ครม.รับทราบข้อเสนอแนะ ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ เตรียมความพร้อมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ชงปรับเพิ่ม ‘เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ’ แบบขั้นบันไดทุกๆปี ก่อนผลักดันเป็นนโยบาย ‘เบี้ยยังชีพถ้วนหน้า’ 1,000 บาท
....................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี กรณีที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เรื่อง การเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอ
ทั้งนี้ ครม.มอบหมายมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลัก รับข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินในเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง แลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ พม.สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง เพื่อนำเสนอ ครม.ต่อไป
สำหรับรายงานข้อเสนอแนะ เรื่อง การเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย ที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอต่อ ครม. เพื่อพิจารณามอบหมายคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ รับข้อเสนอแนะไปพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการพัฒนานโยบายและสนับสนุนขับเคลื่อนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุสรุปเป็นรูปแบบ 3 มิติ สรุปได้ดังนี้
มิติที่ 1 ภารกิจงานพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ มีข้อเสนอที่น่าสนใจ เช่น เสนอให้กระทรวงมหาดไทยและกรมกิจการผู้สูงอายุร่วมกันพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบ Mobile Application สำหรับการขึ้นทะเบียน และกำหนดกรอบเวลาจ่ายเงินสงเคราะห์ศพและติดตามการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจโครงการสนับสนุนการจัดการศพผู้สูงอายุตามประเพณีให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมดำเนินการ
เสนอให้กรมกิจการผู้สูงอายุปรับโครงสร้างเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับค่าครองชีพโดยตั้งเป้าหมายให้มีการปรับอัตราเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันไดทุกๆ ปี และในระยะยาวเสนอให้ผลักดันนโยบายเบี้ยยังชีพถ้วนหน้า 1,000 บาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว ,เสนอให้กรมกิจการผู้สูงอายุจัดตั้งสภาผู้สูงอายุระดับตำบลเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานเพื่อรวบรวมข้อมูลจัดทำแผนผู้สูงอายุและขอรับการสนับสนุนงบประมาณ
และเสนอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดการถ่ายโอนภารกิจของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ครบทุกพื้นที่ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพ และจัดบริการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่บ้านได้ตามมาตรฐานของระบบสุขภาพปฐมภูมิ และพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ดูแลผู้สูงอายุในครัวเรือน เป็นต้น
มิติที่ 2 การสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจงานพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ มีข้อเสนอที่น่าสนใจ เช่น เสนอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจัดตั้งส่วนงานด้านผู้สูงอายุและผู้ปฏิบัติงาน และเร่งรัดการถ่ายโอนภารกิจงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุตามแผนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2567-2571 ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เสนอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี เพื่อเพิ่มอัตรากำลังรองรับภารกิจและงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุ และสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมจัดตั้งกลุ่มงานที่ดูแลงานด้านผู้สูงอายุ ,เสนอให้สำนักงบประมาณและกรมกิจการผู้สูงอายุปรับเพิ่มงบประมาณในการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมด้านผู้สูงอายุ และวางหลักเกณฑ์ในการจัดตั้งสภาผู้สูงอายุระดับตำบลเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุและสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ เป็นต้น
มิติที่ 3 ระเบียบและข้อกฎหมายที่ควรปรับแก้ไข มีข้อเสนอที่น่าสนใจ เช่น เสนอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดำเนินการปรับปรุง แก้ไขประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง การสนับสนุนการสงเคราะห์ในการจัดการศพตามประเพณี พ.ศ.2563
โดยกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจ่ายเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพแทนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 เพื่อให้หน่วยงานของรัฐ/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่สนับสนุนองค์กรสวัสดิการชุมชนและปรับลดเงื่อนไขการสมทบงบประมาณและเพดานสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชน
เสนอให้กระทรวงมหาดไทยปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการเบิกค่าใช้จ่าย พ.ศ.2542 โดยปรับเพิ่มค่าตอบแทนอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ และกำหนดให้อาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นเป็นบุคลากรภายใต้สังกัดศูนย์ส่งเสริม/ฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุระดับตำบล และเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจด้านสาธารณสุขให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น
“ตามการคาดประมาณประชากรของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์” (Complete Aged Society) ในปี พ.ศ.2566 โดยมีประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี กว่า 12.4 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมดของประเทศ และคาดว่าภายในปี พ.ศ.2576 ประเทศไทยจะมีสัดส่วนประชากรสูงอายุเกินร้อยละ 30
และกลายเป็น “สังคมสูงอายุระดับ สุดยอด หรือ Super Aged Society” ซึ่งหมายถึงสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด อันแสดงให้เห็นถึงปริมาณประชากรสูงอายุที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่ออัตราการเกิดลดลงและอายุขัยเฉลี่ย ของประชากรเพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนของผู้สูงอายุในประชากรทั้งหมดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในขณะเดียวกัน ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงการลดลงอย่างมากของปริมาณประชากรโดยรวม
สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และระบบสุขภาพของประเทศ รวมถึงก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องเผชิญกับปัญหาหลายประการในปัจจุบัน เช่น ปัญหาด้านสุขภาพ โรคเรื้อรังและภาวะเสื่อมถอยซึ่งต้องการการดูแลระยะยาว ปัญหาการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล ปัญหาการขาดรายได้ประจำและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงขึ้น
แม้ผู้สูงอายุบางส่วนได้รับสิทธิบัตรทองหรือสวัสดิการ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่ครอบคลุม ปัญหาด้านสังคมและจิตใจ ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและความปลอดภัย การขาดการมีส่วนร่วมในสังคม และการขาดช่องทางเรียนรู้หรือพัฒนาศักยภาพที่ยังมีอยู่ ทำให้รัฐต้องแบกรับภาระที่เพิ่มสูงขึ้นในด้านงบประมาณการดูแลสุขภาพอนามัย การรักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการยังชีพ สวัสดิการ ตลอดจนการดูแลจัดการการอยู่อาศัยที่เหมาะสมของผู้สูงอายุ เป็นต้น
สภาวการณ์เช่นนี้ภาครัฐจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society)ในทุกมิติ โดยอาศัยการบูรณาการร่วมกันจากหน่วยงานทุกภาคส่วนอย่างเร่งด่วน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายและกลไกระดับนโยบายที่เกี่ยวข้องทั้ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2556 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) แผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2545-2564) รวมถึงมติคณะรัฐมนตรี ยุทธศาสตร์ชาติ และพันธกรณีและปฏิญญาระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหลักการต่างๆ อันเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระดับสากลให้เชื่อมโยงกันทุกมิติ และแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุระยะที่ 3 (พ.ศ.2566-2580))
ดังนั้น เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 53 ที่กำหนดให้รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และมาตรา 55 ที่กำหนดให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ครอบคลุม การส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรค
การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ การเสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ตลอดจนการส่งเสริมและสนับสนุน ให้มีภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพ และมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงหยิบยกเรื่อง การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย ขึ้นมาพิจารณาและมอบหมายให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการแสวงหา ข้อเท็จจริง เพื่อจัดทำรายงานพร้อมข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ตามหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน” เหตุผลในการเสนอรายงานฯ เรื่อง การเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย ต่อ ครม. ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา