
ศาลอาญาฯ สั่งจำคุกหลายสิบปี สตท.สมคบทหารร่วมกับพวกรวม 8 ราย ร่วมกันขโมยปืนเอ็ม 16 จำนวน 71 กระบอกไปขายเสียหายกว่า 1.48 ล.
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานข่าวว่าเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีการทำเอกสารข่าวแจกระบุว่าได้มีการพิพากษาลงโทษจำคุกอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจยศสิบตำรวจโทซึ่งสมคบคิดกับเจ้าหน้าที่ทหารและพรรคพวกรวมเป็นจำเลย 8 ราย (ไม่มีการระบุชื่อในเอกสารข่าวแจก)เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 15 ปี 4 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาต่ำสุด ไปจนถึงสูงสุดที่ 48 ปี เนื่องจากมีพฤติการณ์การกระทำความผิด ขโมยปืนเอ็ม 16 เอ 1 จำนวน 71 กระบอก แล้วลอบนำไปขาย ทำให้เกิดความเสียหายเป็นเงิน 1,483,900 บาท
นอกจากนี้ศาลยังให้จำเลยทั้ง 8 ร่วมกันชดใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 71 กระบอก หรือชดใช้เงิน 1,483,900 บาท ดังกล่าว
สำหรับรายละเอียดเอกสารข่าวแจกมีดังต่อไปนี้
วันที่ 21 ธันวาคม 2566 เวลา 9.00 นาฬิกา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคําพิพากษา ในคดีอาญาหมายเลขดําที่ อท 72 และ 119/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท 276/2566 ระหว่าง พนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 2 โจทก์ สิบตารวจโท น. กับพวกรวม 4 คน จําเลย ทั้งสองคดีศาลสั่งรวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยโจทก์ฟ้องขอให้ ลงโทษจําเลยทั้งเก้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147, 157, 371 พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติ อาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 24, 55, 72, 72 ทวิ, 73, 78 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 15, 42 ประกาศ กระทรวงกลาโหม เรื่องกําหนดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 พ.ศ. 2564 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 ให้จําเลยทั้งเก้าคืนอาวุธปืนเล็กยาวแบบเอ็ม 16 เอ 1 (ปลย.เอ็ม 16 เอ 1) (ไม่มีซองกระสุนปืน) จํานวน 71 กระบอก หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,483,900 บาท แก่ผู้เสียหาย
จําเลยทั้งเก้าให้การปฏิเสธ
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจําเลยทั้งเก้าตามทางไต่สวนแล้ว ฟังได้ว่า จําเลย ที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เจ้าหน้าที่ทหารสืบทราบว่ามีการลักลอบจําหน่ายอาวุธปืนสงครามชนิดต่างๆ หน่วยข่าวกรองทหารใช้เครื่องมือ อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือ การใช้แอปพลิเคชันทางการเงิน แอปพลิเคชัน สื่อสังคมออนไลน์ชนิดต่างๆ ตรวจสอบกระบวนการซักถามไปแล้วบันทึกข้อมูลร่วมกับเจ้าพนักงานตํารวจ สืบสวนขยายผลจากภาพกล้องวงจรปิดมีการสื่อสารการใช้แอพพลิเคชั่น Google Maps นําทางมาบริเวณที่ เกิดเหตุเส้นทางทําธุรกรรมของธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการเงินของจําเลยทั้งหมด และพยานที่เกี่ยวข้อง
สอบสวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องตามลําดับพบว่า มีการเก็บกุญแจคลังเก็บอาวุธไว้ในที่เดียวกันเพื่อง่ายต่อ การที่จําเลยที่ 1 กระทําความผิดนํากุญแจคลังเก็บอาวุธอาศัยจังหวะและโอกาสที่ตนเองทําหน้าที่เวรยามกระทําการลักลอบนําเอาอาวุธปืนออกจากคลังอาวุธและมีเส้นทางการธุรกรรมการเงิน โอนเงินระหว่างจําเลยด้วยกันแต่ละครั้งเป็นจํานวนมาก
และพบว่ามีจําเลยบางคนทํารายการถอนเงินสดหน้าธนาคารที่ได้รับมาจาก ภาพวงจรปิดกล้องของธนาคารต่างๆ เชื่อมโยงสัมพันธ์กันว่ามีการตกลงซื้อขายอาวุธปืน แต่ละช่วงเวลาที่มี การลักเอาและส่งมอบอาวุธปืนในแต่ละครั้งส่วนที่เหลือมีการชําระเป็นเงินสด เมื่อมีการส่งมอบอาวุธปืนในวันเกิดเหตุเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการส่งมอบกันจริงมีภาพวงจรปิดยืนยันว่ามีจําเลยที่ 2 พบกับจําเลยที่ 1 ในกรุงเทพมหานครถือสิ่งของเป็นซองกระดาษบรรจุเงินมอบให้แก่กันแล้วจําเลยที่ 1 นําเอาถุงบรรจุเงินสด ส่งมอบให้จําเลยที่ 1 ในกรุงเทพมหานครแล้ว จําเลยที่ 1 ถือถุงดังกล่าวกับทางอาวุธตามภาพถ่ายของกล้อง วงจรปิดในชั้นซักถาม สืบสวนและสอบสวนจําเลยแต่ละคนได้ให้การถึงรายละเอียดของการซื้อขายอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนชนิดต่างๆ กับบุคคลภายนอกจํานวนหลายครั้ง
พยานหลักฐานของโจทก์สอดคล้องเชื่อมโยงตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นคําซัดทอดที่ต้องห้ามตามกฎหมายคําให้การของจําเลยแต่ละคนในชั้นสอบสวนสามารถนํามารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนบังคับ ขู่เข็ญให้สัญญาล่อลวงทําร้ายร่างกายหรือกระทําการอื่นใดอันมิชอบด้วยกฎหมาย
จําเลยแต่ละคนให้การถึง รายละเอียดดังกล่าว ตามลําดับขั้นตอนข้อเท็จจริงสอดคล้องกันเป็นอย่างมากพูดถึงรายละเอียดการกระทํา ความผิดที่เจือสมสอดคล้องกัน การวินิจฉัยพยานหลักฐานของศาลฟังประกอบหลักฐานอื่นมิได้รับฟังแต่เพียงพยานบอกเล่าโดยลําพังมีเหตุผลอันหนักแน่นแม้จะไม่สามารถยึดอาวุธปืนของกลางนํามาตรวจสอบได้ว่าเป็น อาวุธปืนจากคลังอาวุธที่ถูกลักไปหรือไม่ แต่ภาพที่บันทึกในโทรศัพท์ของจําเลยที่ 6 ที่ 7 มีสัญลักษณ์ของ กองบัญชาการต. จํานวน 3 กระบอก มีหมายเลขอาวุธปืน 2 กระบอก ปะปนอยู่กับอาวุธปืนที่สูญหายอีก 71 กระบอก จึงเชื่อว่าเป็นจํานวนเดียวกันกับที่จําเลยที่ 1 กับพวกลักนําออกไป พยานหลักฐานของโจทย์ที่นําสืบ และไต่สวนสามารถพิสูจน์ ความผิดของจําเลยผู้ทําความผิดได้ ส่วนข้อต่อสู้ของจําเลย แต่ละคนที่อ้างว่าไม่ เกี่ยวข้องนั้น เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างที่ไม่สมเหตุสมผล ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานของโจทก์ได้ ฟังได้ว่าจําเลย แต่ละคนรู้หน้าที่และบทบาทของกันและกันมีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทํา รวมถึงรู้ถึงการกระทําในแต่ละครั้งของ จําเลยที่ 1 ด้วย จําเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 5 และที่ 8 มิใช่เจ้าพนักงานตามความหมายแห่งประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 147 ร่วมกระทําความผิดกับจําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตําแหน่งเฉพาะตัวบุคคล การกระทําของจําเลย ดังกล่าวข้างต้นเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทําความผิดฐานนี้เท่านั้น
ดังนั้นการกระทําของจําเลยที่ 1 จึงเป็น ความผิดฐานเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทํา จัดการหรือรักษาทรัพย์ เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริตหรือ เป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นไปเสีย ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย ทุจริต เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างใดในตําแหน่งหน้าที่หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย ทุจริต การกระทําของจําเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 8 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานซึ่งมี หน้าที่ซื้อ ทํา จัดการหรือรักษาทรัพย์ เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอม ให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นไปเสีย ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อํานาจในตําแหน่ง หรือหน้าที่โดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต การกระทําของจําเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 8 มีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจ ออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฐานร่วมกันค้าหรือจําหน่ายซึ่งอาวุธปืนที่ นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
จําเลยที่ 2 มีอาชีพรับจ้างอยู่ที่ห้างสรรพสินค้ามีจําเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าจ้างให้ขับรถยนต์มารับที่กรุงเทพมหานคร แม้จําเลยที่ 3 จะรู้จักจําเลยที่ 1 จากการแนะนําของจําเลยที่ 2 ซึ่งเล่นกีฬาบาสเกตบอลด้วยกันรู้ว่าจําเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ก็ตามแต่เมื่อจําเลยที่ 3 ได้ถามจําเลยที่ 2 ว่ามาทําธุระอะไร จําเลยที่ 2 แจ้งว่าจะมาขนอาวุธ เมื่อถึงบริเวณหลักสี่แล้วจําเลยที่ 3 แจ้งเพียงเท่าที่จําเลยที่ 2 ต้องการให้ทราบ ไม่ปรากฏว่าจําเลยที่ 3 ล่วงรู้มาก่อนว่าจําเลยที่ 1 และที่ 2 วางแผนลักลอบเอาอาวุธปืนออกมาหรือไม่อย่างไร แล้วไม่ปรากฏการโอนเงิน มากไปกว่าที่ตกลงการจ้างเป็นเงิน 20,000 บาท
พฤติการณ์เท่านี้จึงไม่อาจฟังได้ว่าจําเลยที่ 2 มีความผิดฐาน เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่ซื้อ ทํา จัดการรักษาทรัพย์ เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของ ผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นไปเสีย ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย ทุจริต
การกระทําของจําเลยที่ 3 เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออก ใบอนุญาตให้ไว้ได้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ฐานสนับสนุนผู้อื่นพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือ ทางสาธารณะโดยไม่รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และสนับสนุนให้ผู้อื่นมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดย ไม่รับอนุญาต
จําเลยที่ 2 เป็นนายทหารมีความรู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอาวุธปืนทราบได้ว่าปืนที่ลักมาเป็นปืนที่ บุคคลธรรมดาไม่อาจครอบครองได้ จําเลยที่ 6 นําอาวุธปืนมาให้จําเลยที่ 7 ถอดแยกชิ้นส่วนโดยอ้างว่าเป็น ปืนตัดจําหน่าย จำเลยที่ 7 นำปืนดังกล่าวมาแยกชิ้นส่วนติดสติกเกอร์เขียนเครื่องหมายกํากับไว้ในโครงปืนแล้ว ถ่ายภาพอาวุธปืนและลักษณะสติกเกอร์ที่มีตราหน่วยราชการกองบัญชาการ ต. ย่อมเป็นที่สังเกตของจําเลยที่ 2 ได้ง่ายล่วงรู้ได้ว่าเป็นอาวุธปืนจําเลยที่ 6 ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จําเลยที่ 2 แยกชิ้นส่วนใส่ถุงดําแล้ว นําใส่กล่องกระดาษไปให้จําเลยที่ 6 ที่บ้านพักอยู่ห่างจากบ้านพักจําเลยที่ 2 ประมาณ 10 กิโลเมตร และมี บุคคลมารับต่อไป ไม่อาจรับฟังได้ว่าจําเลยที่ 2 ร่วมกันหรือจําหน่ายอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออก ใบอนุญาตให้ได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงเส้นทางการเงินแล้วปรากฏว่าจําเลยที่ 2 ได้รับเงินโอนเพียง 50,000 บาท โดยที่ทางไต่สวนจําเลยที่ 6 ที่ 7 เคยทําธุรกิจต่างๆ ต่อกัน จํานวนเงินที่อ้างว่ากู้ยืมเงินติดค้างกันมาจึงไม่ใช่ ข้อพิรุธซึ่งผิดวิสัยว่าหากร่วมการลงทุนค้าขายอาวุธซึ่งมีความเสี่ยงสูงต้องได้รับค่าตอบแทนที่มากกว่านี้ การกระทําของจ๋าเลยที่ 7 เป็นเพียงความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฐานเป็นผู้ร่วมทํา ประกอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนลักษณะ ซึ่งอาวุธปืนที่ นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นค้าหรือจําหน่ายอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจ ออกใบอนุญาตให้ได้ ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มี เหตุสมควรและร่วมกันมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
ส่วนจําเลยที่ 9 ทางไต่สวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริง ระบุเส้นทางการเงินเกี่ยวพันจําเลยที่ 9 ทั้งไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนว่าจําเลยที่ 9 กระทําผิดตามที่โจทก์ฟ้อง
พิพากษาว่า จําเลยที่ 1 ถึงที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147, 371 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 24, 22 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 73, 78 วรรคหนึ่งและ วรรคสอง มีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 42 ประกาศ กระทรวงกลาโหม เรื่องกําหนดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 พ.ศ. 2564 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 การกระทําของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรม ต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทําของ จําเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทํา จัดการหรือรักษาทรัพย์ เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จําคุกกระทงละ 6 ปี สองกระทงจําคุก 12 ปี การกระทําของจําเลย ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 8 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทํา จัดการหรือรักษาทรัพย์ เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จําคุกกระทงละ 4 ปี สองกระทงจําคุก คนละ 8 ปี จําเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 8 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษ ฐานร่วมกันค้าหรือจําหน่ายซึ่งอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน มาตรา 78 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จําคุกกระทงละ 20 ปี จําเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 กระทําผิดคนละสองกระทง จําคุกคนละ 40 ปี ส่วนจําเลยที่ 5 กระทําผิดสี่กระทงจําคุก 80 ปี การกระทํา จําเลยที่ 3 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน มาตรา 78 วรรค หนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จําคุกกระทงละ 2 ปี สองกระทงรวมจําคุก 4 ปี
และการกระทําจําเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นค้า หรือจําหน่ายซึ่งอาวุธปืนที่นาย ทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนมาตรา 78 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษ หนักที่สุด จําคุกกระทงละ 13 ปี 4 เดือน สองกระทงจําคุก 26 ปี 8 เดือน การกระทําของจําเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มี โทษหนักที่สุด จําคุกกระทงละ 2 ปี การกระทําของจําเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ถึงที่ 8 กระทําผิดคนละ สองกระทง จําคุกคนละ 4 ปี จําเลยที่ 5 กระทําผิดสี่กระทงจําคุก 8 ปี การกระทําของจําเลยที่ 3 เป็นกรรม เดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานสนับสนุนผู้อื่นให้พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทาง สาธารณะโดยไม่รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนัก ที่สุด จําคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน สองกระทงจําคุก 2 ปี 8 เดือน จําคุกจําเลยที่ 1 รวม 56 ปี จําคุกจําเลย ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 รวมคนละ 52 ปี จําคุกจําเลยที่ 5 รวม 96 ปี จําคุกจําเลยที่ 3 รวม 3 ปี 7 เดือน จําคุกจําเลยที่ 7 รวม 30 ปี 8 เดือน จําเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ให้การในชั้นซักถาม ชั้นสืบสวนและชั้นสอบสวน เป็น ประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
คงจําคุกจําเลยที่ 1 มีกําหนด 28 ปี คงจําคุกจําเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 มีกําหนดคนละ 26 ปี จําคุก จําเลยที่ 3 มีกําหนด 3 ปี 4 เดือน จําเลยที่ 5 มีกําหนด 48 ปี จําคุกจําเลยที่ 2 มีกําหนด 15 ปี 4 เดือน และให้จําเลยที่ 1 ถึงที่ 8 คืนอาวุธปืนเล็กยาวแบบเอ็ม 16 เอ 1 (ปลย.เอ็ม 16 เอ 1) (ไม่มีซองกระสุนปืน) จํานวน 71 กระบอก หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,483,900 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้ยกฟ้องโจทก์สําหรับจําเลย ที่ 9 และคําขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา