
‘แบงก์ชาติ’ ย้ำเศรษฐกิจปี 69-70 โตต่ำกว่าศักยภาพ จาก ‘ปัจจัยเชิงวัฏจักร-ปัจจัยเชิงโครงสร้าง’ ฉุดรั้ง จับตา ‘สหรัฐ’ เปลี่ยนตัว ‘ประธานเฟด’ เขย่าการเงินโลก
.......................................
เมื่อวันที่ 7 ม.ค. นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 4/2568 ว่า เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 ต่อเนื่องไปถึงจนปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มจะขยายตัวในระดับค่อนข้างต่ำ จากปัจจัยเชิงวัฏจักรและปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เข้ามาฉุดรั้ง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยด้านราคาของอุปทาน ส่วนแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากอุปสงค์มีค่อนข้างจำกัด จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ
สำหรับภาวะการเงินยังคงหดตัวและหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฝั่งดีมานด์ จากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้า ทำให้ความต้องการสินเชื่อเติบโตช้าตามไปด้วย อย่างไรก็ดี ประเด็นที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้ความสนใจค่อนข้างมาก คือ ภาวะการเงินที่เปราะบางของกลุ่มธุรกิจ SMEs และธุรกิจขนาดเล็ก ท่ามกลางแรงกดดันในการแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาที่มีการแข็งค่าค่อนข้างเร็ว
“ดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาต่อเนื่อง ครั้งล่าสุดลงมาเหลือ 1.25% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำ ถ้าดูจากในอดีต ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำอย่างนี้ อาจมีแค่ในช่วงโควิดที่ดอกเบี้ยลงมาต่ำกว่า 1.25% และต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในโลก แต่ กนง.เห็นว่ามีความจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อทำให้มั่นใจว่าภาวะการเงินผ่อนคลาย เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งเสริมประสิทธิภาพของตัวนโยบายอื่นๆที่ออกมาทั้งนโยบายการเงิน และนโยบายของภาครัฐ
อย่างไรก็ดี ดอกเบี้ยที่ลงมาอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำระดับนี้ ก็ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพระยะปานกลาง ไม่ว่าจะเป็นการสะสมความเปราะบางที่มาจากดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นระยะเวลานาน รวมถึงพื้นที่ของนโยบายการเงิน (policy space) ในการรองรับเหตุการณ์ที่อาจจะมีขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งเมื่อมองว่าไปข้างหน้า ก็ยังมีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อาจจะเข้ามากระทบเศรษฐกิจไทยได้พอสมควร” นายสักกะภพ กล่าว
ด้าน นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวประมาณ 2% ในช่วงที่ผ่านมา และเมื่อมองไปข้างหน้า 2 ปี ก็คาดว่าจะขยายตัวที่ 2% ต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจนั้น มาจากปัจจัยเชิงวัฏจักรและปัจจัยเชิงโครงสร้าง ซึ่งบางเรื่องนโยบายการเงินสามารถเข้าตอบสนองได้ แต่บางเรื่องนโยบายการเงิน ก็ตอบสนองไม่ได้มากนัก จึงต้องมีการดำเนินมาตรการเฉพาะจุด เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs
“บทบาทของนโยบายการเงิน เมื่อเรามี policy space ไม่เยอะมา ลดมาเหลือ 1.25% แล้ว อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ บทบาทที่จะไปเสริมอุปสงค์ที่แผ่ว เพราะต้นทุนทางการเงินเป็นต้นตอที่ทำให้ไม่มีการจับจ่ายใช้สอย มันก็น้อยลง และที่ผ่านมาเราก็ทำพอสมควรแล้ว ขณะที่บทบาทของสินเชื่อในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น จะต้องแยกแยะระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่มีข้อกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ต้นทุนก็ถูกด้วย
การลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา ธุรกิจขนาดใหญ่ได้อานิสงส์มากกว่า SMEs ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่มีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อ สภาพคล่องเขาดี ดอกเบี้ยถูก แต่ไม่มีความต้องการจะมากู้ เพราะมีความไม่แน่นอนเชิงนโยบายการค้า บริบทโลก หรือยังไม่เห็นโอกาสทางธุรกิจที่ชัดเจน จึงไม่ใช่ความตึงของภาคการเงิน ส่วนปัญหาจริงๆอยู่ที่ SMEs บริษัทเล็ก เขามีความต้องการสินเชื่อจริง แต่เข้าถึงไม่ได้ เพราะ credit cost สูง การลดดอกเบี้ยก็ช่วยได้ประมาณหนึ่ง” นายปิติ กล่าว
นายปิติ ยังกล่าวกรณีสหรัฐฯเปิดปฏิบัติการทางการทหาร โดยส่งกำลังทหารบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาแล้วนำกลับไปสหรัฐฯ ว่า กรณีดังกล่าว ส่งผลกระทบบริบททางการเมืองโลก และผลกระทบจะทอดไปยังภาคเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยเฉพาะการชะลอตัวของการลงทุน ขณะเดียวกัน ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ยังคงต้องจับตามองว่าสหรัฐฯจะมีการเขย่าระบบการเงินโลกหรือไม่ หลังจากมีการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
“ปีที่แล้ว ในช่วงต้นๆปี โลกถูกเขย่าด้วยนโยบายด้านการค้า เป็นความไม่แน่นอนในเชิงการค้าโลก ซึ่งปั่นป่วนกันค่อนข้างเยอะ และต้องมีการปรับโครงสร้างการผลิตด้านการค้า เปิดปีใหม่มานี้ หวังว่าจะสงบหน่อย แต่กลายเป็นว่ามีตอนที่ 2 ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนด้าน Military สงคราม เป็นการใช้กำลัง และเป็นเหมือนกับเป็นการเขย่ากฎเกณฑ์ กติกา ด้านการทหาร ซึ่งแต่ละเรื่องมีผลค่อนข้างเยอะมาก
เมื่อคิดต่อไป เป็นไปได้ว่า ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า จะบทที่ 3 เพราะจะมีการเปลี่ยนตัวประธานเฟด ก็จะมาเขย่าเรื่องการเงินโลก กลายเป็นการเขย่าการเงินโลก การค้าโลก และการทหาร ซึ่งทั้ง 3 เรื่อง สหรัฐมีบทบาทสำคัญในทุกๆมิติ โดยเฉพาะด้านการเงิน ถามว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากกรณีเวเนซุเอลาจะเป็นอย่างไร ผมว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องรอง แต่ผลกระทบหลัก คือ ผลกระทบต่อบริบททางการเมือง หรือ ภูมิรัฐศาสตร์ แล้วจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในทอดต่อไป
และก็คงมีผลกระทบแถวๆเอเชียด้วย ซึ่งเรื่องการค้าจีน-สหรัฐ ดูเหมือนว่าจะประนีประนอมกันได้ประมาณหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป อย่างไรก็ดี กนง.ยังไม่มีมุมมองในเรื่องนี้ เพราะเพิ่งเกิดขึ้น แต่คิดว่าทุกคนในโลกกำลังประเมินอยู่ว่า ผลกระทบของการเปิดฉากด้านการทหาร จะส่งผลอย่างไรในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ แต่แน่นอนว่า สิ่งที่มาแน่นอน คือ ความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น และการลงทุนจะเป็นตัวแรกที่ชะลอลง จึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม” นายปิติระบุ
นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยตอนนี้ กำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยลงต่อเนื่อง โดยในปี 2568 แม้ว่าการส่งออกไทยจะขยายตัวที่ระดับ 12% แต่การส่งออกไม่ได้เป็น Engine of Growth เหมือนในอดีตแล้ว เพราะการส่งออกที่ขยายตัวนั้น เป็นการขยายตัวของการส่งออกหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัดส่วนเกินกว่า 50% สะท้อนถึงการกระจุกตัวด้านการส่งออก
“ตัวเลขส่งออกปี 2568 ถ้าไปดูข้างใน จะพบว่าการเติบโตเกินกว่าครึ่ง มาจากการส่งออกในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสะท้อนถึงการจุกตัวของการส่งออก และสินค้าที่ส่งออกนี้ มี Import Content สูง ดังนั้น แม้ว่าการส่งออกในปี 2568 จะเติบโตได้ 12% แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรมในประเทศแทบจะไม่โตเลย” นางปราณีกล่าว
ขณะเดียวกัน ในด้านการท่องเที่ยวนั้น พบว่าในขณะที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทั้งในปี 2567 และปี 2568 รวมทั้งมีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าในช่วงโควิดแล้ว แต่นักท่องเที่ยวที่มาไทยกลับลดลงต่อเนื่อง โดยทั้งปี 2568 ไทยมีนักท่องเที่ยว 33 ล้านคน ลดลงจากปี 2567 ที่มีนักท่องเที่ยว 36 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดที่ไทยมีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทยที่ด้อยลง
นอกจากนี้ แม้ว่าในช่วงหลังโควิด ภาคบริการได้กลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแทนภาคการผลิต และแรงงานได้ย้ายจากภาคการผลิตไปสู่ภาคบริการ แต่แรงงานยังกระจุกตัวอยู่ในภาคบริการแบบดั่งเดิม ซึ่งมีผลิตภาพการผลิตต่ำ โดยมีค่าจ้างอยู่ที่ 114 บาท/ชั่วโมง เทียบกับภาคบริการสมัยใหม่ที่ค่าจ้าง 703 บาท/ชั่วโมง อีกทั้งภาคบริการแบบดั่งเดิมมีอัตราการเติบโตต่ำเพียง 3.6% เท่านั้น



นางปราณี กล่าวต่อว่า เมื่อมองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 1.5% ชะลอตัวจากปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2.2% ซึ่งเป็นการชะลอตัวตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวลง ตามรายได้การส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้า และผลจากฐานการส่งออกที่สูงในปี 2568 ประกอบกับแรงส่งจากภาครัฐที่แผ่วลงตามงบประมาณปี 2570 ที่จะล่าช้า 2-3 เดือน หรือ 1 ไตรมาส จากการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว
“ในปี 2569 การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มชะลอลง จากงบประมาณปี 2570 ที่ล่าช้า โดยเราคาดว่าจะล่าช้า 1 ไตรมาส ซึ่งจะทำให้การใช้จ่ายภาครัฐในปี 2569 จะขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน และจะกลับมาขยายตัวที่ 4% ในปี 2570 แต่ถ้ามองไปข้างหน้า การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มชะลอลง ตามแนวทางการลดการขาดดุลการคลัง (Fiscal consolidation) เพื่อให้หนี้สาธารณะอยู่ในระดับยั่งยืน” นางปราณี กล่าว
ส่วนเศรษฐกิจปี 2570 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.3% แม้ว่าจะขยายตัวสูงกว่าปี 2569 แต่เป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพ จากกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่สูง





ขณะที่ นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ภาพของอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในลักษณะเดิม โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากด้านอุปสงค์มีจำกัด ส่วนความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืดนั้น จากการประเมินของ ธปท. เห็นว่ายังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากเครื่องชี้แนวโน้มเงินเฟ้อที่ค่อนข้างทรงตัว และเครื่องชี้เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย
“เราคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570” นายสุรัช กล่าว
ส่วนภาวะการเงินนั้น หลังจาก กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุด อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินและระบบสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ธปท. จึงผลักดันโครงการ SMEs Credit Boost เพื่อช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้แก่ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพ
นายสุรัช กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ค่าเงินนั้น ค่าเงินบาทแข็งค่านำสกุลเงินภูมิภาค ตามทิศทางการผ่อนคลายนโยบายการเงินสหรัฐและปัจจัยเฉพาะของไทย ซึ่ง ธปท.ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องและไม่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ รวมทั้งพิจารณาดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา