
"...คำร้องระบุอย่างหนักแน่นว่า การปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบันเป็นขบวนการเชื่อมต่อมาจากการฮั้วที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย “เป็นการกระทำที่เป็นเนื้อเดียวกันเชิงโครงสร้าง” เสมือนสิ่งมีชีวิตลำตัวเดียวกันที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ได้จบลงเมื่อมีการประกาศผลการเลือก สว...."
ในช่วงรอยต่อเดือน ก.ย.และ ต.ค. นอกจากมีหลายเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองเกิดขึ้นแล้ว ยังมีการก้าวเข้ารับตำแหน่งของ นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด (อสส.) คนใหม่ ในวันที่ 1 ต.ค.2569 นี้ ซึ่งมีเรื่องที่รอการพิจารณาอยู่ 1 เรื่องสำคัญคือ คำร้องกรณีกล่าวหาว่าการฮั้ว สว.ของ 2 กลุ่มการเมือง ล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49
คำร้องฉบับนี้ผู้ร้องได้ยื่นด้วยตนเองอย่างเงียบ ๆ เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2569 ลงเลขรับที่ 42763/2569 โดยเชื่อว่า อสส. คนเดิมไม่น่าจะพิจารณาเรื่องนี้ได้แล้วเสร็จก่อนพ้นหน้าที่ แฟ้มคำร้องสำคัญนี้จึงต้องตกทอดมายัง อสส. คนใหม่คือนายโกวิท ที่จะต้องทำหน้าที่พิจารณาต่อให้แล้วเสร็จ
ทำให้เรื่องนี้หากถูกเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว สปอตไลต์ดวงใหญ่ทางการเมืองจะฉายแสงไปที่ "บททดสอบแรก" นี้ทันที เพื่อจับตาดูว่า อสส. คนใหม่ จะเลือกจารึกประวัติศาสตร์ไว้ในหน้าไหนของนิติศาสตร์ไทย:
-
แนวทางที่ 1: สวมบทผู้พิทักษ์กฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง
-
แนวทางที่ 2: ปล่อยให้พ้นเวลาความรับผิดชอบของ อสส. ไป ภายในกำหนด 15 วัน ซึ่งจะครบเส้นตายในวันที่ 8 ต.ค.นี้ แล้วปล่อยให้ผู้ร้องใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเดินทางไปยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญเอาเองในวันที่ 9 ต.ค.
ชำแหละคำร้อง 17 หน้า : 2 ขบวนการยึดสภาสูง 161 คน
คำร้องนี้ยื่นโดยผู้สมัคร สว. กลุ่มที่ 11 (กลุ่มอาชีพผู้ประกอบการท่องเที่ยว) แต่จบการศึกษาด้านกฎหมาย มีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นผู้พิพากษา อัยการ และตุลาการในระดับแถวบน ได้ผ่านกระบวนการเลือกเข้าสู่ระดับประเทศ ทำให้ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงและได้รับผลกระทบโดยตรง เฉพาะเนื้อหาคำร้องมีความยาว 17 หน้ากระดาษ โดยกล่าวหาผู้ถูกร้องจาก 2 ขบวนการ รวมจำนวนสูงถึง 161 คน แยกโครงสร้างแผนงานออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน
-
กลุ่มที่ 1 (ขบวนการ สว.สีน้ำเงิน) : ประกอบด้วย ผู้บงการภายนอก 1 คน และผู้รับการบงการ 138 คน
-
กลุ่มที่ 2 (ขบวนการ สว.ประชาชน) : ประกอบด้วย ผู้บงการภายนอก 1 คน และผู้รับการบงการ 21 คน
ผู้ร้องได้ร้อยเรียงข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นพฤติการณ์สมยอมกันในการเลือก สว. ของแต่ละขบวนการ ที่มีผลสำเร็จในระดับสูงมากและปานกลาง โดยขบวนการที่ 1 ได้เก้าอี้ สว. 138 ที่นั่ง และขบวนการที่ 2 ได้ 21 ที่นั่ง รวมกันเป็นจำนวน 159 ที่นั่ง หรือมากถึงร้อยละ 80 ของวุฒิสภาทั้งหมด ซึ่งการทำหน้าที่ในปัจจุบันของ สว. เหล่านี้ มีอำนาจสูงสุดทั้งการผ่านกฎหมายสำคัญ การให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรอิสระ และการแต่งตั้งคณะทำงานกินเงินเดือนแผ่นดิน
คำร้องระบุอย่างหนักแน่นว่า การปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบันเป็นขบวนการเชื่อมต่อมาจากการฮั้วที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย “เป็นการกระทำที่เป็นเนื้อเดียวกันเชิงโครงสร้าง” เสมือนสิ่งมีชีวิตลำตัวเดียวกันที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ได้จบลงเมื่อมีการประกาศผลการเลือก สว.
โดยคำร้องชี้ชัดว่าการกระทำทั้งส่วนหัว ส่วนลำตัว และส่วนหาง มีความรุนแรงถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นการ “ก่อกบฏนิติบัญญัติ” อันเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายหนึ่งในสามอำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย จึงเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
3 ประเด็นหลักทางกฎหมายมหาชน ที่ อสส. ต้องวินิจฉัย
ประเด็นที่ อสส. โกวิท จะต้องพิจารณาคือ การยื่นคำร้องครั้งนี้เข้าองค์ประกอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 เพื่อใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญครบถ้วน 3 ประการหรือไม่
-
เป็นภัยคุกคามในปัจจุบัน (Ongoing Threat) : ต้องเป็นการขอให้ศาลระงับยับยั้งการกระทำล้มล้างที่กำลังดำเนินอยู่และส่งผลร้ายต่อเนื่องในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องในอดีตที่จบลงไปแล้ว
-
มีความเด่นชัดไม่ไกลเกินกว่าเหตุ (Proximity of Danger) : ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ ชี้มูลเจตนาทำลายล้างระบอบ หรือส่วนหนึ่งของระบอบการปกครอง ไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเองหรือห่างไกลเกินกว่าเหตุ
-
อยู่ในเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ (Jurisdiction) : ต้องเป็นเรื่องที่มีวัตถุแห่งคดีจำเพาะที่จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งเลิกการกระทำ ซึ่งเป็นอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ไม่ใช่เขตอำนาจของศาลอื่น ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะไปวินิจฉัยให้เกิดความซ้ำซ้อน
แยกพฤติการณ์สอยรายกลุ่ม: ไพร่พลสีน้ำเงิน VS โพยลับห้องจูปิเตอร์
คำร้องฉบับนี้ทำการแยกแยะรายละเอียดพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงของทั้ง 2 กลุ่มออกจากกัน เพื่อเปิดทางให้ง่ายต่อการออกคำสั่งวินิจฉัยสั่งการของศาลรัฐธรรมนูญ
-
กลุ่มที่ 1 : ขบวนการ สว.สีน้ำเงิน (สำนวนคดี คณะที่ 26 และคดีพิเศษ DSI)
น้ำหนักสำคัญของคำร้องพุ่งเป้าไปที่ขบวนการ สว.สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นขบวนการที่มีขนาดใหญ่โตกว่าอีกขบวนการหลายเท่าตัว โดยอ้างอิงจากข้อมูลราชการในสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ของ กกต. ที่หลุดออกมาแพร่สะพัดผ่านสื่อ, คำแถลงมติ กกต. ของประธาน กกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 และการให้สัมภาษณ์ของ กกต. เสียงข้างน้อย นอกจากนี้ยังผูกโยงเข้ากับ สำนวนคดีสืบสวนที่ 103/2567 และคดีพิเศษที่ 24/2568 (ข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ทางการเมืองและฟอกเงิน) ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่ตรวจพบหลักฐานพฤติการณ์ทางนิติวิทยาศาสตร์ นอกเหนือจากที่ผู้ร้องเป็นผู้พบเห็นพฤติกรรมบล็อกโหวตด้วยตนเองในสถานที่เลือก ในการเลือกรอบแรกของกลุ่มอาชีพที่ 11 โดยขบวนการนี้สอยเก้าอี้ สว.ไปได้ถึง 138 คน
-
กลุ่มที่ 2: ขบวนการ สว.ประชาชน (หลักฐานประจักษ์แจ้ง ณ ห้องจูปิเตอร์)
คำร้องเดินเรื่องด้วยข้อเท็จจริงเชิงลึกที่ตัวผู้ร้องประสบด้วยตนเองในฐานะผู้สมัคร สว. กลุ่มอาชีพที่ 11 โดยระบุว่าได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ประชุมลับ ณ ห้องจูปิเตอร์ 11-13 อิมแพค เมืองทองธานี เผชิญหน้ากับขบวนการจัดตั้งของกลุ่ม "สว. ประชาชน" โดยผู้ร้องได้รับการติดต่อและส่งตารางโพยตรงจากผู้ดูแลกลุ่ม 11 พร้อมแจ้งว่าจะมีตำแหน่งหน้าที่ให้ทำหลังการเลือก ยิ่งกว่านั้นในวันลงคะแนนจริง ผู้ร้องได้เห็นพฤติการณ์เชิงประจักษ์จากการขานคะแนนในขั้นตอนการนับคะแนนว่า มีบัตรถึง 11 ใบ ที่กากบาทชุดตัวเลขเดียวกัน และเหมือนกันทุกประการตรงกับตารางโพย และยังพบว่าผลการลงคะแนนของกลุ่มอาชีพอื่น ๆ ของขบวนการนี้ตรงตามตารางโพยที่ถูกเผยแพร่ออกไปยังสื่อมวลชนก่อนการเลือก ส่งผลให้แคนดิเดตของขบวนการ สว.ประชาชน หลุดเข้าไปนั่งในสภาสูงได้สำเร็จ จำนวน 21 คน และสำรองอีก 24 คน ซึ่งทุกคนมีชื่ออยู่ในตารางโพยของขบวนการนี้
แฉท่อน้ำเลี้ยงจากเงินแผ่นดิน
คำร้องยังเปิดแผลร้อนเชิงโครงสร้าง โดยชี้ให้เห็นว่า สำนวนการสืบสวนเชิงลึกของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจพบพฤติการณ์ทุจริตอันเป็น "ใบเสร็จต่างตอบแทน" ที่เด่นชัด คือการที่ สว.ผู้ถูกร้องพร้อมใจกันใช้สิทธิแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงาน ประจำตัว สว. ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ, ผู้ชำนาญการ, และผู้ช่วยดำเนินงาน รวม 8 อัตรา งบแผ่นดิน 129,000 บาท ต่อเดือน ต่อ สว. 1 คน เป็นเวลา 5 ปี
พฤติการณ์ในทางพฤตินัยคือ การเอางบประมาณเงินเดือนผู้ปฏิบัติงานประจำตัว สว.ไปใช้คืนเงินลงทุนหลายร้อยล้านที่ถูกใช้ไปในขบวนการตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อแจกจ่ายเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้แก่โหวตเตอร์จัดตั้งและผู้ร่วมขบวนการในระดับพื้นที่ เพื่อตอบแทนที่ยอมทำลายสิทธิการเลือกตนเองในคูหา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผู้โหวตแบบพลีชีพที่ได้ "ศูนย์คะแนน" ในแต่ละกลุ่มอาชีพ ในทางกฎหมายมหาชนถือเป็นข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ความฉ้อฉลและผลประโยชน์ทับซ้อนในตัวเองที่แจ้งชัดโดยไม่ต้องพิสูจน์เพิ่ม เพียงแต่เรียกรายชื่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ 8 คน ของ สว.แต่ละคนมาดูว่าเป็นใคร ใช่โหวตเตอร์ที่สอบตกหรือไม่
ผู้ร้องหวังผล 100%: ขอให้ศาลล้อมรั้วจัดระเบียบ
อสส. คนใหม่จำต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาว่า คำร้องนี้แสดงเหตุผลเกินเลยความเป็นจริงไปหรือไม่ ที่กล่าวว่าขบวนการบงการภายนอกสภา มีลักษณะเป็นการระดมไพร่พลจากหัวเมืองต่างจังหวัด กรีฑาทัพเข้าเมืองหลวงเพื่อปฏิบัติการ "ก่อกบฏทางนิติบัญญัติ ที่แยบยลยิ่งกว่าแผนการปฏิวัติรัฐประหารด้วยกำลังอาวุธ" เป็นการปฏิวัติเงียบที่ "แย่งชิงเอาอำนาจขององค์อธิปัตย์ไปจากมือประชาชน" เพื่อส่งฟันเฟืองเข้าไปยึดครององค์กรตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญจนหมดสิ้น รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญในอนาคตอันใกล้นี้ ทำลายสถิติความสกปรกยิ่งกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2500
คำร้อง 17 หน้าฉบับนี้ มุ่งหวังผลสำเร็จเด็ดขาด 100% ในชั้นศาล โดยคำขอท้ายฟ้องได้แยกออกจากกันเป็น 2 กลุ่มที่ชัดเจนคือ คำขอข้อ 1 ส่วนของ สว.สีน้ำเงิน และ คำขอข้อ 2 ส่วนของ สว.ประชาชน มุ่งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญออกคำสั่งให้ผู้ถูกร้องแต่ละกลุ่ม "เลิกการกระทำที่มีลักษณะบล็อกโหวตในวุฒิสภาและเลิกยอมรับการครอบงำจากภายนอกสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 114" โดยให้คำสั่งมีผลบังคับเฉพาะไปข้างหน้า
นอกจากนี้ผู้ร้องได้อ้างพยานบุคคลที่เป็นปรมาจารย์ด้านกฎหมายมหาชน และอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 12 ราย และ กกต.เสียงข้างน้อยอีก 1 ราย รวมเป็น 13 ราย เพื่อขอให้ อสส.หรือศาลรัฐธรรมนูญไต่สวน หรือแจ้งให้เสนอความเห็น
การพิจารณาคำร้องของ อสส. ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ จึงเป็นการวางเดิมพันครั้งใหญ่ของแผ่นดินว่า ระบบยุติธรรมไทยจะยืนอยู่บนหลัก "นิติรัฐ" (Rule of Law) ที่กล้าใช้หลักฐานเชิงประจักษ์บวกสำนวนคดีอั้งยี่ของหน่วยงานสอบสวนระดับประเทศ ในการระงับยับยั้งขบวนการบิดเบือนรัฐธรรมนูญระดับมหภาค หรือจะปล่อยให้ประเทศเดินหน้าสู่ระบอบ "ปัจเจกนิติ" (Rule of Men) ที่เปิดทางให้กลุ่มทุนภายนอกกินรวบเสาหลักนิติบัญญัติไปต่อหน้าต่อตา
วันที่ 8 ต.ค.นี้... สังคมไทยคงได้รู้กันว่า อสส. คนใหม่ จะเลือกจารึกประวัติศาสตร์ไว้ในหน้าไหนของกระบวนการยุติธรรมไทย !
ส่วนรายละเอียดของคำร้อง คงจะได้มีการเผยแพร่กันต่อไป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา