
“…ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหา (นายวระ คำรอด) นำพยานบุคคลที่อ้างว่าเล่นพนันมวยกับผู้ถูกกล่าวหาเป็นประจำ มาเบิกความเพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาใช้บัญชีเงินฝากทั้งสองรายการรับเงินหรือโอนเงินจากการเล่นพนันมวยนั้น ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหามิได้มีเจตนาปกปิดบัญชีเงินฝากทั้งสองรายการ…”
.........................................
เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม 19/2569 คดีหมายเลขแดงที่ อม 19/2569 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. (ผู้ร้อง) นายวระ คำรอด นายกเทศมนตรีเมืองบางระจัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี (ผู้ถูกกล่าวหา)
ในคดีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบต่อ ป.ป.ช. ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) เมืองบางระจัน เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2564
คดีนี้ ศาลฎีกาฯ พิพากษาว่า นายวระ คำรอด ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือ หนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีพ้นจากตำแหน่ง สมาชิกสภาเทศบาลเมืองบางระจัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้ นายวระ คำรอด ผู้ถูกกล่าวหา พ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบางระจัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี นับแต่วันที่ 7 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไปตามมาตรา 81 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม
กับมีความผิดตามมาตรา 169 องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากให้จำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงนำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ในคดีนี้ (คดีหมายเลขดำที่ อม 19/2569 คดีหมายเลขแดงที่ อม 19/2569) ดังนี้
@‘ป.ป.ช.’ตรวจสอบเชิงลึก พบซุก‘บัญชีเงินฝาก’-เงินหมุน 400 ล้าน
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหา (นายวระ คำรอด) จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.) ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองบางระจัน หรือไม่
ผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้ว่า เงินในบัญชีเงินฝากทั้งสองรายการตามคำร้อง เป็นเงินที่ได้มาจากการเล่นพนันมวยถูกกฎหมาย เหตุที่ไม่ได้แสดงรายการบัญชีเงินฝาก เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหามีบัญชีเงินฝากหลายบัญชี
และหลังจากพ้นจากตำแหน่งแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบางระจัน ทำให้มีเวลาจัดเตรียมเอกสารในการชี้แจงน้อย ก่อให้เกิดการหลงลืม โดยบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 335-2-15890-8 ใช้ในการรับ-จ่ายเงินที่เกี่ยวข้องกับการเล่นพนันมวยซึ่งเป็นการประกอบอาชีพส่วนตัว
ส่วนบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 104-1-38861-2 เป็นบัญชีที่นำไปใช้เป็นค่าสินสอดในการแต่งงาน ซึ่งเงินที่ได้จากการเล่นพนันมวยในแต่ละวันมีจำนวนไม่เท่ากัน
แสดงว่าผู้ถูกกล่าวหารับทราบถึงการมีอยู่ของบัญชีเงินฝากทั้งสองรายการ เพียงแต่อ้างว่าไม่มีเจตนาในการกระทำความผิดตามคำร้องในทำนองหลงลืมเท่านั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับรู้เฉพาะของผู้ถูกกล่าวหา
กรณีจึงต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แวดล้อมและรายการเคลื่อนไหวทางบัญชี เพื่อวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาปกปิดบัญชีเงินฝากทั้งสองรายการหรือไม่
ในข้อนี้ผู้ร้องมี นางสาวโชติกา ตรีนนท์ เจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เบิกความประกอบเอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.21 ว่า พยานได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหา พบว่าไม่ครบถ้วน ถูกต้อง
และตรวจสอบเชิงลึกประกอบถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหาแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน 4 รายการ และเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหา จึงส่งเรื่องให้ผู้ร้อง (ป.ป.ช.) พิจารณา
ผู้ร้อง (ป.ป.ช.) พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า บัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 335-2-15890-4 มีรายการฝากและถอนเงินอย่างต่อเนื่องด้วยยอดเงินที่มีนัยสำคัญ ตั้งแต่วันเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองบางระจันถึงวันพ้นจากตำแหน่ง
จากการพิจารณาเฉพาะรายการธุรกรรมตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป มีเงินนำฝากรวม 442,324,986.09 บาท และมีการถอนเงินออกรวม 440,475,524 บาท ถือว่าเป็นยอดเงินที่สูงมาก
นอกจากนี้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถูกกล่าวหา มีหน้าที่ขึ้นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องกรณีพ้นจากตำแหน่ง
ผู้ถูกกล่าวหาถอนเงิน โดยการโอนเงินเพื่อเข้าบัญชีธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 335-2-16468-1 ชื่อบัญชีนายพิชิตร์ เจริญฉิม จำนวน 1,000,000 บาท ทำให้มียอดเงินคงเหลือในบัญชีเงินฝากเพียง 556.30 บาท หลังจากนั้น ยังมีการเคลื่อนไหวและมีการทำธุรกรรมด้วยยอดเงินที่มีนัยสำคัญอย่างต่อเนื่อง
ส่วนบัญชีเงินฝากธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 104-1-38861-2 มียอดเงินคงเหลือในบัญชีสูงถึงร้อยละ 21.10 ของรายการทรัพย์สินทั้งหมดกรณีพ้นจากตำแหน่ง
และเมื่อพิจารณารวมกับทรัพย์สินที่แสดง แล้วนำมาเปรียบเทียบระหว่างทรัพย์สินในกรณีพ้นจากตำแหน่งกับกรณีเข้ารับตำแหน่ง มีการเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินเพิ่มขึ้น
@‘หลงลืม’ไม่แจ้งบัญชีเงินฝาก-อ้าง‘พยาน’ยืนยันเป็น‘เซียนมวย’
ส่วนผู้ถูกกล่าวหา (นายวระ คำรอด) อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองบางระจัน และเป็นประธานสภาเทศบาลเมืองบางระจัน ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงบประมาณของเทศบาลเมืองบางระจัน ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อจัดจ้าง
การที่ไม่ได้ยื่นบัญชีเงินฝากทั้งสองรายการ เนื่องจากมีบัญชีเงินฝากหลายบัญชี จึงอาจเกิดการหลงลืมได้ ประกอบกับภายหลังพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมือง บางระจัน มีการประกาศรับสมัครสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีเมืองบางระจัน ซึ่งเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน
ผู้ถูกกล่าวหา สมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบางระจัน ทำให้มีเวลาจัดเตรียมเอกสารชี้แจงน้อย เพราะต้องจัดทำนโยบายและออกหาเสียง จึงหลงลืมบัญชีเงินฝาก ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 335-2-15890-4 ใช้ในการรับ-จ่ายเงินที่เกี่ยวข้องกับการเล่นพนันมวย ซึ่งเป็นการประกอบอาชีพส่วนตัว
ส่วนบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 104-1-38861-2 เป็นเงินที่ได้มาจากการเก็บสะสมเงินที่ได้มาจากการเล่นพนันมวย เพื่อเป็นค่าสินสอดในการแต่งงาน
และผู้ถูกกล่าวหา มีนายพิชิตร์ เจริญฉิม นายสนั่น ทิพย์มณเฑียร นายอนุวัฒน์ พิบูลย์ศิลป์ นายนิพนธ์ พฤกษะศรี และนายสมชาย สว่างศรี เป็นพยานเบิกความ โดยสรุปว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นเซียนมวยและเล่นพนันมวยที่เวทีมวยเป็นประจำ
@ศาลฯชี้ข้ออ้างไม่มีเจตนาปกปิด‘บัญชีเงินฝาก’ฟังไม่ขึ้น
เห็นว่า นางสาวโชติกา เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหาเบิกความไปตามข้อเท็จจริงและเอกสารที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งล้วนเป็นเอกสารที่จัดทำโดยหน่วยงานหรือบุคคลภายนอก ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงกันยากที่จะปรุงแต่งขึ้นมาเอง และผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้แย้งความถูกต้อง จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง
ที่ผู้ถูกกล่าวหา (นายวระ คำรอด) อ้างว่าเงินในบัญชีเงินฝากทั้งสองรายการ เป็นเงินที่ได้จากการเล่นพนันมวย ผู้ถูกกล่าวหาย่อมมีหน้าที่แสดงเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากดังกล่าว ซึ่งถือเป็นรายได้หรือหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหาให้ผู้ร้อง (ป.ป.ช.) ตรวจสอบด้วย
แต่เมื่อพิจารณาบัญชี ทรัพย์สินและหนี้สินเอกสารหมาย ร.8 และ ร.9 แล้ว ผู้ถูกกล่าวหาแสดงรายได้ต่อปีเพียงค่าตอบแทน 16,500 บาทต่อเดือน เป็นเงิน 198,000 บาท และรายได้จากการรับจ้างทั่วไป 15,000 บาทต่อเดือน เป็นเงิน 180,000 บาท รวมเป็นเงิน 378,000 บาท โดยแสดงเงินได้พึงประเมินต่อปี 194,000 บาท
ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาได้แสดงแหล่งที่มาของรายได้หรือหนี้สินอื่นใด นอกจากที่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหาอีก
นอกจากนี้ ระหว่างผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองบางระจัน บัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ บัญชี 335-2-15890-8 เอกสารหมาย ร.15 มีการเคลื่อนไหวทางบัญชีผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์หลายครั้งสม่ำเสมอต่อเนื่อง
โดยวันที่ 22 ธันวาคม 2563 มีเงินในบัญชี 1,038,441.67 บาท และระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 มียอดรับโอนเงินระหว่าง 100,000 บาท ถึง 500,000 บาท หลายครั้ง และเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 มียอดโอนเงิน 1,000,000 บาท และยังมียอดโอนเงินระหว่าง 20,000 บาท ถึง 30,000 บาท อีกหลายครั้งเช่นกัน
และหลังจากผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งแล้ว ระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 ถึงวันที่ 12 มีนาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ยังปรากฏรายการรับและโอนเงินจำนวนหลักแสนบาทอีกหลายครั้ง โดยมียอดเงิน ณ วันที่ 12 มีนาคม 2564 เป็นเงิน 1,176,795.37 บาท
ทั้งระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 ถึงวันที่ 28 กันยายน 2564 บัญชีเงินฝากดังกล่าว ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่อย่างสม่ำเสมอแทบทุกวัน มีการรับและโอนเงินตั้งแต่หลักหมื่นบาทจนถึงหลักล้านบาท
แสดงให้เห็นว่ ามีการใช้บัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นประจำ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาเบิกความและนำพยานเข้าไต่สวนรับว่า บัญชีเงินฝากดังกล่าวใช้ในการรับและจ่ายเงินที่เกี่ยวข้องกับการเล่นพนันมวย ซึ่งเป็นการประกอบอาชีพส่วนตัว
นอกจากนี้ ยังได้ความตามสำนวนคดีเอกสารหมาย ร.21 อีกว่า ระหว่างปี 2556 ถึง 2564 บัญชีเงินฝากดังกล่าวมียอดถอนเงินออกถึง 440,475,524 บาท และยอดฝากเงินเข้าถึง 442,724,986.09 บาท นับเป็นยอดเงินจำนวนสูงมาก สนับสนุนให้เชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาทราบที่มาและความมีอยู่ของบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นอย่างดี
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่ผู้ถูกกล่าวหาโอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวให้แก่นายพิชิตร์ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งเป็นวันที่พ้นจากตำแหน่ง จนมียอดเงินในบัญชีเหลือเพียง 556.30 บาท ยิ่งบ่งชี้ว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนาปกปิดบัญชีเงินฝากนี้
ส่วนบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 104-1-38861-2 นั้น เมื่อพิจารณารายการเคลื่อนไหวทางการเงินเอกสารหมาย ร.17 มีการเคลื่อนไหวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2558 ถึงเดือนกันยายน 2564 ระหว่างผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่ง
โดยเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2563 วันที่ 11 และวันที่ 29 กันยายน 2563 วันที่ 2 ตุลาคม 2563 และวันที่ 9 ตุลาคม 2563 มีการรับโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที บัญชี 304-2-25858-9 ชื่อบัญชี นายวระ คำรอด จำนวน 500,000 บาท 170,000 บาท 100,000 บาท 100,000 บาท และ 50,000 บาท ตามลำดับ
ซึ่งบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 304-2-25858-9 ผู้ถูกกล่าวหาแสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เอกสารหมาย ร.8 และ ร.9 วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 วันที่ 19 กันยายน 2563 วันที่ 23 กันยายน 2563 และวันที่ 20 ตุลาคม 2563
มีการรับโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 335-2-15890-8 จำนวน 500,000 บาท 50,000 บาท 60,000 บาท 110,000 บาท และ 45,000 บาท ตามลำดับ
ซึ่งยอดโอนเงินและรับเงินมีจำนวนรวมสูงอย่างมีนัยสำคัญและเป็นการโอนเงินระหว่างบัญชีเงินฝากของผู้ถูกกล่าวหาเองด้วย ทั้งเงินในบัญชียังมีจำนวนมากถึง 2,000,847.44 บาท เชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาทราบที่มาและความมีอยู่ของบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นอย่างดีเช่นกัน
อีกทั้งเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 104-1-38861-2 ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 335-2-16468-1 ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของนายพิชิตร์ เป็นเงิน 500,000 บาท
ซึ่งได้ความจากหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและบันทึกถ้อยคำของนายพิชิตร์เอกสารหมาย ร.14 และ ร.22 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาชำระหนี้กู้ยืมให้แก่นายพิชิตร์ 1,000,000 บาท ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 335-2-15890-8 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 แล้ว
ยิ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ใช้บัญชีเงินฝากดังกล่าวสำหรับค่าสินสอดในการแต่งงานเพียงอย่างเดียว แต่ใช้เพื่อการอื่น ซึ่งเป็นกิจส่วนตัวของผู้ถูกกล่าวหาด้วย ข้ออ้างของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหานำพยานบุคคลที่อ้างว่าเล่นพนันมวยกับผู้ถูกกล่าวหาเป็นประจำ มาเบิกความเพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาใช้บัญชีเงินฝากทั้งสองรายการรับเงินหรือโอนเงินจากการเล่นพนันมวยนั้น ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหามิได้มีเจตนาปกปิดบัญชีเงินฝากทั้งสองรายการ
ในทางกลับกัน การที่ผู้ถูกกล่าวหายอมรับว่าเล่นพนันมวยเป็นอาชีพ ผู้ถูกกล่าวหายิ่งต้องแจกแจงรายได้และรายจ่ายซึ่งเป็นทรัพย์สินและหนี้สินจากการประกอบอาชีพนั้นในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับกล่าวอ้างลอยๆ เพียงว่าไม่มีเจตนาปกปิดบัญชีเงินฝากทั้งสองรายการโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน
ข้อต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหาข้างต้นจึงไม่สมเหตุสมผลกับรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากทั้งสองรายการ และไม่ใช่เหตุปฏิเสธความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ผู้ถูกกล่าวหาต้องแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องให้ถูกต้องครบถ้วน
ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า ดำรงตำแหน่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้าง จึงไม่มีเหตุที่จะต้องยื่นบัญชีเท็จก็ดี ไม่ปรากฏว่าเข้าไปมีส่วนทุจริตโครงการของเทศบาลเมืองบางระจันก็ดี หรือผู้ถูกกล่าวหาได้รับรางวัลจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการค้าเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) 3 ปี ติดต่อกันก็ดี ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีเจตนาปกปิดบัญชีเงินฝากทั้งสองรายการเช่นกัน
@สั่งจำคุก 3 ด.จงใจปกปิด‘บัญชีเงินฝาก’-โทษคุก‘รอลงอาญา’
เมื่อผู้ถูกกล่าวหา (นายวระ คำรอด) เคยยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่งมาก่อนแล้ว ย่อมทราบถึงหน้าที่ตามกฎหมาย และย่อมตระหนักว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดหน้าที่เพียงให้ผู้มีหน้าที่อื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินภายในกำหนดเวลาเท่านั้น
แต่ยังต้องแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินให้ตรงตามความเป็นจริง เพื่อให้ผู้ร้องมีข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน สามารถตรวจสอบความมีอยู่จริงตลอดจนความเปลี่ยนแปลงของ ทรัพย์สินและหนี้สินเหล่านั้น
การที่ผู้ถูกกล่าวหา ไม่แสดงบัญชีเงินฝากทั้งสองรายการ ย่อมเป็นเหตุทำให้ผู้ร้องไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินซึ่งมีการเคลื่อนไหวทางบัญชีเป็นเงินจำนวนมากได้ ทำให้ผลการตรวจสอบคลาดเคลื่อนไปจากความจริงทั้งยังส่อแสดงให้เห็นเจตนาของผู้ถูกกล่าวหาที่จงใจปิดบังที่มาแห่งทรัพย์สินและหนี้สินด้วย
ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือ ปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองบางระจัน อันเป็นความผิดตามคำร้อง
และเมื่อปัจจุบันผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบางระจัน จึงต้องพ้นจากตำแหน่งดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม
พิพากษาว่า นายวระ คำรอด ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือ หนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น กรณีพ้นจากตำแหน่ง สมาชิกสภาเทศบาลเมืองบางระจัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบางระจัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี นับแต่วันที่ 7 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไปตามมาตรา 81 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม
กับมีความผิดตามมาตรา 169 องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากให้จำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา