
‘นิกร จำนง’ อดีตเลขานุการกมธ.พ.ร.บ.ประชามติ ชี้แจง เขียนกฎหมาย ออกเสียงประชามติล่วงหน้าไม่ได้ เหตุ ประหยัดงบประมาณ อนาคตหากจำเป็นสามารถแก้กฎหมายได้ เชื่อ ประชาชนออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก-เกินครึ่ง ชี้ ประชามติเงียบเหงา 2 ปัจจัยหลัก สตาร์ทช้า - พรรคการเมือง หวั่น ลงบัญชีค่าใช้จ่ายผิดประเภท เรียกร้อง ออกระเบียบรองรับ แนะ ‘กกต.’ จัดเวที-เชิญพรรคการเมืองรณรงค์ประชามติ ทั่วทุกภาค
สืบเนื่องจากกรณีนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีเหตุผลที่ว่า ทำไมการออกเสียงประชามติจึงไม่มีการออกเสียงล่วงหน้า เพราะ เป็นผลของกฎหมาย (พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568) หากจัดการออกเสียงประชามติที่กระทำไปโดยกฎหมายไม่ให้อำนาจไว้ ในเรื่องที่เป็นหลักการหรือสาระสำคัญ ผลคือ การกระทำนั้นย่อมไม่ชอบ จะยังผลให้การนั้นเป็น “โมฆะ” นั้นคือเสียเปล่าตั้งแต่ต้น
@ ‘นิกร’ แจง ประหยัดงบประมาณ
นายนิกร จำนง ผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 20 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการร่วมพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ว่า นายแสวงชี้แจงเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ประชามติไม่ให้เลือกตั้งล่วงหน้า ถ้าไปทำ จะทำให้โมฆะทั้งหมด ถูกต้องแล้ว ซึ่งหลักการของการร่างพ.ร.บ.ประชามติให้ออกเสียงประชามติ เพราะต้องการประหยัดงบประมาณ ซึ่งการกำหนดให้ประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งประหยัดงบประมาณไปได้กว่า 2,000 ล้านบาท เพราะค่าใช้จ่ายการจัดทำประชามติสูง แต่ละครั้งใช้งบประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท ถ้ามีการออกเสียงประชามติล่วงหน้าจะทำให้ค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้นทันที
นายนิกรกล่าวว่า ดังนั้นจึงให้การออกเสียงประชามติครั้งเดียววันเดียว ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป ซึ่ง พ.ร.บ.ประชามติ เป็นกฎหมายเพื่อประชาธิปไตยทางตรง สภาพบังคับจึงไม่เคร่งครัดและรัดกุมเหมือนกับกฎหมายการเลือกตั้ง สส.ที่ต้องให้สิทธิกับประชาชนจนสุดทาง ทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้า เลือกตั้งในเขต นอกเขตและนอกราชอาณาจักร เพราะเป็นเรื่องสำคัญ
“พ.ร.บ.ประชามติฉบับใหม่ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 10 เป็นการพ่วงกับการเลือกตั้งทั่วไปได้ด้วย ซึ่งไม่ใช่หลักการใหญ่ของการทำประชามติ การประชามติพร้อมการเลือกตั้งเป็นการประหยัด ซึ่งนอกจากประหยัดเงินงบประมาณรัฐอย่างเดียว แต่จะประหยัดค่าใช้จ่ายของประชาชนในการออกไปใช้สิทธิด้วย อย่างไรก็ตามหากมีการแก้ไขพ.ร.บ.ประชามติในครั้งหน้าถ้าจำเป็นก็สามารถแก้ไขได้ในอนาคต”นายนิกรกล่าว
นายนิกรกล่าวว่า ในช่วงที่มีการร่างพ.ร.บ.ประชามติ ไม่ได้อภิปรายถึงเรื่องการออกเสียงประชามติล่วงหน้า เพราะพ.ร.บ.ประชามติที่นำไปพ่วงกับกฎหมายฉบับใด เป็นกฎหมายประกอบกฎหมายอื่น ดังนั้น การทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป เป็นการประกอบเพื่อประหยัดงบประมาณ เจตนารมณ์ไม่ได้ต้องการให้เคร่งครัดรัดกุม จึงไม่ได้แก้ไว้ ซึ่งกรณีการประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก เช่น การประชามติคำถามที่สองเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (หากคำถามแรกเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) ไม่เกิน 6 เดือนจะต้องมีการออกเสียงประชามติคำถามที่สอง ไม่เกินขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งแน่นอน
นายนิกรเชื่อว่า ข้อจำกัดเรื่องการไม่สามารถออกเสียงประชามติล่วงหน้าได้ จะส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ของเจตนารมณ์ของประชาชนที่จะออกมา ไม่มาก เชื่อว่า คนจะออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก เกินครึ่งของผู้มีสิทธิ แต่ถ้าไม่ไปใช้สิทธิจะเสียสิทธิและตัดสิทธิ ซึ่งถ้าเป็นการใช้สิทธิเรื่องเดียวคนอาจจะไม่ออกมา
@ ชี้ ‘ประชามติ’ สตาร์ทช้า – พรรคการเมือง หวั่น ลงบัญชีค่าใช้จ่ายผิดประเภท
นายนิกรยังกล่าวถึงข้อสังเกตการออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บรรยากาศไปด้วยความเงียบเหงาว่า การออกเสียงประชามติครั้งนี้มีเวลาไม่ถึง 60 วัน เพราะใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามพ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 มาตรา 9 (2) เนื่องจากมีเหตุผลในเรื่องงบประมาณ จากเดิมที่เขียนไว้ว่า เวลาในการลงคะแนนออกเสียงประชามติต้องไม่น้อยกว่า 90 วัน แต่ไม่เกิน 120 วัน ซึ่งดีอยู่แล้ว เพราะต้องใช้เวลาในการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจต่อประชาชนมากพอสมควร
“เพราะฉะนั้นเวลาในการดำเนินการเรื่องนี้มันช้า เท่ากับสตาร์ทช้ามาก”นายนิกรกล่าว
นายนิกรกล่าวว่า นอกจากสตาร์ทช้าแล้ว พรรคการเมืองยังกังวลว่า การรณรงค์ให้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีความผิด กกต.เข้าใจผิด ไปแถลงตามกฎหมายประชามติฉบับเดิม ว่า ไม่ให้ชี้นำ แต่กฎหมายใหม่ ซึ่งแก้ไขกฎหมายประชามติฉบับเก่าแล้วว่า เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเต็มที่ สามารถชี้ได้เลยว่า เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ
นายนิกรกล่าวว่า ถึงแม้ว่าจะกกต.จะออกมาแถลงแก้ไขให้พรรคการเมืองรณรงค์ได้แล้ว ยังมีปัญหาเรื่อง การรณรงค์ของพรรคการเมืองเรื่องประชามติ ค่าใช้จ่ายในการณรงค์จะไปลงบัญชีไหน ถ้าไปลงบัญชีค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งกลายเป็นว่ากฎหมายสองฉบับซ้อนกัน คนละภารกิจ
“ถ้าบนเวทีประชามติไปพูดหาเสียง จะทำให้เวทีนั้นเป็นเวทีหาเสียงไป ค่าใช้จ่ายก็ต้องไปบวก ลำพังค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งไม่ค่อยพออยู่แล้ว พอเอาค่าใช้จ่ายประชามติไปพ่วงกับการเลือกตั้งจะมีปัญหาความชอบของกฎหมายด้วย และที่สำคัญคือค่าใช้จ่าย ซึ่งพรรคการเมืองต้องแสดงทุกครั้ง ทุกปีว่าเป็นค่าใช้จ่ายอะไร ซึ่งผมเชื่อว่า ข้อบังคับของพรรคการเมือง ไม่มีใครเขียนเรื่องการทำประชามติไว้ พอมีค่าใช้จ่ายประชามติจะเอาไปลงบัญชีไหน พรรคการเมืองที่จะออกไปประชาสัมพันธ์ก็กังวลว่าจะลงบัญชีไหน”นายนิกรกล่าว
นายนิกรกล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยังกกต.ให้ออกระเบียบให้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับประชามติเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองได้ เพราะถ้าไปใช้จะผิดกฎหมายพรรคการเมือง เพราะใช้จ่ายผิดประเภท ซึ่งค่าใช้จ่ายเรื่องทำประชามติไม่มีทั้งในกฎหมายและข้อบังคับ
@ แนะ ‘กกต.’ จัดเวที ‘ประชามติ’ เชิญ พรรคการเมืองรณรงค์
นายนิกรกล่าวว่า ทางออกขณะนี้ที่ง่ายที่สุด คือ กกต.ต้องตั้งเวทีขึ้นมาและเชิญพรรคการเมืองไปให้ความเห็น รณรงค์เรื่องนี้ โดย กกต.เป็นคนจัดเวทีและจัดทุกภูมิภาค

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา