
"...ในปี2560 ธนาคารโลก ระบุว่าอายุคาดเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 75 ปี แต่รายงานของ State of Global Air ระบุว่าฝุ่นPM2.5 ที่เกินมาตรฐานจะทำให้ คาดอายุเฉลี่ยของมนุษย์ถูกทอนลงไปราวๆ 1 ปี แต่ถ้ารวมมลพิษทางอากาศที่ไม่ใช่ PM2.5 เข้ามารวมด้วย ก็จะทำให้ อายุคาดเฉลี่ยของประชากรในที่นั้นๆอาจลดลงไปถึงราว 2ปี..."
....................................
ในปี 2556 องค์การอนามัยโลก กำหนดให้ฝุ่น PM 2.5 จัดอยู่ใน กลุ่มที่ 1คือหมวด สารก่อมะเร็ง
ฝุ่นเบอร์เล็กจิ๋วนี้ ประกอบด้วย สารพิษ เช่น พีเอเอช ปรอท แคดเมี่ยม และอาร์เซนิก ซึ่งสร้างอันตรายต่อสุขภาพ
การจะตั้งค่ามาตรฐานว่า พื้นที่ไหนอาจมีPM 2.5 ให้หย่อนหรือตึงแค่ไหน เป็นอำนาจของรัฐซึ่งเป็นผู้มีบทบาทหลักในการบังคับใช้กฏหมาย
ทางการไทยกำหนดว่า ค่ามาตรฐานรายปีของฝุ่นในอากาศควรอยู่ที่ 25 ไมโครกรัม\ลบ.ม.
และถ้านับแบบราย24ชั่วโมง ฝุ่นควรมีอยู่ไม่เกิน 50 ไมโครกรัม\ลบ.ม.
ตัวเลขของกรมควบคุมมลพิษชี้ว่า เมืองที่มีฝุ่นPM2.5มากที่สุด เรียงลงมาคือ สระบุรี กรุงเทพ(ดินแดง) เชียงใหม่ ลำปาง ขอนแก่น ราชบุรี กรุงเทพ(วังทองหลาง) สมุทรสาคร ระยอง กรุงเทพ(พญาไท) สงขลา แล้วค่อยชลบุรี
ดังนั้น ผู้คนของเมืองเหล่านี้จึงควรตระหนัก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้ชีวิตกลางแจ้ง โดยไม่มีเครื่องป้องกัน เช่น เด็กๆที่ต้องมีกิจกรรมตามวัย พ่อค้าแม่ขายคนขายสินค้ากลางแจ้ง จราจร ยามรักษาการณ์ คนทำงานกลางแจ้ง คนขับรถสาธารณะ
ในปี2560 ธนาคารโลก ระบุว่าอายุคาดเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 75 ปี แต่รายงานของ State of Global Air ระบุว่าฝุ่นPM2.5 ที่เกินมาตรฐานจะทำให้ คาดอายุเฉลี่ยของมนุษย์ถูกทอนลงไปราวๆ 1 ปี แต่ถ้ารวมมลพิษทางอากาศที่ไม่ใช่ PM2.5 เข้ามารวมด้วย ก็จะทำให้ อายุคาดเฉลี่ยของประชากรในที่นั้นๆอาจลดลงไปถึงราว 2ปี
กลืนน้ำลายลงคอดัง เอื้อก เลยครับ
ผลวิจัยของทีมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคยเสนอกรมควบคุมมลพิษว่า ค่ามาตรฐานความปลอดภัยของฝุ่น PM 2.5 ที่ไทยควรจะใช้เป็นค่ามาตรฐานก็คือ เฉลี่ยรายปี อยู่ที่ ไม่เกิน 12 ไมโครกรัม\ลบ.ม. และค่าเฉลี่ยมาตรฐาน24ชั่วโมงควรอยู่ที่ 35 ไมโครกรัม \ลบ.ม.
ส่วนองค์การอนามัยโลก กำหนดค่ามาตรฐาน24ชั่วโมงของฝุ่นPM2.5ไว้ที่ 25 ไมโครกรัม\ลบ.ม และค่าเฉลี่ยรายปีควรอยู่ที่ไม่เกิน 10 ไมโครกรัม\ลบ.ม.
องค์การอนามัยโลกชี้ด้วยว่า "ไม่มีระดับระดับสารมลพิษระดับใด ที่ถือได้ว่า ปลอดภัย สำหรับ ทุกคน"
จึงเป็นอันว่า เราคนไทย หายใจอากาศที่มีค่ามาตรฐาน ต่ำกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนด ค่าความหนาแน่นของฝุ่นPM 2.5 เกือบเท่าตัวอยู่ทีเดียวคงปล่อยไปแบบนี้ไม่ไหวแล้วมังนะครับ ดีที่โควิดมาขวางกลางไว้ให้ในปีนี้ ทำให้การใช้ยานพาหนะ และการใช้พลังงานถูกชะลอลงไปพอควร
อนึ่ง ข้อมูลจากดาวเทียมชี้ให้เห็นว่า นับแต่ปี พศ.2552 เป็นต้นมา จุด hot spot ที่แสดงว่ามีการเผาไหม้ในที่เปิดโล่งใน เมียนมาร์ กัมพูชา ไทย และลาว เป็นจำนวนมาก ตามปริมาณการปลูกข้าวโพดที่ขยายตัวในภูมิภาคนี้
และแล้วในปี2562 เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ก็ติดอันดับเมืองที่ไม่ปลอดภัยจากฝุ่น สูงที่สุดในโลก!!!
Hot spot ของดาวเทียม ระบุด้วยว่า 86%ของจุดแดงๆบนภาพถ่ายจุดความร้อนเป็นการเผาในเขตป่าสงวน ที่กรมป่าไม้ดูแล 5.8% พบว่าเผาในพื้นที่อุทยาน ที่กรมอุทยาน สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดูแลส่วนที่เผาในพื้นที่เกษตรแท้ๆตามกฏหมายมีเพียง 4.3%
แปลว่าเผารุกป่า กันเยอะเหลือเกิน และสภาพพื้นที่คงหมดสภาพความเป็นป่าไปเสียตั้งนานแล้ว เพียงแต่โดยทางกฏหมาย ที่ดินเหล่านั้นยังอยู่ในเขตกฏหมายป่าไม้อยู่ จึงสมควรยิ่งที่รัฐจะต้องมีข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้นอีก มาทำงานร่วมกับชุมชน และประชาชนในการชี้ระบุว่าไฟที่เกิดขึ้น มาจากพื้นที่และกิจกรรมลักษณะใด มาจากกลุ่มธุรกิจไร่ข้าวโพด ในภาคเหนือ หรือจากไร่อ้อยในภาคอีสาน มากน้อยต่างกันแค่ไหนหรือมาจากกลุ่มกิจกรรมอะไรเท่าไหร่แน่ ทิศทางลมขณะต่างๆเป็นอย่างไร โรงไฟฟ้าชีวมวลในแต่ละแห่ง มีสัดส่วนเป็นผู้ปล่อยมลพิษแค่ไหนหรือไม่
อีกข้อสังเกตจากงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง แนวทางขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ชี้ว่าเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศในภาคอีสานซึ่งมีการปลูกอ้อยมาก กลับมีเครื่องมือตรวจน้อยมาก ทำให้น่าคิดว่า ถ้าเช่นนั้นรัฐและประชาชนได้รับข้อมูลที่เพียงพอแค่ไหน ก่อนตัดสินใจแก้ปัญหา การใช้แผนที่ ใช้ข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลทิศทางลม และ แผนที่ความกดอากาศ หากนำมาประมวลกัน แล้ววิเคราะห์อย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่เหมารวม สังคมข่าวสารเกี่ยวกับทั้งฝุ่น และทั้ง ควัน จะมีข้อคิดที่เจิดจ้าขึ้นกว่าที่ผ่านมามาก
มิฉะนั้น มาตรการที่รัฐออกมา จะเป็นลักษณะสั่งการแบบกวาดเหมา ซึ่งหวังผลไม่ค่อยได้ และจะกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนอย่างไม่จำเป็น
บัดนี้รายงานเรื่องฝุ่นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของวุฒิสภา ทำเสร็จพร้อมเสนอต่อวุฒิสภาแล้ว
รออ่านในสัปดาห์หน้าได้เลย
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ของวุฒิสภา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา