
"...“คลองหลอด” คือ คลองที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นในปี พ.ศ. 2326 จากคูเมืองเก่า หลังจากที่ย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยามา ที่เรียกว่า “คลองหลอด” ก็เพราะเป็นคลองเล็กและยาวมีลักษณะคล้ายกับหลอด..."
ว่ากันว่ามนุษย์ขุดคลองสร้างทางน้ำแบบ Hand Made มานานนับเป็นร้อย ๆ ปีก่อนคริสตกาล โดยใช้แรงคนกับเครื่องมือง่าย ๆ อย่างพลั่ว จอบ เสียม แรงงานถ้าไม่ใช่เชลยก็เป็นพวกบ่าวไพร่ข้าทาส
แรงงานรับจ้างอย่างแรงงานจีนนั้นมาเกิดขึ้นภายหลัง
ไทยก็สร้างบึงบางอ่างเก็บน้ำมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย กรุงเทพฯ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งแม่น้ำลำคลองก็เพราะได้มีการขุดคลองมาตั้งแต่แรกสร้างกรุงสมัยรัชกาลที่ 1 มี Drama อย่างเช่นว่า คลองมหานาค ขุดขึ้นเพื่อเล่นเพลงสักวาโดยเฉพาะ
ว่ากันว่าถ้าจะสร้างกำแพงเมืองไทยจะใช้เชลยจากเมืองลาว แต่ถ้าจะขุดคลองต้องแรงงานเขมร อย่างเช่น คลองมหานาคนี้ก็ใช้แรงงานเชลยจากเขมรขุดขึ้น
ประโยชน์ของคลองมีมากมายเมื่อสมัยก่อน เช่นใช้กำหนดขอบเขตของเมืองของประเทศ ใช้เป็นปราการป้องกันการรุกรานของศัตรู และยามสงบก็ใช้เดินทางสัญจร และที่สำคัญคือ การค้าขายขึ้นล่องขนส่งข้าวพืชไร่อันเป็นเส้นเลือดทางเศรษฐกิจที่นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ชาติบ้านเมือง
ก่อนที่ถนนจะมาเปลี่ยนไป
“คลองหลอด” คือ คลองที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นในปี พ.ศ. 2326 จากคูเมืองเก่า หลังจากที่ย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยามา
ที่เรียกว่า “คลองหลอด” ก็เพราะเป็นคลองเล็กและยาวมีลักษณะคล้ายกับหลอด
“คลองหลอด” ที่ขุดขึ้นจากคูเมืองพร้อมกันมี 2 คลอง คือ คลองที่เห็นทุกวันนี้คือคลองที่อยู่ระหว่างโรงแรมรัตนโกสินทร์กับวัดบูรณศิริ พุ่งตรงไปวัดมหรรณพาราม ผ่านสถานที่สำคัญอย่างศาลาว่าการผู้ว่ากรุงเทพมหานคร วัดราชนัดดา ฯลฯ นี่คือ “คลองหลอด” สายหนึ่ง เรียกกันว่า คลองวัดราชนัดดา
ส่วน “คลองหลอด” สายที่ 2 เริ่มจากคูเมืองเก่าเช่นกัน ตรงไปวัดราชบพิธ ฯลฯ ผ่าน “สะพานถ่าน” ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ รู้จักกันในนามคลองวัดราชบพิธหรือว่าคลองสะพานถ่าน
“คลองหลอด” ทั้ง 2 สาย เชื่อมทั้งคลองคูเมืองและ “คลองรอบกรุง” อย่างคลองบางลำพู คลองโอ่งอ่าง ที่ก็ขุดขึ้นเช่นกัน มีคลองมหานาค คลองแสนแสบ และแม่น้ำเจ้าพระยา ล้วนคือ “สายน้ำแห่งชีวิต” จิตวิญญาณของกรุงเทพฯ และคนไทย
เมื่อเกิดปัญหาก็เป็นปัญหาร่วมกัน ต้องได้รับการแก้ไขไปด้วยกัน
“คลองหลอด” ปรากฏอยู่ในวรรณคดีเรื่องอิเหนา บทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 อันเป็นฉากพรรณนาเมืองตามท้องเรื่องมีความตอนหนึ่งว่า
...คลองหลอดแลตลอดสุดสายตา
น้ำลงคงคาไม่ขอดเคือง
เป็นการสะท้อนภาพให้เห็นว่า คลองหลอดนั้นมีน้ำไหลคล่องอยู่ตลอดฤดูกาล นับเป็นคลองที่สำคัญทั้งสองคลองเพราะนอกจากจะไหลผ่านสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นวัง วัด ศาสนสถานต่าง ๆ และชุมชนผู้คนหลากหลายแล้ว
“คลองหลอด” ยังทำให้เกาะรัตนโกสินทร์ขึ้น
ถนนเปลี่ยนโลกเก่าทำให้สายน้ำลำคลอง แม้แต่แม่น้ำหลายสายหลายแห่งในโลกนี้ถูกทอดทิ้งให้ตื้นเขินและกลายเป็นบ่อขยะ ประเทศไทยยิ่งแล้วทั้งในเมืองในชนบท ผู้คนเข้ารุกล้ำ กีดขวางทางน้ำ จนน้ำเน่าเสียเกิดเป็นมลพิษ
และเมื่อฝนมาน้ำมาก็กลายเป็นอุทกภัย ทำลายบ้านเมืองเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
โครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบายพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ และคลองแสนแสบ จึงนับเป็นโครงการในลำดับถัดมาที่ได้ดำเนินการขึ้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
เกิดอะไรขึ้นกับเกาะรัตนโกสินทร์และคลองแสนแสบ
ขอเริ่มที่ปัญหา “คลองหลอด” ก่อน
คลองหลอดทั้งสองสาย คือ คูเมืองชั้นในใจกลางเกาะรัตนโกสินทร์ที่ไหลผ่านสถานที่สำคัญ ๆ ทั้งวัง วัด ศาสนสถาน และตลาดร้านค้าในอดีตอย่างเช่นว่า สะพานถ่าน เป็นย่านการค้าคึกคักมาหลายยุคสมัย
ผ่านท้องสนามหลวง วัง วัดพระแก้ว ศาลหลักเมือง และอาคารกระทรวงกลาโหมอันเก่าแก่ที่มีคุณค่าางสถาปัตยกรรม และมีคุณค่าทางจิตใจของคนกรุงเทพฯ และคนไทยทั่วไป
แต่คลองหลอดทั้งสองสายที่ขุดขึ้นจากคูเมืองเก่าแก่นี้มีอายุมานานมากกว่า 240 ปี จึงมีปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากว่ามีชุมชนชาวบ้านหลายแห่งหลายที่ทั้งใจกลางเมือง นอกเมือง ขอบเมืองที่ได้อาศัยอยู่สองฟากของคลองอยู่กันอย่างเนืองแน่นมานานช้าแล้ว และยังมีผู้อพยพมาอยู่ใหม่อีกต่างหากนั้น
คลองหลอดทั้งสองสายจึงถูกรุกล้ำทั้งการกีดขวางทางน้ำ การทิ้งขยะของเสียของโสโครกลงไปจนคลองเกิดเน่าเสียส่งกลิ่นร้ายแรงเต็มไปด้วยมลพิษ
ย่านบ้านเมืองเก่าที่เคยดูดีเคยมีความสุขอยู่กับสายน้ำในหลายที่หลายแห่ง ได้กลายเป็นชุมชนแหล่งสลัม เต็มไปด้วยขอทาน และคนไร้บ้านนอนเกลื่อน การค้าขายริมคลองก็ไร้ระเบียบ เกะกะ รกเรือไปทุกหนทุกแห่ง
จากคลองหลอดก็มาถึงคลองรอบกรุงอีก 2 สาย คือคลองบางลำพูกับคลองโอ่งอ่าง
คลองบางลำพูมักกล่าวถึงอดีตที่ชวนฝันอยู่เสมอว่า สองข้างฝั่งคลองเต็มไปด้วยต้นลำพู และหิ่งห้อยที่ส่องแสงสว่างไสว ในทุกค่ำคืนที่มาถึงในอดีตมาถึงปัจจุบันก็หนีสภาพเสื่อมโทรมไปไม่พ้น
คลองบางลำพูเป็นคลองรอบกรุงที่ขุดขึ้นในรัชกาลที่ 1 พร้อมกับคลองโอ่งอ่าง เพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยา นับเป็นคลองที่คึกคักด้วยการค้าขาย นับแต่แรก มีเรือจำนวนมากมายจอดเรียงรายเต็มคลองเกือบทุกวันก็ว่าได้ เป็นตลาดน้ำย่านการค้ามานานมีชุมชนเก่าแก่
จนกระทั่งมาถึงวันที่ถนนตัดผ่านคลองบางลำพู
ครั้งหนึ่งคลองนี้เคยสกปกเน่าเหม็น มีแต่โคลนเลนดำ ใครผ่านมาผ่านไปต้องเบือนหน้าหนี เอามือปิดปากจมูก แม้แต่หิ่งห้อยถ้ายังอยู่ก็คงเหม็นตายคาต้นลำพูนั่นแหละ
คลองที่กล่าวมานี้ไม่น่าเชื่อว่าในเวลาต่อมา จะได้รับการบูรณะฟื้นฟูจนกลายเป็น “สายน้ำแห่งชีวิต” อยู่ภายใต้ร่มพระบารมีอันร่มเย็นเป็นสุข
บทความโดย :
วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา