
"...หากเปลี่ยนเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไทยพีบีเอสก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการงบประมาณของรัฐ จึงเกิดคำถามสำคัญว่า จะมีกลไกอะไรคุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ หากแหล่งรายได้ต้องขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณในแต่ละปี? ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญไม่น้อย สำหรับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ..."
“การยกเลิกเงินภาษีสุรายาสูบที่นำมาให้ไทยพีบีเอส ไม่ได้ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่ม แต่ กลับเปลี่ยนผู้รับภาระงบประมาณ จากธุรกิจสุรายาสูบมาเป็นงบประมาณแผ่นดิน”
ข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส ของ พรรคภูมิใจไทย โดย สส ศุภชัย ใจสมุทร ที่เสนอให้ยกเลิกมาตรา 12–16 และแก้ไขมาตรา 11 กำลังเปิดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของสื่อสาธารณะไทย และ การเสียประโยชน์ด้านงบประมาณของรัฐ
สาระสำคัญคือ การยกเลิกกลไกเงินบำรุงองค์การจากสุราและยาสูบในอัตรา 1.5% โดยมีเพดานไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี มาเปลี่ยนเป็นให้ไทยพีบีเอสรับเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน
คำถามจึงไม่ใช่ว่า “รัฐจะประหยัดเงินหรือไม่?” แต่ต้องถามว่า“เมื่อเงินก้อนนี้หายไปจากกลไกเดิม ใครไม่ต้องจ่าย และใครต้องเป็นผู้จ่ายแทน?”
รัฐไม่ได้ได้เงินเพิ่ม 2,000 ล้านบาท เนื่องจาก เงิน 1.5% นี้เป็นเงินภาษี ที่เรียกเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ แล้วนำส่งให้ไทยพีบีเอสโดยตรง จึงไม่ใช่เงินภาษีที่รัฐบาลเก็บเข้าคลังแล้วนำมาจัดสรรให้ไทยพีบีเอส หากยกเลิก เงินส่วนนี้ก็ไม่ได้กลายเป็นรายได้ใหม่ของรัฐบาล 2,000 ล้านบาทโดยอัตโนมัติ
แต่ กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 อย่าง คือ
(1) ธุรกิจสุราบุหรี่ ที่ เคยจ่ายภาษี 1.5% จะไม่ต้องจ่ายเงินส่วนนี้อีก
(2) รัฐต้องจัดสรรเงินจากงบประมาณแผ่นดินมาสนับสนุนไทยพีบีเอส
กล่าวคือ จากเดิม ที่ ภาษีธุรกิจสุรายาสูบ นำมาใช้กับไทยพีบีเอส มาเป็น งบประมาณแผ่นดิน นำมาใช้กับไทยพีบีเอส จึงไม่ใช่การลดรายจ่าย แต่เป็นการเปลี่ยน แหล่งเงินและเปลี่ยนผู้รับภาระมาเป็นรัฐแทน
ใครได้ประโยชน์?
ในเชิงกลไกทางการเงิน ผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือผู้ที่เคยมีหน้าที่จ่ายเงินบำรุง เพราะภาระ 1.5% ส่วนนี้จะหมดไป จึงมีข้อสังเกตว่า การแก้ไข พรบ นี้ เป็นการ “เอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจสุราและยาสูบ” หรือไม่ หรือ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า มีผู้ได้รับประโยชน์จากการที่ไม่ต้องเสียภาษีนี้หรือไม่
สิ่งที่ชัดเจนคือ ภาระการจ่ายเงินภาษีของธุรกิจลดลง ขณะที่แหล่งเงินของไทยพีบีเอสเปลี่ยนไปพึ่งพางบประมาณรัฐ
ในประเด็น “Commercial Determination of Health หรือ ปัจจัยธุรกิจกำหนดสุขภาพ” อาจกล่าวได้ว่า สื่อสาธารณะ เป็นนิเวศสุขภาวะ ที่สำคัญ ที่ส่งเสริมสุขภาพประชาชน เนื่องด้วยไม่อยู่ใต้อิทธิพลทางการค้า
ในอีกด้านหนึ่ง ในมิติ ปัจจัยธุรกิจกำหนดสุขภาพสำหรับธุรกิจที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ อาจต้องพิจารณาว่า ผู้มีส่วนได้เสียจากธุรกิจสุรา หรือ ยาสูบ มีบทบาทผลักดัน ในการแก้กฎหมายนี้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สื่อสารมวลชนและสังคมควรตรวจสอบ ในประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
จากเงินเฉพาะกิจ กลายสู่เงินงบประมาณ
เหตุผลหนึ่งที่นำมาใช้สนับสนุนการแก้ไขคือ การนำรายได้กลับเข้าสู่ระบบงบประมาณ เพื่อให้การใช้เงินอยู่ภายใต้กระบวนการงบประมาณของรัฐ ตาม พรบ วินัยการเงินการคลังแต่การเปลี่ยนแหล่งเงินมีอีกด้านหนึ่งที่ต้องพิจารณา กล่าวคือ เงินภาษีตามกฎหมายปัจจุบัน ที่เป็นรายได้ของไทยพีบีเอสไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละปี
หากเปลี่ยนเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไทยพีบีเอสก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการงบประมาณของรัฐ จึงเกิดคำถามสำคัญว่า จะมีกลไกอะไรคุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ หากแหล่งรายได้ต้องขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณในแต่ละปี? ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญไม่น้อย สำหรับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
จึงควรติดตามคำถาม เหล่านี้ ให้สังคมได้รับคำตอบอย่างน้อย 4 เรื่อง
(1) ผู้ประกอบการสุรา ยาสูบได้ประโยชน์ทางการเงินเท่าใด จากการไม่ต้องเสียภาษี ตาม พรบ นี้? และ มีผู้มีส่วนได้เสียจากธุรกิจที่เสียภาษีนี้ เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการแก้กฎหมายหรือไม่?
(2) ทำไมต้องยกเลิกเงินบำรุง 1.5%? เป็นเรื่องวินัยการคลังจริงหรือในการยกเลิก earmarked revenue หรือว่า มีเหตุผลอื่นใด ?
(3) หากเป็น งบประมาณแผ่นดิน ไทยพีบีเอสจะได้รับงบประมาณเท่าใด? พอเพียง ทดแทนการทำงาน ทั้งหมดหรือไม่ ด้วย หลักเกณฑ์อะไร? เพื่อให้ทำงานได้คล่องตัว มีประสิทธิภาพ
(4) จะป้องกันการแทรกแซงสื่อสาธารณะผ่านงบประมาณอย่างไร? เป็นที่คาดการว่า ด้วยวิธีการทางงบประมาณนี้ ไทยพีบีเอส อาจจะเป็นสื่อที่หมดความเป็นอิสระ เพราะอยู่ภายใต้การควบคุมงบประมาณจากภาครัฐ
เมื่อเปลี่ยนจากเงินที่กฎหมายกำหนดให้จัดสรรโดยตรง มาเป็นงบประมาณประจำปี สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่ “ที่มาของเงิน” แต่คือ “อำนาจเหนือเงิน”
ไม่ใช่เรื่องของเงินอย่างเดียว
หากข้อเสนอผ่าน และรัฐยังต้องจัดสรรเงินให้ไทยพีบีเอสในระดับใกล้เคียงเดิม เงินไม่ได้หายไปจากระบบ แต่เปลี่ยนเส้นทาง จากภาษี สุรายาสูบ ที่จ่ายตรงให้กับ ไทยพีบีเอส เป็น จากงบประมาณแผ่นดิน ให้กับ ไทยพีบีเอส
คำถามที่สังคมควรถามจึงไม่ใช่เพียง “ไทยพีบีเอสควรได้เงินจากเหล้า–บุหรี่หรือไม่?” แต่ต้องถามให้ครบว่า
“ใครไม่ต้องจ่าย ใครต้องจ่ายแทน ใครได้ประโยชน์ และใครได้อำนาจในการกำหนดอนาคตของสื่อสาธารณะ?”
รัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุลมาหลายปี งบประมาณไม่เพียงพอในการบริหารราชการแผ่นดินต้องกู้เงินมาอีก 4 แสนล้านบาท แล้ว
หากรัฐบาลจะต้องรับภาระนำงบประมาณมาจ่ายให้ไทยพีเอสแทนธุรกิจแอลกอฮอล์และยาสูบ ตกลงรัฐได้ประโยชน์หรือนายทุนบุหรี่เหล้าได้ประโยชน์กันแน่
เหล่านี้ คือสาระสำคัญของการแก้กฎหมายนี้ ที่ประชาชนควรได้รับคำตอบอย่างโปร่งใส ก่อนเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของไทยพีบีเอส

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา