
‘พม.’ เปิดรับฟังฯ ‘ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน’ ชงเพิ่มโทษอาญา ‘คนขอทาน’ เป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน จากเดิมไม่เกิน 1 เดือน หาก ‘บุพการี-ผู้ปกครอง’ นำ ‘บุตรหลาน’ มาเป็น 'ขอทาน' มีโทษหนักขึ้น เปิดสถิติรายได้ ‘ขอทาน’ 4 ชาติ พบบางกรณีเชื่อมโยง ‘ค้ามนุษย์’
......................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการปรับปรุง พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเพิ่มโทษทางอาญาแก่ผู้แสวงหาประโยชน์จากคนขอทานและคนขอทาน เพื่อให้เกิดความเกรงกลัว
สำหรับร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้
1.ยกเลิก พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 โดยจัดหมวดของกฎหมายให้มีความชัดเจนมากขึ้น (มาตรา 1)
2.ปรับปรุงบทนิยามที่เกี่ยวข้องกับการขอทาน และการแสดงความสามารถ ของบุคคลที่แสดงความสามารถ เพื่อให้มีความชัดเจน กว้างขวางเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป เกิดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย และเพิ่มนิยามที่สาธารณะ (มาตรา 5)
3.ปรับปรุงสถานคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้มีความความครอบคลุม ทั้งหน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หน่วยงานอื่นของรัฐหรือองค์กรเอกชนที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (มาตรา 5)
4.เพิ่มเติมเจ้าพนักงานท้องถิ่นในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ตลอดจนผู้บริหารท้องถิ่นตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้และความครอบคลุมในทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา 5)
5.เพิ่มเติมหมวด 1 คณะกรรมการควบคุมการขอทาน ปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของคณะกรรมการจากเดิม คือ หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม เป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง และเพิ่มเติมผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ตลอดจนปรับเปลี่ยนผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งจากเดิมเป็นผู้แทนภาคประชาสังคมเป็นผู้แทนจากภาคเอกชน ไม่น้อยกว่า 4 คน และเพิ่มระยะเวลาการดำรงตำแหน่งจากเดิมคราวละ 3 ปีเป็นคราวละ 4 ปี เพื่อยกระดับอำนาจ การตัดสินใจและลดขนาดของคณะกรรมการ (มาตรา 7-13)
6.เพิ่มเติมหมวด 2 การควบคุมการขอทาน กำหนดห้ามคนทำการขอทาน และกำหนดพฤติการณ์พิเศษของคนขอทานที่ต้องรับโทษหนักขึ้น เพื่อให้การบังคับใช้โทษทางอาญามีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้คนขอทานเกิดความเกรงกลัวต่อการกระทำความผิด สำหรับบุคคลต่างด้าวให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตาม พ.ร.บ.นี้ และกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองด้วย
กรณีผู้แสวงหาประโยชน์จากคนขอทาน เดิมมีบทยกเว้นโทษสำหรับบุพการีหรือผู้สืบสันดาน ซึ่งเป็นช่องว่างให้คนขอทานนำบุตรหลานของตนเองมาทำการขอทาน จึงมีการเพิ่มเติมฐานความผิดและโทษ หากเป็นการกระทำต่อเด็ก การกระทำโดยบุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล คนขอทาน ไม่ว่าจะมีความผูกพันกับคนขอทานในทางกฎหมายหรือทางสายโลหิตหรือไม่ก็ตาม ต้องรับโทษหนักขึ้น
นอกจากนี้ เพื่อคุ้มครองสังคมให้ปลอดภัย สร้างแรงจูงใจให้เกิดการมีส่วนร่วม ในการแก้ปัญหาและการบังคับใช้กฎหมายให้คนขอทานหมดสิ้นไปจากสังคม ผู้ใดพบเห็นการขอทานให้แจ้งต่อตำรวจ หรือพนักงานฝ่ายปกครอง หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยมีบทคุ้มครองเมื่อได้กระทำโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองและไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง
อีกทั้งได้มีการกำหนดกระบวนการกรณีการจับกุมคนขอทานที่เป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ คนวิกลจริต คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือบุคคลที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ไม่มีญาติ หรือผู้ใดอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่สามารถหาเลี้ยงชีพอย่างอื่น หรืออยู่ในสภาวะยากลำบาก และยินยอม เข้ารับการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้ตำรวจ หรือพนักงานฝ่ายปกครอง หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ส่งผู้นั้นไปยังสถานคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อทำการคัดกรอง
หากไม่ยินยอมเข้ารับการคุ้มครองให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ซึ่งเป็นกระบวนการคัดกรองก่อนการดำเนินคดี กรณีคนขอทานที่เป็นกลุ่มเปราะบาง เพื่อเข้ารับการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนได้มีการกำหนดหน้าที่และอำนาจของตำรวจ หรือพนักงานฝ่ายปกครอง หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ในชั้นจับกุม เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนขอทาน (มาตรา 14-23)
7.เพิ่มเติมหมวด 3 การคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิต กรณีคนไทย ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางกระทำความผิดฐานทำการขอทาน เมื่อยินยอมเข้ารับการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิต และปฏิบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ให้ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานทำการขอทาน
นอกจากนี้ กำหนดให้องค์กรภาคเอกชนที่ทำหน้าที่เป็นสถานคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้บริจาค หรือบุคคลใดรับคนขอทานไว้ดูแล นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบการ หรือองค์กรภาคเอกชนที่จ้างงานคนขอทาน ซึ่งผ่านการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิต มีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากรกำหนด รวมทั้งได้รับสิทธิพิเศษอื่นตามกฎหมายกำหนด
ตลอดจนกำหนดหน้าที่และอำนาจของผู้ปกครองสถานคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิต และกำหนดสิทธิบุคคล ที่เข้ารับการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลที่เข้ารับการคุ้มครอง ตลอดจนให้อำนาจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดตั้ง สถานคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ (มาตรา 24-30)
8.เพิ่มเติมหมวด 4 การแสดงความสามารถ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดให้มีพื้นที่แสดงความสามารถที่ปลอดภัย ประชาชนเข้าถึงง่ายโดยสะดวก เป็นแหล่งชุมชน และอาจประสานงานขอใช้พื้นที่ของหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ซึ่งหากเป็นพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐ พิจารณาอนุญาตโดยไม่คิดค่าเช่าหรือค่าธรรมเนียม
โดยเมื่อบุคคลที่แสดงความสามารถจะไปทำการแสดงในพื้นที่ใด ให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นในพื้นที่นั้น ผ่านทางช่องทางต่างๆ ตามที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด ซึ่งเมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอนุญาตแล้ว ย่อมได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่น
กรณีบุคคลที่แสดงความสามารถเป็นเด็กหรือบุคคลที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงคนอื่น ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล หรือผู้ให้ความช่วยเหลือจะต้องพิจารณาการแสดงความสามารถให้เหมาะสมและต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากบุคคลที่แสดงความสามารถฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายนี้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นในเขตพื้นที่มีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นหยุดหรือยุติการแสดงดังกล่าวได้
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดให้มีหรือประสานหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ หรือภาคเอกชนเพื่อดำเนินการช่วยเหลือ คุ้มครองสวัสดิภาพหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลที่แสดงความสามารถให้สามารถนำไปประกอบอาชีพและมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพตามอัตภาพ ตลอดจนให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและหน่วยงานอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด มีหน้าที่กำหนดมาตรการและวิธีการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพบุคคล
โดยบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่ส่งเสริมสนับสนุน และยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคคลที่แสดงความสามารถ มีสิทธิได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี ตามประมวลรัษฎากรกำหนด (มาตรา 31–39)
9.เพิ่มเติมหมวด 5 พนักงานเจ้าหน้าที่ กำหนดหน้าที่และอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจน ตลอดจนเพิ่มบทคุ้มครองพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อได้กระทำโดยสุจริต ย่อมได้รับการคุ้มครองและไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีการร้องขอ (มาตรา 40-42)
10.เพิ่มเติมและปรับปรุงหมวด 6 บทกำหนดโทษ เพื่อให้คนขอทานเกิดความเกรงกลัวและเป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายในต่างประเทศ จึงมีการปรับระวางโทษสูงขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (กฎหมายเดิมกำหนดระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)
ตลอดจนคนขอทานที่เข้ารับการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตแล้ว ภายหลังออกจากสถานคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (กฎหมายเดิมกำหนดระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)
นอกจากนี้ ยังปรับระวางโทษสูงขึ้นสำหรับคนขอทานที่มีพฤติการณ์พิเศษ คือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับผู้ที่ช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้คนขอทานออกจากสถานคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้แสวงหาประโยชน์จากคนขอทาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (กฎหมายเดิมกำหนดระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) และหากเป็นการกระทำความผิดที่ต้องรับโทษหนักขึ้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่ทั้งนี้ หากผลการกระทำนั้น เป็นเหตุให้คนขอทานได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 200,000 บาท หากผลของการกระทำนั้นเป็นเหตุให้คนขอทานเสียชีวิต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองสังคมโดยการป้องกันและสร้างความตระหนักรู้ ไม่ให้บุคคลแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากคนขอทานในลักษณะการหลอกลวง และก่อความรุนแรง ต่อบุคคลที่เป็นผู้เปราะบาง (มาตรา 43-48)
@สถิติ‘คนขอทาน’ 7 ปี 3.9 พันราย-‘กัมพูชา’รายได้เฉลี่ย 587 บ.
รายงานข่าวแจ้งว่า จากสถิติฐานข้อมูลการจัดระเบียบผู้ทําการขอทานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค.2559 ถึง 30 ก.ย.2566 พบผู้ทําการขอทานรวมทั้งสิ้น 3,929 ราย

จากสถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระหว่างปี พ.ศ.2562-2564 พบว่าผู้ทำการขอทานลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย มีการเปิดประเทศและสถานบริการ พบว่า ผู้ทําการขอทานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เนื่องจากประชาชนในสังคมไทยยังคงมีทัศนคติและความเชื่อเรื่องการทำบุญให้ทาน จึงยังคงมีการให้เงินหรือทรัพย์สินกับผู้ทําการขอทานหรือกลุ่มคนเปราะบาง (เด็ก สตรีมีครรภ์ คนพิการ ผู้สูงอายุ)
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบจังหวัดที่มีความยากจนเรื้อรัง จากข้อมูลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (รายงานวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย 2565 หน้า 16) กับฐานข้อมูลการจัดระเบียบขอทานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พบว่า ความยากจนไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยทำการขอทาน

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความยากจนของประชาชน ไม่ได้เป็นปัจจัยให้คนทำการขอทาน เพราะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประชาชนตกงาน รายได้ลดลง กลับพบว่าสถานการณ์การขอทานลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ กลับพบว่าสถานการณ์การขอทานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนจังหวัดที่ประชาชนมีรายได้น้อยที่สุดของประเทศไทยและเป็นจังหวัดที่มีความยากจนเรื้อรัง กลับพบจำนวนผู้ทำการขอทานในจังหวัด และคนที่มีภูมิลำเนาของจังหวัดนั้นไปทำการขอทานในจังหวัดอื่นน้อยกว่าจังหวัดอื่นๆ
โดยจังหวัดที่มีผู้ทําการขอทานมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร จำนวน 843 ราย รองลงมา คือ สมุทรปราการ จำนวน 277 ราย ปทุมธานี จำนวน 256 ราย ชลบุรี จำนวน 131 ราย และอุบลราชธานี จำนวน 108 ราย ตามลำดับ ซึ่งล้วนแต่เป็นจังหวัดใหญ่ มีแหล่งท่องเที่ยว สถานประกอบการ และประชาชนจำนวนมาก ด้วยสถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของผู้ทำการขอทาน มีความสอดคล้องกับปัจจัยของผู้ให้และรายได้จากการขอทาน มากกว่าปัจจัยด้านความยากจน
จากฐานข้อมูลการจัดระเบียบขอทานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พบว่า ผู้ทําการขอทานมีรายได้จากการขอทาน จำนวน 3,431,120 บาท เฉลี่ยคนละ 470 บาท ดังนี้
-ผู้ทําการขอทานชาวจีน เฉลี่ยคนละ 1,250 บาท
-ผู้ทําการขอทานชาวกัมพูชา เฉลี่ยคนละ 587 บาท
-ผู้ทําการขอทานคนไทย เฉลี่ยคนละ 423 บาท
-ผู้ทําการขอทานชาวลาว เฉลี่ยคนละ 306 บาท
จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้น ก่อให้เกิดความท้าทายต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการขอทาน ทั้งในส่วนของการควบคุมจำนวนผู้ทําการขอทานไม่ให้เพิ่มมากขึ้น การคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ทําการขอทานไม่ให้กลับมาทำการขอทานซ้ำ รวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการขอทานรูปแบบใหม่มีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากการขอทานไม่ได้เกิดขึ้นให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ตามที่สาธารณะเฉกเช่นในอดีต
แต่เกิดการขอทานในรูปแบบใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 ไม่มีอำนาจเข้าไปดำเนินการ และยากแก่การวินิจฉัยองค์ประกอบความผิด แม้มีพฤติการณ์การขอโดยใช้ความน่าสงสาร แต่ไม่สามารถตรวจเส้นทางการเงินหรือทรัพย์สินได้ จึงไม่มีหลักฐานของการส่งมอบเงินหรือทรัพย์สินจากผู้อื่น
นอกจากนี้ พบว่ามีผู้ทําการขอทานจากประเทศเพื่อนบ้านลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เพื่อเข้ามาทำการขอทาน รวมทั้งมีผู้ทําการขอทานจำนวนหนึ่งที่แฝงตัวมาในรูปแบบนักท่องเที่ยว ซึ่งยากแก่การตรวจตรา
ตลอดจนมีการแสวงหาประโยชน์ จากการนําคนมาทำการขอทาน ซึ่งบางกรณีอาจเข้าข่ายการค้ามนุษย์ โดยจากฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่า การขอทานมีความเชื่อมโยงกับกระบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ โดยการนําคนมาทำการขอทาน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

สำหรับจำนวนผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยการบังคับขอทานนั้น จากระบบฐานข้อมูลของประเทศไทยด้านการดำเนินคดีและการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ 1 ม.ค.2560–31 ต.ค.2566 พบผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยการบังคับมาขอทาน จำนวน 101 ราย โดยในปีงบประมาณ 2566 พบผู้เสียหาย จำนวน 12 ราย แบ่งเป็น คนกัมพูชา จำนวน 10 ราย คนไทย จำนวน 1 ราย และคนไร้สัญชาติ จำนวน 1 ราย

อ่านเพิ่มเติม : การรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) พระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ. ....

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา