช้ยวดยานจะทำให้เกิดอุบัติเหตุง่ายขึ้น
3.สมาธิของเด็กถูกทำลาย
สมาธิ หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการเลือกให้ความสนใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่เราไม่สามารถจะเลือกที่จะสนใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้หรือเมื่อใดที่เราปล่อยให้ตัวเองถูกชักนำให้เบี่ยงเบนความสนใจด้วยสิ่งเร้าต่างๆเท่ากับว่าความสนใจของเราถูกรบกวนและถูกทำลายลงทำให้อยู่ในภาวะ สับสน(Confused) งงงัน(Dazed) ขาดสมาธิและความรอบคอบ(Scatterbrained state) (4)
สมาธิจึงเป็นความสามารถในการจดจ่ออยู่กับความคิดเดียวเหมือนกับถนนที่เรากำลังเดินทางไปยังจุดหมาย แม้จะมีทางแยกหรือทางแยกอื่นๆ มากมาย ก็ไม่สนใจที่จะหันเข้าหาเส้นทางเหล่านั้น การรักษาสมาธิให้อยู่กับที่เป็นความมีวุฒิภาวะและเป็นสัญญาณของการทำงานของสมองที่ดี แต่สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียกลับเป็นเครื่องมือที่ทำลายสมาธิเพราะการที่วัยรุ่นจำนวนมากได้รับการแจ้งเตือนนับร้อยครั้งต่อวันจากเสียงสัญญาณเตือน(Notification) จากบรรดาแอปพลิเคชันต่างๆ จนทำให้พวกเขาถูกรบกวนอยู่เกือบตลอดเวลาโดยแทบไม่มีสมาธิจดจ่อกับงานที่กำลังทำอยู่
มีหลักฐานบ่งชี้ว่าการที่ความสนใจถูกทำลายในช่วงวัยรุ่นตอนต้นอันเนื่องมาจากการใช้โซเชียลมีเดียและวิดิโอเกมอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของ ทักษะสมองส่วนบริหาร(Brain executive function)ที่ทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรม วางแผน และตัดสินใจอย่างเหมาะสมในชีวิตประจำวันได้ (6 และ8 )
การที่เด็กขาดสมาธิจึงมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของทั้งเด็กและผู้ใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการอ่านหนังสือของเด็ก ผลสำรวจการอ่านหนังสือของคนไทย พ.ศ. 2561 พบว่าการอ่านจากหนังสือกระดาษและจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์กำลังจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือร้อยละ 88.0 อ่านหนังสือกระดาษ และร้อยละ 75.4 อ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีข้อสังเกตว่าการอ่านประเภทหลังนั้นส่วนใหญ่เป็นการใช้โซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ต (เกือบร้อยละ 70) ซึ่งมีแนวโน้มว่าการอ่านหนังสือกระดาษกำลังลดลงลดลงทีละน้อยและการอ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (9) หลายปีผ่านไปจากการสำรวจตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ปัจจุบันเชื่อว่าเวลาในการอ่านจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์น่าจะมากกว่าเวลาการอ่านหนังสือไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ต่างจากการสำรวจของสหรัฐอเมริกาซึ่งพบว่าโดยเฉลี่ยคนอเมริกันอ่านหนังสือวันละ 17 นาทีเท่านั้น แต่ใช้เวลาถึง 5.4 ชั่วโมงกับหน้าจอโทรศัพท์(10)
แม้ว่าการอ่านหนังสือหรืออ่านจากจอสมาร์ทโฟนคือการอ่านเหมือนกัน แต่การอ่านหนังสือเป็นการฝึกฝนให้เราอ่านในรูปแบบเฉพาะซึ่งเป็นการอ่านแบบเป็นลำดับทำให้เราจดจ่ออยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นเวลานานๆได้ แต่การอ่านจากจอเป็นวิธีอ่านที่ต่างออกไปเพราะเป็นเหมือนการอ่านแบบเร่งรีบโดยการกวาดสายตาจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอย่างรวดเร็ว แถมยังมีการรบกวนจากเสียงเตือนผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์อยู่เกือบตลอดเวลาทำให้เราต้องเสียสมาธิขณะอ่าน เราจึงมีแนวโน้มที่จะอ่านแบบผ่านๆมากกว่าการตั้งใจอ่านแบบการอ่านหนังสือซึ่งทำให้คุณภาพการอ่านแย่ลงอันเป็นผลมาจากสิ่งที่ เรียกว่า "ความด้อยคุณภาพของหน้าจอ" (Screen inferiority) นำไปสู่การสูญเสียทักษะในการอ่านแบบลึกลงไปในรายละเอียดและเชื่อว่ามีผลกระทบต่อสมรรถนะทางการเรียนของเด็กทั่วทั้งโลก
นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษามากมายที่ยืนยันตรงกันว่า นักเรียนที่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์สมาร์ทโฟนในระหว่างการเรียนจะส่งผลให้ผลการสอบแย่ลงเมื่อเทียบกับนักเรียนที่ไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟนเพราะอุปกรณ์ประเภทนี้เป็นสิ่งรบกวนสมาธิของนักเรียน การห้ามใช้สมาร์ทโฟนระหว่างการเรียนจึงเป็นมาตรการหนึ่งในหลายมาตรการที่สถานศึกษาถือปฏิบัติ
4. ภัยจากการเสพติดโซเชียลมีเดีย
นักเขียนและนักข่าวสายเทคโนโลยีคนหนึ่ง เคยกล่าวไว้ว่าว่าเฟซบุ๊กเป็นอาณาจักรที่สร้างขึ้นบนโมเลกุลของความรู้สึกสุขสบายจากสารโดพามีน(Dopamine) ในสมองมนุษย์ที่ผู้ออกแบบโซเชียลมีเดียรู้ดีว่าสามารถนำมาใช้เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานให้วนกลับมาใช้บริการซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้(11) โดพามีนจึงเป็นโมเลกุลที่ร่างกายหลั่งออกมาจากความตั้งใจของผู้ออกแบบซึ่งนอกจากสร้างความพึงพอใจแล้วยังนำไปสู่การโหยหารางวัลที่จะได้รับครั้งต่อๆไปอย่างไม่รู้จบ
การหลั่งสารโดพามีนจากสมองทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจแต่ไม่ถือว่าเป็นความพึงพอใจที่แท้จริง ในทางตรงข้ามกลับทำให้เราอยากทำบางอย่างซ้ำๆกันเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารโดพามีนออกมาอีกจนทำให้เราไม่อยากหนีจากสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นไปไหนจนเป็นการเสพติดทางพฤติกรรมไปโดยไม่รู้ตัว นักพัฒนาแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จทุกแพลตฟอร์มจึงใช้เทคนิคทางพฤติกรรมศาสตร์โมเดลเดียวกัน “ดักจับ” จุดอ่อนทางพฤติกรรมของผู้คนจนไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมตัวเองได้และติดกับดักของแพลตฟอร์มอย่างโงหัวไม่ขึ้น จึงพูดได้เต็มปากว่าโซเชียลมีเดียคือสื่อที่ออกแบบมาเพื่อการเสพติดนั่นเอง ยิ่งผู้ใช้ซึ่งอยู่ในวัยเด็กอายุยิ่งน้อยยิ่งทำให้จำนวนปีในการใช้แพลตฟอร์มของเด็กกว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่(Life time ของการใช้แพลตฟอร์ม) นานยิ่งขึ้น
สิ่งที่เด็กต้องเผชิญในโลกโซเชียล
โซเชียลมีเดียเป็นสื่อที่ไร้การควบคุม เมื่อใดก็ตามที่เด็กเข้าไปสัมผัส เด็กจะต้องพบกับสิ่งที่ไม่เคยพบในชีวิตมาก่อนทั้ง การหลอกลวงทางโซเชียลมีเดีย (Social media scam) และคอนเทนต์อื่นๆ จนในที่สุดก็ตกเป็นเหยื่อจากสิ่งที่พบเห็นในโลกโซเชียล เป็นต้นว่า
- เด็กมีการติดต่อกับคนแปลกหน้า: เมื่อปีที่แล้วเด็กหญิงวัยเพียง 14 ปี จากจังหวัดระยองถูกชายแปลกหน้าติดต่อผ่านแพลตฟอร์มไลน์ หลอกให้ไปทำงานทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กัมพูชา ก่อนหน้านี้เคยมีเด็กวัย 15 ปีถูกหลอกไปทำงานในลักษณะเดียวกันที่ปอยเปตประเทศกัมพูชาและยังมีอีกหลายกรณีที่เกิดจากคนแปลกหน้าติดต่อเข้ามาหาเด็กเพื่อหาประโยชน์จากเด็กในรูปแบบต่างๆ
- เด็กถูกขู่กรรโชกทางเพศ (Sextortion) : นักล่าเหยื่อหลอกล่อเด็กให้ส่งภาพวาบหวิวหรือภาพส่วนตัวที่ควรจะเก็บไว้เฉพาะและแบล็คเมล์หรือข่มขู่เรียกร้องเงินทองในภายหลังหากเด็กไม่ทำตามจะเปิดเผยภาพเหล่านั้น
- เด็กต้องเจอกับคอนเทนต์อันตราย : คอนเทนต์มากมายบนโลกโซเชียลอาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้หากมีการเลียนแบบ เช่น คอนเทนต์โปรโมตโรคคลั่งผอม(Pro-anorexia) คอนเทนต์การทำร้ายตัวเอง คอนเทนต์การฆ่าตัวตาย ฯลฯ จากการศึกษาพบว่าผู้ใช้ TikTok ที่มีปัญหาการกินผิดปกติได้เห็นคลิปที่ส่งเสริมพฤติกรรมการกินผิดปกติมากถึง 4343 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีปัญหา(3)
- เด็กต้องเจอกันคอนเทนต์ที่สร้างความสับสน : อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มมักเลือกฟีดสิ่งที่ผู้คนสนใจและกระตุ้นอารมณ์โกรธ เศร้า หรือภาวะความเป็นความตายมาให้เด็กเห็นเสมอ คอนเทนต์เหล่านี้มักถูกดูนานและมีการดูซ้ำมากกว่าคอนเทนต์ปกติทั่วๆไป คอนเทนต์ประเภทนี้สร้างความเจ็บปวด ความทุกข์ ทำร้ายจิตใจเด็ก ซึ่งล้วนแต่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของเด็กทั้งสิ้น
- เด็กแย่งชิงกันเพื่อให้ได้ยอดไลค์ยอดผู้ติดตาม : ความมีชื่อเสียงและการยอมรับบนโลกออนไลน์เป็นที่ปรารถนาของคนทุกวัยในโลกที่จำนวนนับสำคัญกว่าคุณภาพและความถูกต้อง ผู้โพสต์จึงพยายามทุกวิธีที่จะหาคอนเทนต์เพื่อให้ได้รับความสนใจมากที่สุด การโพสต์และการคาดหวังจากการตอบรับด้วยยอดไลค์และผู้ติดตามมักกระตุ้นความกังวลแก่เด็กหรือแม้แต่ผู้ใหญ่เสมอ
- เด็กจะเจอกับการกลั่นแกล้งและดรามา : โลกโซเชียลมีคนร้อยพ่อพันแม่เข้าไปหาประโยชน์จากแพลตฟอร์มไม่ว่าใครก็ตามที่แสดงตัวตนหรือความเห็นจะถูกจับจุดอ่อนเพื่อการกลั่นแกล้งรวมทั้งสร้างดรามาอยู่ตลอดเวลา จากการศึกษาพบว่าเด็กผู้ชาย 1 ใน 10 และเด็กผู้หญิง 1 ใน 5 ถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ในแต่ละปี(4)
- เด็กเกิดความทุกข์จากการเปรียบเทียบตัวเองทางสังคม : โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ที่เด็กอดไม่ได้ที่จะต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ จากความต้องการความพึงพอใจและความต้องการความสมบูรณ์แบบในตัวเอง เด็กมักมองตัวเองแย่หรือด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ จากผลการศึกษาพบว่าความพอใจในตัวเองของทั้งเพศหญิงและเพศชายลดลงตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา (4)และมีแนวโน้มลดลง
- เด็กกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง : ยิ่งใกล้เลือกตั้งคอนเทนต์ทางการเมืองถูกเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียเกือบทุกแพลตฟอร์มและเด็กเล็กจำนวนไม่น้อยสามารถเข้าถึงคอนเทนต์ทางการเมืองที่กระตุ้นอารมณ์โกรธ ก้าวร้าว ปลูกฝังความเกลียดชัง แบ่งฝักฝ่ายทางการเมืองและแสดงคำพูดหยาบคาย(มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงช่วงเลือกตั้งปี 2566) รัฐบาลและกกต.ต้องไม่นิ่งดูดายและอย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเพราะคอนเทนต์ทางการเมืองสามารถเข้าถึงตัวเด็กเล็กผ่านโซเชียลมีเดียได้อย่างง่ายดายโดยไร้การป้องกันใดๆ
ประเทศต่างๆช่วยเด็กจากการคุกคามของโซเชียลมีเดียอย่างไร ?
รัฐบาลของหลายประเทศเข้าใจปัญหาผลกระทบจากโซเชียลมีเดียที่มีต่อเด็กและพยายามหามาตรการที่เหมาะสมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้เด็กได้มีชีวิตกลับมาดังเดิม เป็นต้นว่า
ออสเตรเลีย บังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า16 ปีสร้างบัญชีโซเชียลมีเดีย ซึ่งหมายความว่าบริษัทโซเชียลมีเดียต่างๆเช่น Meta TikTok และ YouTube ต้องดำเนินการ "ตามขั้นตอนที่เหมาะสม" เพื่อให้แน่ใจว่าชาวออสเตรเลียที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี จะไม่มีบัญชีใช้งานบนแพลตฟอร์มของตน(12) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 นับเป็นประเทศแรกของโลกที่ออกกฎหมายจำกัดอายุการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กเต็มรูปแบบ
มาเลเซีย ประกาศว่ามีแผนที่จะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อความปลอดภัยของเด็กโดยคาดว่าจะมีผลในปี 2026 (13)
สหราชอาณาจักร มีกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางออนไลน์กำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวมถึงการจำกัดอายุเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เยาว์เข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตราย(14)
เดนมาร์ก ประกาศว่าจะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ แต่จะอนุญาตให้ผู้ปกครองยกเว้นให้เด็กอายุ 13 ปีขึ้นไปเข้าถึงแพลตฟอร์มบางประเภทได้(14)
ฝรั่งเศส ออกกฎหมายกำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องขอความยินยอมจากผู้ปกครองก่อนที่ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปีจะสร้างบัญชีโซเชียลมีเดีย(14)
จีน หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ของจีนได้นำโครงการที่เรียกว่า "โหมดผู้เยาว์" (Minor mode) มาใช้ เพื่อจำกัดเวลาการใช้งานหน้าจอตามช่วงอายุ(14)
เยอรมนี เด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 13 ถึง 16 ปี สามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ปกครองให้ความยินยอมเท่านั้น(14)
ประเทศอื่นๆ เช่น นอร์เวย์ อีตาลี สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆอีกหลายประเทศมีแนวทางในการให้การป้องกันเด็กจากการคุกคามของโซเชียลมีเดียในทำนองเดียวกัน
ประเทศไทย ยังไม่มีความชัดเจนต่อมาตรการจำกัดอายุการใช้โซเชียลมีเดียของเด็ก แต่โรงเรียนจำนวนมากห้ามใช้โทรศัพท์ในระหว่างการเรียน
การจำกัดอายุของเด็กในการใช้โซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟนเป็นมาตรการที่อ่อนไหวและท้าทายจากปัจจัยหลายประการ เพราะกฎหมายจำกัดอายุการใช้สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียคือกฎหมายขัดใจเด็ก ซึ่งจะส่งผลต่อคะแนนเสียงของพรรคการเมืองผู้เสนอไม่มากก็น้อย เพราะเด็กวัยนี้คือฐานเสียงสำคัญของพรรคการเมืองทุกพรรคต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า นักการเมืองจึงต้องกล้าที่จะเลือกระหว่างอนาคตของชาติกับคะแนนเสียงของตัวเอง
ปี “2569” จึงควรจะเป็นปีที่รัฐควรเริ่มส่งสัญญาณให้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง โรงเรียนและองค์กรเพื่อสังคมในการสร้างจุดเปลี่ยนเพื่อช่วยเหลือเด็กให้หลุดพ้นจากภัยของโซเชียลมีเดียอย่างจริงจัง ในเบื้องต้นหากยังไม่สามารถออกกฎหมายได้ภายในระยะเวลาอันสั้น รัฐควรต้องสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยจากโซเชียลมีเดียในระดับที่มากพอจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อส่วนรวม รวมทั้งสร้างความเข้าใจแก่พ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกอยู่กับจอสมาร์ทโฟนโดยลำพังโดยไม่ปล่อยให้พ่อแม่รังแกลูกโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่มีใครใกล้ชิดและปกป้องลูกได้ดีเท่าพ่อแม่ อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่รัฐต้องทำอันดับแรกคือการจัดทำคู่มือสำหรับพ่อแม่ในการแนะนำและกำกับดูแลเด็กก่อนใช้สมาร์ทโฟนและรู้ทันภัยของโซเชียลมีเดียผ่านทางโรงเรียน เพื่อให้พ่อแม่ทำหน้าที่เป็นสมองส่วนหน้าและสมองส่วนควบคุมอารมณ์ของเด็กก่อนถึงวัยที่เด็กพร้อมที่จะเผชิญกับ ความวุ่นวาย ซับซ้อนและสิ่งไม่พึงประสงค์ต่างๆจากโลกเสมือนที่เต็มไปด้วยภัยทุกรูปแบบ
บทความโดย :
พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร

อ้างอิง :
1. https://www.theprachakorn.com/newsDetail.php?id=1002
2. Superbloom โดย Nicholas Carr
3. 10 Rules for Raising Kids in a High-Tech World โดย Jean M Twenge
4. The Anxious Generation โดย Jonathan Haidt
5. https://alumni.mahidol.ac.th/soft-skill/
6. The Extinction of Experience โดย Christine Rosen
7. Generations โดย Jean M.Twenge
8. https://www.brainandlifecenter.com/executive-functions/
9. https://www.thekommon.co/thailand-reading-2561/
10. Stolen Focus โดย Johann Hari
11. The Psychology of Silicon Valley โดย Cathy Cook
12. https://www.bbc.com/news/articles/cgl6gkd7pz6o
13. https://www.reuters.com/world/asia-pacific/malaysia-says-it-plans-ban-social-media-under-16s-2026-2025-11-24/
14. https://www.reuters.com/world/asia-pacific/australia-europe-countries-move-curb-childrens-social-media-access-2025-12-09/?utm_source=substack&utm_medium=email
ภาพประกอบ :
https://pegasusels.com/2022/02/18/the-dangers-of-letting-the-internet-raise-your-child/?lang=en

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา