
"...เมื่อการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนโยบายครบวงจร ก็ไม่มีทางที่จะไม่เป็นการเมืองที่ดี การเมืองจะสร้างสรรค์และไม่มีความรุนแรงอีกต่อไป เพราะเมื่อเป็นระบบองค์ประกอบจะกำกับซึ่งกันและกัน ให้ทุกองค์ประกอบอยู่ในร่องในรอย..."
...............................
บิ๊กตู่จะอยู่หรือจะไป ขึ้นกับเหตุปัจจัยของสถานการณ์ และกลไกทางการเมือง มันเป็นเช่นนั้นเอง ตถตา ตถตา
แต่ไม่ว่าจะอยู่หรือจะไป ปัญหาใหญ่ที่ยังอยู่ก็ คือ สมรรถนะของชาติต่ำ ในการเผชิญปัญหาที่ซับซ้อนและยาก ทั้งวิกฤตการณ์ อีซีซี (Economy Covid Crisis) หรือวิกฤตเศรษฐกิจกับโควิค หรือวิกฤตการณ์เก่า คือ ความเหลื่อมล้ำและการขาดความเป็นธรรม อันนำไปสู่ห่วงโซ่แห่งปัญหาตามมาเป็นพรวน
ปัญหาเหล่านี้ล้วนยากเกินสมรรถนะของชาติที่ต่ำ ไม่ว่าผลการต่อสู้ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร สมรรถนะของชาติคงไม่พรวดพราดเพิ่มขึ้น เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าพฤติกรรมส่วนบุคคล
สังคมไทยขาดสมรรถนะในการคิดเชิงระบบและโครงสร้าง คิดแต่เชิงเทคนิคและพฤติกรรมส่วนบุคคล จึงติดกับออกจากสภาวะวิกฤตไม่ได้ เพราะโครงสร้างและระบบกำหนดพฤติกรรมของบุคคลและองค์กร
เห็นง่ายๆ เช่น ระบบรถยนต์ หรือระบบเครื่องบิน ถ้าโครงสร้างและส่วนประกอบไม่ครบ หรือเครื่องหลุดจากการเป็นส่วนๆ มันก็วิ่งไม่ได้ หรือบินไม่ได้
ประเทศไทยเหมือนประเทศเครื่องหลุดเป็นส่วนๆ ถึงเร่งเครื่องอย่างไรก็วิ่งไม่ได้ ฉะนั้น ข้อสำคัญที่สุด คือ การประกอบเครื่องประเทศไทย ให้เป็นระบบที่สมบูรณ์จึงจะบินได้
เรามักจะมองแต่เรื่องนักการเมือง หรือพรรคการเมืองตีกัน และก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าใครดีใครเลวเท่านั้น ขาดการมองเชิงระบบ
ระบบการเมืองคืออะไร
การเมืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนโยบาย
ไม่ว่ารัฐสภาหรือครม.ล้วนทำหน้าที่ตัดสินใจทางนโยบาย
นโยบายสาธารณะ (Public policies) ต้องเป็นปัญญาสูงสุดของชาติใดชาติหนึ่ง เพราะกำหนดความเป็นไปของชาติ ถ้าดีก็วัฒนะ ถ้าไม่ดีก็หายนะ
การเมืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนโยบาย ไม่ใช่ทั้งหมด
ระบบนโยบายครบวงจรมีอย่างน้อย 12 ขั้นตอน ซึ่งกระจัดกระจายเป็นส่วนๆ กระท่อนกระแท่น ไม่ครบ และไม่เชื่อมต่อกันครบวงจร วงจรไฟฟ้าที่ไม่เชื่อมต่อกันไฟก็เดินไม่ได้ ฉันใดระบบนโยบายที่ไม่ครบวงจร ก็ฉันนั้น คือไม่เกิดผล
การเมืองเป็น 1 ใน 12 ขั้นตอน เมื่อระบบไม่ครบวงจร การเมืองก็ไม่มีทางก่อผลสัมฤทธิ์ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล
ประเทศไทยอาจมีประเด็นใหญ่ (Thailand Big Issues) ประมาณ 20 - 25 ประเด็น ก็ลองดูเอาเถอะว่าไม่มีทำสำเร็จสักประเด็น เพราะระบบนโยบายไม่ครบวงจร
ฉะนั้นประเด็นใหญ่ที่สุดประเทศไทย ที่เป็นจุดคานงัดทำให้ทุกเรื่องสำเร็จ รวมทั้งระบบการเมืองด้วย คือ การขับเคลื่อนระบบนโยบายครบวงจร 12 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จ หรือที่เรียกว่า “สัมฤทธิศาสตร์”
เรื่องนี้ฟังดูเหมือนยาก แต่ไม่ยากและลงมือทำได้ทันที หากอ่าน “คู่มือขับเคลื่อนระบบนโยบายครบวงจร” ที่บอกองค์ประกอบ หรือขั้นตอนไว้ 12 องค์ประกอบ ให้เข้าใจง่ายและปฏิบัติได้
ในขณะที่มหาวิทยาลัยยังขาดสมรรถนะในการคิดเชิงระบบและการจัดการ และค่อนข้างอืดช้าในการตอบรับของใหม่ๆ มี 2 ภาคใหญ่ ที่มีกำลังมาก และมีคนที่มีสมรรถนะสูงในการคิดเชิงระบบและการจัดการ นั่นคือภาคธุรกิจ และกองทัพ เพราะ 2 ภาคนี้โดยภารกิจเขาต้องคิดเชิงระบบและการจัดการ มิฉะนั้นธุรกิจจะล่มสลาย และการทำสงครามจะแพ้ยับเยิน ในกองทัพมีนายทหารเสนาธิการจำนวนมากที่ฝึกมาในการคิดเชิงระบบและการจัดการ
ภาคธุรกิจมีบริษัทใหญ่ๆ ที่มีกำลังมาก และมี CEO เก่งๆ ไม่น่าจะต่ำกว่า 100 บริษัท แต่ละบริษัทควรจะตั้ง “สถาบันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ” กองทัพก็เช่นเดียวกัน
อีกภาคหนึ่งที่ใหญ่โตและมีผู้นำเก่งๆ จำนวนมาก ได้แก่ ชุมชนท้องถิ่น ขณะนี้มีผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่เก่งๆ หลายแสนคน ท่านเหล่านี้ทำงานเก่ง คิดเก่ง จัดการเก่ง จะคัดที่เก่งที่สุดได้หลายร้อยคน ก็ควรรวมตัวกันตั้ง “สถาบันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ” เช่นเดียวกัน
สถาบันนโยบายสาธารณะจากทั้ง 3 ภาคส่วน คือ ภาคธุรกิจ กองทัพ และผู้นำชุมชนท้องถิ่น จะมีจำนวนมากหลายร้อยสถาบัน จะทำงานแยกกัน หรือร่วมกันเป็นบางประเด็น ก็จะเป็นกำลังมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ
คนไทยทั้งมวลควรร่วมกันกำหนดว่า ประเด็นใหญ่ประเทศไทย (Thailand Big Issues) มีอะไรบ้าง อาจพบว่ามีประมาณ 20 - 25 ประเด็น เหล่านี้คือประเด็นนโยบายสาธารณะที่สำคัญ
สถาบันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะใด จะเลือกประเด็นใดประเด็นหนึ่ง หรือหลายประเด็นก็ได้ แต่ให้มีสถาบันขับเคลื่อนทุกประเด็น โดยแต่ละประเด็นขับเคลื่อนให้มีองค์ประกอบครบ ทั้ง 12 ส่วน และเชื่อมโยงกันเป็นวงจร เมื่อเชื่อมโยงกันครบทั้ง 12 ขั้นตอน ก็ไม่มีทางที่จะไม่สำเร็จ
จึงเรียกกระบวนการทั้งหมดนี้ว่า “สัมฤทธิศาสตร์”
องค์กรต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน สามารถทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายได้ และวันหนึ่งมหาวิทยาลัยตั้งตัวได้ ทุกมหาวิทยาลัยก็สามารถทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายได้ เราก็จะมีพลังขับเคลื่อนนโยบายเต็มประเทศ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายประเภท และระดับต่างๆ ที่มีเต็มพื้นที่
การขับเคลื่อนระบบนโยบายครบวงจรทั้ง 12 ขั้นตอน นี้เรียกว่า “กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม” หรือ P4 (Participatory Public Policy Process) เป็นกระบวนการที่ นำคนไทยจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย และขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติจนสัมฤทธิ์ผล จึงเป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เป็นกระบวนการทางปัญญาสูงสุด ผู้คนจะรัก เชื่อถือไว้วางใจกัน และสมานฉันท์อย่างสุดๆ
เมื่อการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนโยบายครบวงจร ก็ไม่มีทางที่จะไม่เป็นการเมืองที่ดี การเมืองจะสร้างสรรค์และไม่มีความรุนแรงอีกต่อไป เพราะเมื่อเป็นระบบองค์ประกอบจะกำกับซึ่งกันและกัน ให้ทุกองค์ประกอบอยู่ในร่องในรอย
ลองดูฟันเฟืองนาฬิกาก็ได้ ระบบรถยนต์ หรือระบบเครื่องบินก็ได้ เมื่อประกอบเครื่องครบก็ไม่มีส่วนใดแตกแถว เกเร เข้ารกเข้าพง เพราะทุกองค์ประกอบทั้งทำหน้าที่ทั้งกำกับซึ่งกันและกันอยู่ในตัว การระเบิดน้ำมันในเครื่องรถยนต์หรือเครื่องบินนั้นรุนแรงอย่างยิ่งแต่ไม่ทำอันตราย แต่กลายเป็นพลังขับเคลื่อนระบบคือ รถยนต์ หรือเครื่องบิน
ความรุนแรงเช่นนี้ ถ้าอยู่โดยเอกเทศมันคือลูกระเบิด ประเทศไทยมีลูกระเบิดมากเพราะความรุนแรงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบ แต่เมื่อเราทำอะไรให้เป็นระบบครบวงจรขึ้นมาแล้ว ความรุนแรงก็จะไม่ทำอันตรายแต่เป็นพลังขับเคลื่อนในระบบ
เพื่อนคนไทยครับ เราเข้าใจผิดมานานว่า คนไทยเราเป็นคนไม่เก่ง เป็นคนไม่ดี วิธีการคือการอบรมสั่งสอน แม้นิมนต์พระมาเทศน์ซึ่งไม่ได้ผลอันใด เพราะไม่ตรงกับสาเหตุ
สาเหตุ คือ ระบบไม่ดี หรือไม่เป็นระบบ
เมื่อประกอบเครื่องประเทศไทยเป็นระบบครบวงจรในเรื่องต่างๆ คนไทยทุกคนก็จะเป็นคนเก่งและคนดี รวมทั้งนักการเมืองด้วย
ประเทศไทยก็จะเกิดคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ เช่น รถยนต์ที่วิ่งได้ เครื่องบินที่บินได้ ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคใหม่ ที่คนไทยทั้งมวลจะไม่ทุกข์ยากอย่างที่ผ่านมา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา