ศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุกคดีจำเลยคดีฉ้อโกงยูฟัน 20 ปี ให้ชดใช้ความเสียหาย 356 ล้านพร้อมดอกเบี้ย เผยพฤติการณ์มีการสร้างธนาคารลวง พร้อมให้ผู้ร่วมขบวนการอ้างตัวเป็นผู้บริหารธนาคาร เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือด้วย
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานข่าวว่าศาลอาญาได้ออกเอกสารข่าวแจกแจ้งผลคำพิพากษาศาลฎีกา มีใจความดังต่อไปนี้
วันนี้ เวลา 09.00 นาฬิกา ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ และ นายอภิชณัฎฐ์ แสนกล้า กับพวกรวม 43 คน ในความผิดฐานร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายขายตรง ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยคดีนี้รวมการพิจารณาคดี 7 สำนวน กรณีบริษัทยูฟัน สโตร์ จำกัด ชักชวนประชาชนร่วมลงทุนในธุรกิจน้ำผลไม้ สมุนไพร และเครื่องสำอาง และร่วมลงทุนในหน่วยลงทุนอิเล็กทรอนิกส์ “ยูโทเคน (U-TOKEN) ทำให้ผู้เสียหาย ทั้ง 2,451 คน หลงเชื่อว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่าย มูลค่าความเสียหายเป็นเงิน 356,211,209 บาท
จำเลยทั้งสี่สิบสามให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษา จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 11 ที่ 12 และที่ 13 จำคุกคนละ 12,255 ปี แต่เมื่อรวมทุกกระทงแล้ว คงคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) สำหรับจำเลยที่ 5 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 27 ที่ 29 ที่ 31 ที่ 36 ที่ 37 และที่ 40 จำคุกคนละ 12,255 ปี แต่เมื่อรวมทุกกระทงแล้ว คงจำคุกคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้ปรับจำเลยที่ 41 เป็นเงิน 1,225,500,000 บาท และปรับจำเลยที่ 42 เป็นเงิน 1,225,700,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 27 ที่ 29 ที่ 31 ที่ 36 ที่ 37 ที่ 40 และที่ 42 ร่วมกันคืนเงินที่กู้ยืมและฉ้อโกงไปรวม 356,211,209 บาท ให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 2,451 คน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ให้กู้ยืมหรือวันสุดท้ายที่ให้กู้ยืมฯ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 14 ที่ 18 ที่ 20 ที่ 21 ที่ 24 ที่ 25 ที่ 26 ที่ 28 ที่ 30 ที่ 32 ที่ 33 ที่ 34 ที่ 35 ที่ 38 ที่ 39 ที่ 41 และที่ 43 ริบเงินสดของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก
โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 27 ที่ 29 ที่ 31 ที่ 36 ที่ 37 ที่ 40 และที่ 42 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 รวมทุกกระทงคนละ 20 ปี ให้ยกฟ้องและยกคำขอให้ร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหาย
สำหรับ จำเลยที่ 15 ถึงที่ 17 ที่ 19 ที่ 22 ที่ 23 ที่ 29 ที่ 31 ที่ 36 ที่ 37 และที่ 40 โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 27 และที่ 42 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฉ้อโกงประชาชน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 7 มีพฤติการณชักชวนสมาชิกใหม่มาร่วมลงทุน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 7 เป็นผู้บรรยาย จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชักชวนให้บุคคลเข้าฟัง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 7 ย่อมรู้ถึงวัตถุประสงค์การประกอบธุรกิจของบริษัทยูฟัน สโตร์ มีการโอนเงินลงทุนเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 และ 6 ซึ่งเป็นภรรยาจำเลยที่ 2 และที่ 7 จำเลยที่ 4 เป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 42 มีหลักฐานการโอนเงินลงทุนเข้าบัญชีบริษัทจำเลยที่ 42 และจัดบรรยายเชิญชวนให้ประชาชนร่วมลงทุน จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 จำเลยที่ 11 เป็นผู้ขอเปิดบัญชีให้จำเลยที่ 8 ถึง 10 และจำเลยที่ 8 เป็นผู้ไปเบิกถอนเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 10
โดยเป็นเงินที่รับโอนจากบริษัทยูฟัน สโตร์ และบริษัทจำเลยที่ 42 จำเลยที่ 12 และที่ 13 เป็นผู้บริหารธนาคารยูดีบีพีลงนามในข้อตกลงความร่วมมือการทำธุรกรรมผ่านสื่อกลางกับบริษัทยูฟัน สโตร์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการลงทุน โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 27 เป็นผู้ชักชวนให้ร่วมลงทุนในสกุลเงินยูโทเคน
ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ บริษัทจำเลยที่ 42 เป็นบริษัทในเครือของบริษัทยูฟัน สโตร์ มีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการ ย่อมต้องมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการดำเนินงาน จึงร่วมกับบริษัทยูฟัน สโตร์ กระทำความผิดฐานนี้ ธนาคารยูดีบีพี่ที่จำเลยที่ 12 และที่ 13 เป็นผู้บริหาร ไม่มีการประกอบกิจการธนาคาร แสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริต และบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 12 และที่ 13 ร่วมคบคิดกับบริษัทยูฟัน สโตร์ สำหรับความผิดฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ จำเลยที่ 7 และ ที่ 27 มีส่วนร่วมในการบรรยาย โฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนนำเงินมาลงทุนในยูโทเคนและบริษัทยูฟัน สโตร์ ดังที่ปรากฏในคลิปวีดีโอซึ่งมีการเผยแพร่ในช่องยูทูปและรูปแบบรายการ เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ
พิพากษายืนลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 11 ที่ 12 และที่ 13 ที่ 27 และ ที่ 42 แก้ในเรื่องดอกเบี้ยของต้นเงินที่ต้องชดใช้คืนแก่ผู้เสียหาย โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นโดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา