
อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า ศาล รธน. จะเข้าข้าง กกต.ผู้ถูกร้อง...เพราะ “การไต่สวน” ก็เพื่อรู้ถึงกระบวนการโดยละเอียด...“การเดินเผชิญสืบ” ก็เพื่อให้เห็นว่าบัตรเลือกตั้งจะยังคง “เป็นความลับได้ตลอดไป” หรือไม่...ส่วนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนแล้วของฝั่งผู้ร้อง ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาแสวงหาอีก
ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของคดีรัฐธรรมนูญ ที่ศาลรัฐธรรมนูญนำวิธี “เดินเผชิญสืบ” ซึ่งปกติมักใช้ในศาลยุติธรรมมาใช้ในคดีบัตรเลือกตั้ง กระบวนการนี้สะท้อนให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญตระหนักถึงผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงจำเป็นต้องรวบรวมข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนมากที่สุด ตั้งแต่กระบวนการจัดพิมพ์และเตรียมบัตรเลือกตั้ง การออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน ตลอดจนการจัดส่งและเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งในสถานที่ที่กำหนด
หลังศาลเปิดไต่สวนพยานปากสำคัญ รวม 5 ปาก ซึ่งล้วนเป็นพยานที่เกี่ยวข้องกับฝั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ถูกร้อง รวมถึงการลงพื้นที่ “เดินเผชิญสืบ” ตรวจสถานที่เก็บบัตรเลือกตั้งและหลักฐานอื่น ๆ ณ สำนักงานเขตหลักสี่ ซึ่งเป็นพื้นที่จัดการเลือกตั้งของ กกต. ทำให้นักวิเคราะห์การเมืองและสื่อมวลชนบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ศาลรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับพยานหลักฐานของฝั่ง กกต. เป็นพิเศษ โดยไม่มีการเรียกไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง คือผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ร้องเรียนที่มีมากกว่า 20 คน เลยแม้แต่คนเดียว
การตั้งข้อสังเกตจากสาธารณชนว่า ศาลรัฐธรรมนูญมุ่งเน้นการไต่สวนพยานบุคคล เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. และผู้แทนบริษัทผู้จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่เกี่ยวข้องกับ กกต. ตลอดจนการลงพื้นที่เดินเผชิญสืบ โดยมิได้เรียกพยานฝ่ายผู้ร้อง เข้าไต่สวนเพิ่มเติมนั้น ในทางหลักการแสวงหาข้อเท็จจริง มิได้หมายความว่าศาลมีความเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายผู้ถูกร้องแต่ประการใด หากแต่ดุลพินิจดังกล่าวอาจตั้งอยู่บนหลักการทางกฎหมาย 2 เรื่อง
-
ความสมบูรณ์ของพยานหลักฐานฝ่ายผู้ร้อง ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคำร้องและคำชี้แจงเพิ่มเติมของฝ่ายผู้ร้อง มีความครบถ้วนเพียงพอต่อการวินิจฉัยแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องเปิดการไต่สวนพยานบุคคลซ้ำซ้อนอีก
-
ขอบเขตของการเดินเผชิญสืบ: ฝ่ายผู้ร้องเป็นองค์กรตรวจสอบ มิใช่หน่วยงานปฏิบัติการ จึงไม่มีสถานที่หรือวัตถุพยานทางกายภาพที่ศาลจะต้องเดินทางออกไปสืบพยานเชิงรุก ขณะที่การจำลองเหตุการณ์ของภาคประชาชน ก็มิใช่พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นจริงในวันเลือกตั้ง
ในทางกลับกัน การที่ศาลมุ่งตรวจสอบพยานหลักฐานและขั้นตอนการปฏิบัติงานของ กกต. อย่างละเอียด อาจเป็นข้อบ่งชี้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญกำลังมุ่งประเด็นข้อสงสัยไปที่ความชอบด้วยกฎหมายในกระบวนการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ว่าเป็นไปโดยถูกต้องและสามารถรักษา "ความลับ" ของการออกเสียงลงคะแนนได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่
ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ เพราะไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อการเมืองไทยแน่นอน
เนื่องจากคดีนี้ เป็นปมปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในเชิงโครงสร้าง ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในวงกว้าง บรรทัดฐานทางกฎหมายในเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยอย่างเด็ดขาดและชัดเจนไปในทางใดทางหนึ่ง โดยไม่ใช่การวินิจฉัยในลักษณะประนีประนอมหรือ “แทงกั๊ก” คำวินิจฉัยจึงน่าจะออกมาเพียงหน้าใดหน้าหนึ่งใน 2 หน้านี้
หน้าที่ 1 วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เป็นการวินิจฉัยในเชิงคุ้มครองหลักการ โดยฟังข้อเท็จจริงในวันเลือกตั้งว่า ผู้ลงคะแนนสามารถจำโค้ดบนบัตรเลือกตั้ง แล้วไปบอกแก่บุคคลอื่น เพื่อนำไปเทียบกับโค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ถูกชูขึ้นตอนนับคะแนน เมื่อโค้ดตรงกันก็จะรู้ว่า “ใครเลือกใคร” ทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ ซึ่งจะส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้ตกเป็นโมฆะทันที
หน้าที่ 2 วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ โดยบัตรเลือกตั้งสามารถมีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์พิเศษได้ เป็นการวินิจฉัยในเชิงรับรองเทคโนโลยี โดยฟังข้อเท็จจริงว่า บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งเท่านั้น และมีระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ปิดกั้นการเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังตัวบุคคลได้อย่างเด็ดขาด โดยรับรองว่าเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์พิเศษนี้สามารถมีอยู่ได้ โดยไม่กระทบต่อความลับในการลงคะแนน ซึ่งจะกลายเป็นบรรทัดฐานรองรับการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งในลักษณะเดียวกัน สำหรับการเลือกตั้งทุกระดับในอนาคต
ประชาชนส่วนใหญ่ รวมถึงนักกฎหมายมหาชนค่อนข้างเชื่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่เลือกแนวทาง “แทงกั๊ก” โดยจะไม่วินิจฉัยว่า.... แม้การมีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะมีความเสี่ยงทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ แต่เนื่องจากยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า มีเหตุการณ์ทุจริตหรือข้อมูลรั่วไหลในการเลือกตั้งครั้งนี้ อันมาจากบัตรเลือกตั้งลักษณะนี้ จึงทำให้การเลือกตั้งยังคงชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ในอนาคตห้ามมิให้มีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์พิเศษบนบัตรเลือกตั้งอีก….
หากย้อนดูแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีต ได้แก่ คดี กกต.จัดคูหาลงคะแนนหันออกด้านหน้า เมื่อปี 2549 ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ด้วยเหตุผลว่าการจัดคูหาลงคะแนนมีลักษณะเอื้อให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ แม้ในทางปฏิบัติจะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีบุคคลอื่นใดมองเห็นการกาบัตรเลือกตั้งของผู้ลงคะแนนแม้แต่ใบเดียวก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันเดินตามแนวคำวินิจฉัยเดิม การเลือกตั้งครั้งนี้ก็มีแนวโน้มว่า คำวินิจฉัยจะออกมาในทางที่เป็นโมฆะ
เมื่อมองในมุมของการเมืองภาคสนาม นักการเมืองสาย “บ้านใหญ่” ที่พึ่งพาเครือข่ายหัวคะแนนและการซื้อเสียง จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลหากบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด เพราะสิ่งนี้จะเข้ามาปิดช่องโหว่สำคัญของขบวนการซื้อเสียงในอดีต ที่ไม่สามารถควบคุมหรือตรวจสอบได้ว่า คนที่รับเงินไปแล้วจะยอมกาบัตรหรือลงคะแนนให้ ตามที่ตกลงกันจริงหรือไม่
แต่เดิม การควบคุมเป้าหมายจะทำได้เพียงแค่การดูคะแนนรวมที่ได้รับในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง แล้วนำมาเปรียบเทียบกับจำนวนเงินที่จ่ายลงไป ซึ่งบ่อยครั้งมักเกิดการ “เบี้ยวเงิน” หรือ “อมเงิน” โดยไม่สามารถจับมือใครดมได้ชัดเจน
แต่ถ้าบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด ระบบการควบคุมคะแนนเสียงจะมีประสิทธิภาพและน่ากลัวขึ้นทันที โดยผ่านวิธีการง่าย ๆ คือ ให้ผู้ลงคะแนนจดจำหรือจดรหัสโค้ดบนบัตรเลือกตั้งของตนเองออกมาจากคูหา แล้วนำรหัสนั้นมาแจ้งกับหัวคะแนน เพื่อนำไปตรวจสอบเทียบกับรหัสบนบัตรเลือกตั้งที่จะถูกชูขึ้นในขั้นตอนการนับคะแนนต่อหน้าสาธารณชน
วิธีการนี้จะกลายเป็นเครื่องมือควบคุมและกดดันผู้รับเงินได้อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าในความเป็นจริงหัวคะแนนจะตามเช็คการลงคะแนนจริง ๆ หรือเป็นเพียงแค่คำข่มขู่ก็ตาม ย่อมส่งผลให้ผู้ลงคะแนนจำนวนมากเกิดความกลัวและไม่กล้าบิดพลิ้ว ซึ่งเรื่องการถูกเบี้ยวคะแนนนี้ เป็นสิ่งที่ผู้สมัครและพรรคการเมืองสายสีเทากังวลใจมากที่สุด
ในทางกฎหมาย การที่ผู้ลงคะแนนจดจำหมายเลขโค้ดบนบัตรของตนเองแล้วนำไปบอกบุคคลอื่นภายหลังลงคะแนน ลำพังพฤติกรรมเท่านี้ยังไม่มีกฎหมายฉบับใดบัญญัติว่าเป็นความผิด ตราบใดที่ไม่ได้เป็นการถ่ายภาพบัตรหรือชูบัตรที่กาแล้วให้คนอื่นเห็นในคูหา
ด้วยเหตุนี้ หัวใจสำคัญของการเลือกตั้งโดยลับตามรัฐธรรมนูญ จึงหมายความว่ากระบวนการทั้งหมดต้องไม่ปรากฏหลักฐาน ร่องรอย หรือช่องทางใด ๆ ที่จะทำให้ล่วงรู้ได้เลยว่า “ใครเลือกใคร” ทั้งในขณะลงคะแนน หรือหลังลงคะแนน ไม่ว่าหลักฐานนั้นจะหลุดมาจากตัวผู้ลงคะแนนเองหรือบุคคลใด และไม่ว่าจะได้มาโดยชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม
ตามหลักนิติรัฐ หรือ หลักการที่รัฐปกครองโดยยึดถือความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเป็นสำคัญ ซึ่งเมื่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ บัญญัติให้การออกเสียงลงคะแนนต้องเป็นไปโดยลับ หากระบวนการเลือกตั้งเปิดช่องให้การออกเสียงลงคะแนน “อาจไม่เป็นไปโดยลับ” แม้เพียงอาจจะเกิดขึ้นกับบัตรเลือกตั้งเพียงแค่ใบเดียว และไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลใดก็ตาม โดยหลักนิติรัฐย่อมมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้การเลือกตั้งทั้งหมดตกเป็นโมฆะได้
28 ก.ย. 2569 นี้ จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่คนไทยทั้งประเทศ ต้องจับตามองคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด ว่าประเทศไทยยังคงยืนหยัดในความเป็น “นิติรัฐ” (Rule of Law) ที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างมั่นคง หรือจะถูกลดทอนจนกลายเป็นเพียง “ปัจเจกนิติ” (Rule of Men) ไปแล้ว อีกเรื่องหนึ่ง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา