
"...แนวคิดสำคัญคือ การสร้างระบบดูแลต่อเนื่องภายในโรงเรียน ไม่ใช่เพียงจัดกิจกรรมแล้วจบ แต่สร้างกลไกที่ทำให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง โรงเรียนปลอดบุหรี่ในแนวคิดการสร้างนิเวศเพื่อเยาวชนปลอดนิโคตินที่ดำเนินการโดยโรงพยาบาลสูงเนิน จึงเป็น นวัตกรรมที่มีอัตลักษณ์เป็น “นิเวศวิถีสูงเนิน”..."
“เมื่อโรงพยาบาลไม่ได้รักษาเพียงผู้ป่วย แต่รักษาอนาคตของเยาวชน”
ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทย หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามว่าเราจะป้องกันปัญหานี้ได้อย่างไร ก่อนที่เด็กคนหนึ่งจะกลายเป็นผู้ติดนิโคตินตลอดชีวิต
คำตอบหนึ่งอาจอยู่ที่อำเภอสูงเนิน ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งโรงพยาบาลชุมชนสูงเนิน ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การป้องกันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่ต้องอาศัยการทำงานอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงโรงพยาบาล โรงเรียน ครู และเยาวชนเข้าด้วยกัน
ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนได้กล่าวถึง โรงพยาบาลสูงเนิน ในบทความ เรื่อง นิเวศเพื่อเยาวชนปลอดนิโคติน : บทเรียนจากสหรัฐอเมริกา สำนักข่าวอิศรา ข้อ 4. สถานศึกษาปลอดนิโคตินแบบครบวงจร (Nicotine-Free School Ecosystem) อ้างอิง
โครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โรงพยาบาลสูงเนิน ปี 2568 มิใช่เพียงกิจกรรมรณรงค์ทั่วไป แต่เป็นความพยายามสร้าง “นิเวศโรงเรียนปลอดบุหรี่” ที่ช่วยให้เด็กสามารถเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยจากนิโคติน
โดยที่ การสร้างความเปลี่ยนแปลง ที่นิยมและเป็นบรรทัดฐานทั่วไป ของหน่วยงานสุขภาพ คือ การบอก หรือ การให้ความรู้ แต่ การสร้างนิเวศจะทำให้การเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ มีความยั่งยืน
ดู บทความ ก้าวข้ามการบอก สู่การสร้างเงื่อนไขเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ ใน สำนักข่าวอิศรา
จากการรณรงค์สู่การสร้างนิเวศ
เป้าหมายของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่ที่การให้ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันไม่ให้เด็กเริ่มสูบ การค้นหากลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการช่วยเหลือเด็กที่สูบอยู่แล้วให้สามารถลด ละ หรือเลิกได้
แนวคิดสำคัญคือ การสร้างระบบดูแลต่อเนื่องภายในโรงเรียน ไม่ใช่เพียงจัดกิจกรรมแล้วจบ แต่สร้างกลไกที่ทำให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง โรงเรียนปลอดบุหรี่ในแนวคิดการสร้างนิเวศเพื่อเยาวชนปลอดนิโคตินที่ดำเนินการโดยโรงพยาบาลสูงเนิน จึงเป็น นวัตกรรมที่มีอัตลักษณ์เป็น “นิเวศวิถีสูงเนิน”
โรงพยาบาลสูงเนิน ได้ทำงานร่วมกับโรงเรียนมัธยมศึกษา 13 แห่งในพื้นที่ พร้อมเชื่อมโยงกับโครงการป้องกันยาเสพติด โครงการ To Be Number One และกิจกรรมพัฒนาเยาวชนอื่น ๆ ในชุมชน ทำให้การป้องกันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ภารกิจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของโรงพยาบาล โรงเรียน ครู และเยาวชน
วิธีทำงานที่เข้าถึงเด็กจริง
สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงการไม่ได้ใช้เพียงการบรรยายให้ความรู้ แต่ใช้กระบวนการทางสุขภาพที่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับ
นักเรียนกลุ่มเสี่ยงได้รับการคัดกรองด้วยเครื่องตรวจคาร์บอนมอนอกไซด์ในลมหายใจ (CO Smokerlyzer) ซึ่งเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ช่วยให้เห็นผลกระทบจากการสูบบุหรี่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน เด็กที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ายังได้รับการพูดคุยแบบสร้างแรงจูงใจ (Motivational Interviewing) และการให้คำปรึกษาแบบสั้น (Brief Intervention) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในการช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ
แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากการตำหนิหรือการบังคับ เพราะเปิดโอกาสให้เด็กตระหนักถึงปัญหาและตัดสินใจเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง
ความสำเร็จที่วัดผลได้
ผลลัพธ์ของโครงการสะท้อนว่า การทำงานเชิงระบบสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
นักเรียนกลุ่มเสี่ยง 50 คนได้รับการคัดกรองอย่างเป็นระบบ และพบผู้ที่เคยสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า 10 คนเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือ
เมื่อมีการติดตามผล พบว่า
• ร้อยละ 40 สามารถหยุดสูบได้ต่อเนื่อง
• ร้อยละ 50 ลดปริมาณการสูบลง
• มีเพียงร้อยละ 10 ที่ยังสูบเท่าเดิม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เด็ก 9 ใน 10 คนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น
สำหรับงานป้องกันในระดับชุมชน ผลลัพธ์เช่นนี้ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะทุกคนที่ลดหรือเลิกสูบได้ หมายถึงการลดโอกาสเกิดโรคเรื้อรัง ลดความเสี่ยงการติดนิโคตินระยะยาว และเพิ่มโอกาสที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี
ประโยชน์ที่มากกว่าการเลิกบุหรี่
คุณค่าของโครงการไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้เลิกสูบเพียงอย่างเดียว
เด็กและเยาวชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โรงเรียนได้รับสื่อรณรงค์และเครื่องมือในการเฝ้าระวัง ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเครือข่ายสนับสนุนจากบุคลากรสาธารณสุข
ที่สำคัญ โครงการช่วยสร้างวัฒนธรรมใหม่ในโรงเรียนว่า “การไม่สูบบุหรี่คือเรื่องปกติ” และ “การดูแลสุขภาพเป็นคุณค่าร่วมของทุกคน”
นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงนิเวศที่ลึกซึ้งกว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรียนเพียงไม่กี่คน
นวัตกรรมเล็ก ๆ ที่สร้างผลลัพธ์ใหญ่
แม้จะเป็นโครงการระดับอำเภอ แต่มีองค์ประกอบที่น่าสนใจหลายประการ ได้แก่
(1) การใช้เครื่องตรวจ CO ทำให้การติดตามผลมีความน่าเชื่อถือและจับต้องได้
(2) การใช้เทคนิค Motivational Interviewing ทำให้เด็กเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ผู้ถูกบังคับ
(3) การบูรณาการกับโครงการยาเสพติดและกิจกรรมเยาวชนที่มีอยู่แล้ว ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างว่าการสร้างนวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเทคโนโลยีราคาแพง แต่อาจเริ่มจากการนำเครื่องมือที่มีอยู่มาใช้ให้เหมาะสมกับบริบท
บทเรียนจากอุปสรรค
แน่นอนว่าโครงการไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด
ข้อจำกัดสำคัญคือเวลาของนักเรียน เนื่องจากคาบเรียนของแต่ละระดับชั้นไม่ตรงกัน บางวิชาไม่สามารถขาดเรียนได้ และช่วงดำเนินงานบางส่วนตรงกับช่วงปิดภาคเรียน
ผลคือกิจกรรมบำบัดไม่สามารถดำเนินได้ต่อเนื่องเท่าที่วางแผนไว้
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคเหล่านี้มิได้สะท้อนความล้มเหลว แต่กลับเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการออกแบบโครงการในอนาคต โดยเฉพาะการประสานตารางเรียนกับกิจกรรมสุขภาพให้สอดคล้องกันมากขึ้น
ใช้งบน้อย แต่ได้ผลเกินคาด
โครงการใช้งบประมาณเพียง 48,385 บาท โดยได้รับกาาสนับสนุนจากมูลนิธิโรงพยาบาลสูงเนิน และ สามารถดำเนินกิจกรรมครอบคลุมโรงเรียนมัธยมศึกษา 13 แห่ง และเข้าถึงนักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในระยะยาว งบประมาณดังกล่าวถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะการป้องกันเด็กคนหนึ่งไม่ให้เข้าสู่วงจรการติดนิโคติน อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลในอนาคตได้หลายเท่าตัว
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนด้านการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค แม้จะเป็นเม็ดเงินจำนวนไม่มาก แต่สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมได้อย่างมหาศาล
อนาคตของโรงเรียนปลอดบุหรี่
บทเรียนจากโรงพยาบาลสูงเนินชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนไม่สามารถอาศัยมาตรการใดมาตรการหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ครูต้องเป็นผู้สังเกตและให้คำแนะนำ เยาวชนนักเรียนต้องร่วมแรงร่วมใจสนับสนุน เพื่อนช่วยเพื่อน ขณะที่บุคลากรสาธารณสุขต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการและระบบบริการ
หากแนวทางเช่นนี้ได้รับการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ก็มีโอกาสที่จะสร้างเครือข่ายโรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าที่เข้มแข็งทั่วประเทศ
ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของโครงการไม่ได้วัดจากจำนวนกิจกรรมที่จัดขึ้น แต่คือจำนวนเด็กและเยาวชนที่สามารถเติบโตขึ้นโดยไม่ตกเป็นเหยื่อของนิโคติน และมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีในอนาคต
นั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของการสร้าง “นิเวศโรงเรียนปลอดบุหรี่” ซึ่งโรงพยาบาลสูงเนินได้เริ่มต้นไว้ให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้วในวันนี้ และ จะเป็นต้นแบบสำคัญแห่งหนึ่งที่จะขยายผลสำหรับสังคมไทยต่อไป.
โดย วิทยา กุลสมบูรณ์
ผู้เขียน ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก
คุณกาญจนา พึ่งสูงเนิน
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด
โรงพยาบาลสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา