
เปิดหนังสือ ‘ชาญชัย-คณะ’ ร้อง ‘กกต.’ ตรวจสอบนโยบายหาเสียง ‘ประชานิยม’ ชี้ส่อทำ ‘หนี้สาธารณะ’ พุ่ง-ขัด พ.ร.บ.วินัยการเงินฯ
.......................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ และคณะ ประกอบด้วย นายสมชาย แสวงการ นายนิติธร ล้ำเหลือ นายคมสัน โพธิ์คง และนายพันธสัญญา โชติธนพุทธพงษ์ ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยขอให้ กกต. ตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในปี 2569 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของประชานิยม อันมีผลกระทบต่อสถานการณ์การคลังของประเทศ และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ และขยายตัวของหนี้สาธารณะ
อีกทั้งยังมีผลกระทบขัดต่อกฎหมายวินัยการเงินการคลัง พ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายประจำปี ซึ่งเงินที่พรรคการเมืองโฆษณานั้นก็มาจากรายได้จากการเก็บภาษี นอกจากนี้ ยังเป็นการโฆษณาในลักษณะเป็นการเสี่ยงโชคเข้าข่ายเป็นการพนันขันต่อ ซึ่งก่อเกิดความเสียหาย ชื่อเสียง ของประเทศชาติ
สำหรับหนังสือของนายชาญชัยและคณะ มีเนื้อหาว่า “ข้าพเจ้า นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ และคณะ ในฐานะผู้ร้องได้ตรวจสอบและได้ทราบจากการชูนโยบายหาเสียงโฆษณาของพรรคการเมืองจำนวนหลายพรรค เช่น
1.พรรคประชาชน ตามแบบฟอร์มที่ กกต.ให้ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้ในการดำเนินนโยบาย ส่วนใหญ่จะระบุว่า “ใช้บริหารงบประมาณแผ่นดิน”
2.พรรคเพื่อไทย ตามแบบฟอร์มที่ กกต.ให้ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้ในการดำเนินนโยบาย เกือบทุกนโยบายมักจะระบุว่า “การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และบริหารระบบภาษี”
3.พรรคภูมิใจไทย ตามแบบฟอร์มที่ กกต.ให้ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้ในการดำเนินนโยบาย เกือบทุกนโยบายมักจะระบุว่า “ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี”
4.พรรคประชาธิปัตย์ ตามแบบฟอร์มที่ กกต.ให้ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้ในการดำเนินนโยบาย ส่วนใหญ่จะระบุว่า “ใช้งบประมาณ หรือไม่ใช่งบประมาณ”
5.พรรครวมไทยสร้างชาติ ตามแบบฟอร์มที่ กกต.ให้ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้ในการดำเนินนโยบาย ส่วนใหญ่จะระบุว่า “ใช้งบประมาณประจำปี”
6.พรรคกล้าธรรม ตามแบบฟอร์มที่ กกต.ให้ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้ในการดำเนินนโยบาย ส่วนใหญ่จะระบุว่า “ใช้งบประมาณ”
รวมทั้งหมด 51 พรรค ส่วนใหญ่ระบุในแบบฟอร์มของ กกต.ว่าใช้แหล่งเงินจากงบประมาณเป็นหลัก โดยตัวอย่างโครงการต่างๆนั้นอยู่ที่ กกต.แล้ว ซึ่ง กกต.กำหนดให้พรรคการเมืองส่งนโยบายภายในวันที่ 19 มกราคม 2569 แต่ กกต.เพิ่งจะเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ กกต.เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายฯ ซึ่งยังไม่ผ่านความเห็นชอบ และเป็นอำนาจของคณะกรรมการ กกต. และเลขาธิการ กกต.ที่จะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ หรือจะให้พรรคการเมืองแก้ไข
ณ ขณะนี้ถือว่าเอกสารนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่ กกต. เผยแพร่บนเว็บไซต์ถือว่า ยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถยกตัวอย่างที่ถูกต้องส่งให้ กกต.ไปดำเนินการแก้ไขตามอำนาจหน้าที่ของ กกต. ตามแนบท้ายประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ.2568 นั้น
ได้ระบุความสำคัญเป็นลำดับไว้ ดังนี้ คือ ชื่อนโยบาย ,วงเงินที่ต้องใช้ ,ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ ,ความคุ้มค่าในการดำเนินนโยบาย ,ประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย ,ความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายฯ เป็นต้น
จากการตรวจสอบนโยบายที่เข้าข่ายประชานิยมของแต่ละพรรค ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลแหล่งที่มาอย่างชัดเจน อ้างแต่จะใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือใช้วิธีการบริหารการจัดเก็บภาษีแบบกว้างๆ โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของแหล่งเงินที่จะนำใช้ในการดำเนินนโยบายว่าจะต้องตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีกเท่าไหร่ หรือ ถ้าไม่กู้เงินเพิ่มเติม ก็จะต้องมีแผนการปรับขึ้นภาษีตัวไหนบ้าง ปรับขึ้นเท่าไหร่ อย่างไร

หากพิจารณาตามแผนการคลังระยะปานกลาง ประจำปีงบประมาณ 2570–2573 จะเห็นว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ใกล้เต็มเพดานตามกฎหมาย 70% แล้ว แทบไม่มีวงเงินเหลือให้นำมาใช้ในการประชานิยม (Fiscal Space)

และถ้าไปดูการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศยุบสภา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหนังสือด่วนที่สุดที่ นร 1113/5562 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ทำถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ระบุว่า
“แรงกดดันด้านการคลังของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์สูง ท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเพดานหนี้สาธารณะ ในขณะที่สัดส่วนรายจ่ายประจำยังอยู่ในระดับสูง และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำ และรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการจัดสรรงบประมาณไปยังโครงการ และแผนที่สามารถเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ให้ไม่ต่ำกว่าประมาณการที่กำหนดไว้
นอกจากนั้น ในกรณีที่มีวงเงินประมาณคงเหลือหลังจากการจัดสรรงบประมาณ เห็นควรให้สำนักงบประมาณพิจารณานำงบประมาณดังกล่าวไปจัดสรรเป็นงบประมาณ เพื่อการชำระหนี้ภาครัฐเป็นลำดับแรก เพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลังที่เพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงที่อยู่ในเกณฑ์สูง ทั้งในด้านความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ และความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ รวมทั้งเพื่อลดความเสี่ยงจากการที่หนี้สาธารณะจะสูงกว่าเพดานที่กำหนดไว้”
ข้าพเจ้ากับคณะเห็นว่านโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในปี 2569 นี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของประชานิยม โดยมีผลกระทบต่อสถานการณ์การคลังของประเทศ และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ และขยายตัวของหนี้สาธารณะ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังของประเทศในหลายด้าน ดังนี้
1.กระทบต่อรายจ่ายภาครัฐในกรณีนโยบายสวัสดิการ เช่น ค่าไฟถูก อุดหนุนค่าโดยสารสาธารณะ ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุ การจัดสรรงบอุดหนุนเงินเด็กแรกเกิด ทั้งหมดนี้จะถูกนำเข้ามาเงินรายจ่ายประจำต่อเนื่องทุกปี ก่อให้เกิดภาระรายจ่ายที่สูงขึ้น ปัจจุบันมีสัดส่วนสูงเกือบร้อยละ 70 ของวงเงินงบประมาณประจำปีแล้ว ถ้านโยบายนี้ถูกต้อง ขอให้ กกต.ไปตรวจสอบ และระงับนโยบายที่สร้างภาระเพิ่มให้กับประเทศชาติในระยะยาว และกระทบต่อวินัยการเงินการคลังของประเทศ หรือไม่
2.กระทบต่อรายได้ของรัฐ เนื่องจากนโยบายประชานิยมส่วนใหญ่จะใช้วิธีการลดหย่อนภาษี หรือยกเว้นภาษี ทำให้ฐานการได้รับรายได้ภาษีของประเทศแคบลง ไม่เป็นไปตามแผนการคลังระยะปานกลางตามที่กล่าวข้างต้น ซึ่งในแผนการคลังฉบับนี้ คณะรัฐมนตรีสมัยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มีมติให้ทยอยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 8.5 ในปีงบประมาณ 2571 และเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ในปีงบประมาณ 2573 ตามลำดับ
แต่กลับไม่มีพรรคการเมืองพรรคไหนประกาศนโยบายหาเสียงว่าจะปรับขึ้นภาษีเลย หรือมีแต่ไม่ยอมแจ้งประชาชนรับทราบ ข้าพเจ้าจึงขอให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งต.สอบถามพรรคการเมืองว่า ท่านเอาเงินภาษีจากไหนมาใช้ในการดำเนินนโยบายประชานิยม
3.กระทบต่อหนี้สาธารณะ การดำเนินนโยบายต้องใช้งบประมาณจำนวนมากต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลต้องใช้นโยบายการคลังขาดดุลต่อเนื่องมาหลายปี หากไม่มีมาตรการควบคุมรายจ่าย และมาตรการเพิ่มรายได้อย่างจริงจัง อาจกระทบกับความน่าเชื่อถือของประเทศโดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในปีงบประมาณ 2570 อยู่ระดับที่ร้อยละ 69.36 เท่ากันเหลือไม่ถึง 1% ที่จะกู้ได้

นอกจากเงินในงบประมาณแล้ว นโยบายหาเสียงส่วนใหญ่ยังใช้แหล่งเงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะมาตรการกึ่งการคลัง ซึ่งเป็นรายการภาระผูกพัน ตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 เช่น นโยบายที่เกี่ยวกับการลดหนี้ , พักหนี้ และยกหนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค หรือ นโยบายจ่ายเงินอุดหนุนแบบให้เปล่า หรือ “แจกเงิน” ให้กับประชาชน นโยบายประกันรายได้ให้เกษตรกร และนโยบายสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม
ซึ่ง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้มาตรา 28 มียอดคงค้างอยู่ที่ 1,133,751 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 30.21% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดให้มียอดหนี้คงค้างได้ไม่เกิน 32% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ในขณะที่รัฐบาลตั้งงบประมาณไปคืนหนี้ มาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ประมาณ 72,917 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.94% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 ส่วนในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลตั้งงบประมาณคืนหนี้มาตรา 28 ได้แค่ 58,249 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.54% สะท้อนให้เห็นความสามารถในการตั้งงบประมาณมาคืนหนี้มาตรา 28 มีแนวโน้มลดลง
หากพรรคการเมืองเดินหน้าใช้นโยบายประชานิยมโดยใช้แหล่งเงินตามมาตรา 28 จนเต็มเพดาน หรือ มีการแก้ไขประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เพื่อนำเงินมาใช้ในการดำเนินโครงการประชานิยม อาจส่งผลกระทบความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกหลายแห่ง ได้แสดงความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว โดยสะท้อนการปรับมุมมองทางเศรษฐกิจของประเทศไทย (Outlook) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจะนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับเครดิตของประเทศในระยะต่อไป
จากตารางที่นำแสดงจะเห็นว่า การที่พรรคการเมืองนำเสนอนโยบายหาเสียงโดยใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก เพื่อมาทำประชานิยม ลด แลก แจก แถม ตามที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายประกาศ กกต.ที่ต้องแจ้งให้ประชาชนทราบว่าจะใช้เงินจากแหล่งไหนมาใช้ในการดำเนินนโยบายหาเสียง ซึ่งทุกพรรคการเมืองต้องทราบอยู่แล้วว่า ต้องปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561
โดยเฉพาะมาตรา 4 ระบุว่า “งบประมาณรายจ่าย” หมายความว่า จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย
ดังนั้น การจัดนโยบายของพรรคการเมืองที่มีการอ้างถึงการใช้เงินจากงบประมาณ กกต.ต้องแจ้งเตือนให้พรรคการเมืองต้องปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 อย่างเคร่งครัดด้วย และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 73 (5) ฐาน16
หลอกลวงประชาชนให้ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่หาเสียงก็ถือว่าผิดกฎหมายตามที่กล่าวมาทั้งหมด โดย กกต.มีอำนาจหน้าที่ระงับยับยั้งลงโทษ
การประกาศนโยบายดังกล่าวยังมีผลกระทบขัดต่อกฎหมายวินัยการเงินการคลัง พระราชบัญญัติงบประมาณร่ายจ่ายประจำปีซึ่งเงินที่พรรคการเมืองโฆษณานั้นก็มาจากรายได้จากการเก็บภาษี นอกจากนี้ยังเป็นการโฆษณาในลักษณะเป็นการเสี่ยงโชคเข้าข่ายเป็นการพนันขันต่อ ซึ่งก่อเกิดความเสียหาย ชื่อเสียง ของประเทศชาติเป็นอย่างมาก
การกระทำทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบระงับยับยั้ง หรือดำเนินการในสิ่งที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ปล่อยปะละเลยก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ตามความผิดฐานนั้นๆ
การกระทำดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อพบการกระทำความผิดจากการประกาศโฆษณาของพรรคการเมืองโดยผิดกฎหมาย มีอำนาจระงับหรือยับยั้งการกระทำความผิด แต่กลับเพิกเฉยละเลยต่อหน้าที่ โดยการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 17.30 นาฬิกา ว่า
“...เลขาฯกกต.ย้ำ พรรคการเมืองชงนโยบายหาเสียงต้องแจงที่มาของเงินให้ชัดพร้อมคอนเฟิร์มทันเวลาให้ประชาชนอ่านก่อนเลือกตั้ง พร้อมระบุ กกต.แค่ตั้งข้อสังเกตได้ แต่ยกเลิกนโยบายไม่ได้เอง...” ซึ่งการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายที่ได้มีการบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำได้หรือไม่ได้อย่างไรทั้งๆที่ผู้สัมภาษณ์รู้ดีว่าพรรคการเมืองใดหาเสียงโดยเสนอนโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
โดยไม่มีการอธิบายรายละเอียดตามแบบแนบท้ายประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เท่ากับพรรคการเมืองนั้นไม่สุจริตในการเลือกตั้ง ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ยับยั้งเท่ากับคณะกรรมการการเลือกตั้งปล่อยให้มีการเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมจะมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
นอกจากนี้ ในช่วงที่มีการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยได้ประกาศนโยบายเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet แก่ประชาชน 50 ล้านคน ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจาก กกต. โดยนโยบายดังกล่าวในทางปฏิบัติไม่สามารถดำเนินได้ตามที่หาเสียง เนื่องจากไม่มีงบประมาณเพียงพอ และใช้เงินผิดประเภท มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง และเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
จนเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าและคณะได้นำความไปปรากฏต่อ ป.ป.ช. เนื่องจากเกิดความเสียหายต่องบประมาณของประเทศ โดยที่ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด กลับทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 แสนล้านบาท และก็ไม่สามารถทำได้ตามที่เคยโฆษณาหาเสียงไว้ ซึ่งข้าพเจ้าและประชาชนนับสิบล้านคน ไม่ได้รับเงินดังกล่าวจากนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยเลย แต่ต้องมาจ่ายภาษีเพื่อนำไปใช้หนี้จากการทำนโยบายประชานิยมที่ผิดพลาด
ล่าสุด คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดคณะรัฐมนตรีนายเศรษฐาและคณะ ตามมาตรา 157 และอยู่ในขั้นไต่สวนมูลฟ้อง จึงขอให้ กกต.ดำเนินการตามกฎหมายอย่างละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ดังนี้
1.มีพรรคใดที่รายงานนโยบายให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามประกาศแนบท้าย ข้อ 4 ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน
2.มีพรรคใดส่งนโยบายมาไม่สมบูรณ์ และต้องสั่งให้แก้ให้ถูกต้อง หรือ สั่งระงับ
3.มีพรรคการเมืองใดที่โฆษณานโยบายประชานิยมหาเสียงไปแล้ว แต่ไม่ได้ระบุไว้ในเอกสารนำส่งตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายฯ
ดังนั้น โดยหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้า นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ และคณะ ในฐานะประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ จึงขอแจ้งมายังท่านในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
โดยให้กรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือและมีคำสั่งไปถึงพรรคการเมืองที่มีนโยบายขัดต่อกฎหมายและไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินค่าใช้จ่ายที่จะใช้ดำเนินการตามที่ประกาศโฆษณา ทั้งนี้เพื่อเป็นการยับยั้งนโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน ภายในกำหนด 3 วัน นับวันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้
หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดดังกล่าว ข้าพเจ้าจะใช้สิทธิในการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป"

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา