
“…การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งออกบัตรเลือกตั้งซึ่งมีเครื่องหมายที่สามารถสืบค้นเพื่อระบุตัวตนของผู้ลงคะแนนและทำให้ทราบว่าผู้ร้องเรียนลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครคนใดและพรรคการเมืองใด นั้นเป็นการละเมิดสิทธิในการเลือกตั้งและการออกเสียงลงคะแนนโดยลับ เป็นการทำลายความเป็นอิสระในการตัดสินใจและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทำให้รู้สึกถึงความไม่มั่นคงในเสรีภาพทางการเมือง และถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับอย่างแท้จริง การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยย่อมไม่สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน และส่งผลให้การเลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะ…”
สืบเนื่องจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่เป็นไปโดยตรงและเป็นความลับ ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และสั่งให้ผู้ร้องและสำนักงานคณะกรรมการการเลือก (กกต.) ผู้ถูกร้อง ทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและพยานหลักฐาน ภายใน 15 วัน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากกส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญของผู้ตรวจการแผ่นดิน
อ่านข่าวประกอบ : ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้วินิจฉัย ปม เลือกตั้งไม่ลับ-โมฆะ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ขอนำคำวินิจฉัยผู้ตรวจการแผ่นดินฉบับเต็ม กรณีมีผู้ร้องยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ยื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 เพื่อพิจารณาวินิจฉัย กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 83 วรรคสอง อันเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้
ตอนนี้ขอนำเสนอเป็นตอนแรก
@ ไม่ปรากฏกฎหมายกำหนดกระบวนการร้องเป็นการเฉพาะ
ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ปรึกษาหารือและเห็นชอบร่วมกัน โดยพิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วจะได้วินิจฉัยไปตามประเด็นที่ร้องเรียน ดังนี้
มีข้อพิจารณาเบื้องต้นว่า ประเด็นปัญหาตามเรื่องร้องเรียนนี้อยู่ในหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือไม่
กรณีประเด็นปัญหาตามเรื่องร้องเรียนนี้ เป็นการร้องเรียนว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 260 มาตรา 83 วรรคสอง อันเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้
โดยผู้ร้องเรียนประสงค์จะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ต้องยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเสียก่อน อันเป็นกรณีที่กฎหมายอื่นกำหนดหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้ จึงอยู่ในหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามมาตรา 22 (4) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 ที่จะรับเรื่องไว้พิจารณาได้
ทั้งนี้ ในการพิจารณาปัญหาตามเรื่องร้องเรียนดังกล่าวจะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561
มีข้อพิจารณาประการแรกว่า ประเด็นปัญหาตามเรื่องร้องเรียนนี้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 47 (1) – (6) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 หรือไม่ ประการใด
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 บัญญัติว่า “การใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 46 ต้องเป็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐและต้องมิใช่เป็นกรณีอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้... (2) รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว.... (4) เรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่น หรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว” จะเห็นได้ว่าหากเป็นไปตามเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 47 (1) - (6) แล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยได้ เนื่องจากกฎหมายบัญญัติห้ามไว้โดยชัดแจ้ง
แต่เมื่อพิเคราะห์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนและเอกสารประกอบคำร้องเรียนโดยละเอียดแล้ว จะเห็นได้ว่า ประเด็นตามเรื่องร้องเรียนนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องเรียนกล่าวอ้างว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 83 วรรคสอง อันเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและละเมิดสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนโดยลับของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ซึ่งไม่ปรากฏว่า มีบทบัญญัติใดของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว หากแต่มีเพียงบทบัญญัติมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่บัญญัติว่า “ห้ามมิให้กรรมการ เลขาธิการ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการอื่นใดอันเป็นการขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งของคณะกรรมการ หรือคำสั่งของศาลอันเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้” และมีโทษในทางอาญาตามมาตรา 149 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันเท่านั้น
@ ผู้ตรวจการแผ่นดินชอบที่จะวินิจฉัยต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มิใช่เป็นบทบัญญัติที่กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญกระทำการที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้แต่อย่างใด
อีกทั้ง มิใช่กรณีตามมาตรา 25 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่บัญญัติว่า “ให้บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้” เมื่อการดำเนินการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 การพิจารณาปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวข้างต้นจึงอยู่ในเขตอำนาจการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมอื่นแต่อย่างใด
ดังนั้นกรณีนี้จึงมิอาจถือได้ว่าเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว อันต้องห้ามมิให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 47 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561
อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีบุคคลอื่นยื่นคำฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันนี้ต่อศาลปกครองกลางตามคดีหมายเลขดำที่ 304/2569 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจคำฟ้องก็ตาม แต่บุคคลที่ยื่นคำฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลปกครองกลางมิได้เป็นบุคคลเดียวกันกับผู้ร้องในเรื่องร้องเรียนนี้ ประกอบกับการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้เป็นเรื่องเฉพาะตัว เมื่อผู้ร้องเรียนในเรื่องนี้มิได้เป็นบุคคลที่ยื่นคำฟ้องคดีต่อศาลอื่น จึงยังมิอาจถือได้ว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นหรือเป็นเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว อันต้องห้ามมิให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 47 (4) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561
อีกทั้ง ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเฉพาะในประเด็นปัญหาความชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน เท่านั้น มิได้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในประเด็นเกี่ยวกับการกระทำละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้แต่อย่างใด หากแต่เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น เรื่องร้องเรียนนี้จึงมิได้มีลักษณะต้องห้ามยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 47 (2) และ (4) และมิได้มีลักษณะต้องห้ามยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 47 (1) (3) (5) และ (6) แต่อย่างใด ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงชอบที่จะพิจารณาและวินิจฉัยในประเด็นปัญหาตามเรื่องร้องเรียนนี้ต่อไปได้
@ กกต. กระทำในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ-หน่วยงานของรัฐ
มีข้อพิจารณาประการที่สอง ว่าผู้ถูกร้องเรียนเป็นหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐ ตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 หรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา47บัญญัติว่า “การใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 46 ต้องเป็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐและต้องมิใช่เป็นกรณีอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้”
จะเห็นได้ว่าการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐเท่านั้น เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับสถานะของผู้ถูกร้องเรียนในเรื่องนี้ อันประกอบด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานธุรการขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยมีหน้าที่และอำนาจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ในการจัดหรือดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้ง ควบคุมดูแลการเลือกตั้ง สืบสวนหรือไต่สวนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและวินิจฉัยชี้ขาด การออกกฎ การบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ตลอดจนหน้าที่และอำนาจอื่นที่เกี่ยวข้อง
แม้ว่ามิใช่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลก็ตาม แต่การใช้อำนาจในลักษณะดังกล่าวซึ่งมีทั้งการใช้อำนาจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในทำนองเดียวกันกับหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาล รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายและกฎในการดำเนินกิจการทางปกครองตามที่กฎหมายต่าง ๆ กำหนดไว้
ดังนั้น การกำหนดรูปแบบและการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเป็นการกระทำการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายซึ่งเป็นการกระทำในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 กรณีจึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดโดยครบถ้วนแล้ว ซึ่งจะต้องพิจารณาต่อไปว่าการกระทำในลักษณะดังกล่าวละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพดังที่ผู้ร้องเรียนกล่าวอ้าง หรือไม่ เพียงใด
มีข้อพิจารณาประการที่สามว่า ผู้ร้องเรียนเป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพนั้น ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 หรือไม่ เพียงใด
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพนั้น ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยคดีตามมาตรา 7 (11) ได้ โดยจะต้องยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเสียก่อน ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพดังกล่าว เว้นแต่การละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพนั้นยังคงมีอยู่ก็ให้ยื่นคำร้องได้ตราบที่การละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพนั้นยังคงมีอยู่ และให้นำความในมาตรา 48 วรรคหนึ่งและวรรคสอง มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม โดยต้องยื่นคำร้องต่อศาลภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือวันที่พ้นกำหนดเวลาที่ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 48 วรรคสอง”
จะเห็นได้ว่า ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าผู้ร้องเรียนเป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพนั้นด้วย ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงจะมีอำนาจพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามบทบัญญัติดังกล่าว
@ ร้องเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ละเมิดสิทธิ-เสรีภาพ
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนและเอกสารประกอบคำร้องเรียนโดยละเอียดแล้วรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเรียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และผู้ร้องเรียนได้ไปใช้สิทธิในวันดังกล่าว ณ เขตเลือกตั้งที่ 7 กรุงเทพมหานคร ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า
ในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามมติและคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (บัตรสีเขียว) และบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ปรากฏรหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) บนบัตรเลือกตั้ง
โดยเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ นั้น เมื่อใช้โทรศัพท์หรือเครื่องมือที่ใช้สแกนบาร์โค้ดจะสามารถเข้าถึงและล่วงรู้ได้ว่าเป็นบัตรเลือกตั้งเลขที่เท่าใดและตรวจสอบได้ว่ามาจากเล่มใด รวมถึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปดูได้ว่าบัตรเลือกตั้งใบนั้นได้จ่ายให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งลำดับที่เท่าใด ซึ่งเมื่อตรวจสอบกับบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งและต้นขั้วของบัตรดังกล่าวก็จะทราบได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนนั้นลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองใด
ซึ่งผู้ร้องเรียนเห็นว่า การที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยมติและความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยมีการติดเครื่องหมายลักษณะดังกล่าวบนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและใช้บัตรเลือกตั้งนั้นแจกจ่ายไปยังหน่วยเลือกตั้งประจำจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงการเลือกตั้งล่วงหน้าและการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรด้วย ซึ่งทำให้สามารถล่วงรู้ข้อเท็จจริงและข้อมูลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองใดนั้น ถือว่าการเลือกตั้งดังกล่าวมิได้เป็นไปโดยลับ
นอกจากนี้ผู้ร้องเรียนเห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 95 บัญญัติรับรองสิทธิเลือกตั้งของผู้ร้องเรียน และมาตรา 83 วรรสอง บัญญัติให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละหนึ่งใบ การออกเสียงลงคะแนนของผู้ร้องเรียนต้องได้รับความคุ้มครองให้มีเสรีภาพในการแสดงเจตจำนงและได้รับความคุ้มครองความปลอดภัยจากการลงคะแนน
การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งออกบัตรเลือกตั้งซึ่งมีเครื่องหมายที่สามารถสืบค้นเพื่อระบุตัวตนของผู้ลงคะแนนและทำให้ทราบว่าผู้ร้องเรียนลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครคนใดและพรรคการเมืองใด นั้นเป็นการละเมิดสิทธิในการเลือกตั้งและการออกเสียงลงคะแนนโดยลับ เป็นการทำลายความเป็นอิสระในการตัดสินใจและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทำให้รู้สึกถึงความไม่มั่นคงในเสรีภาพทางการเมือง และถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับอย่างแท้จริง การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยย่อมไม่สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน และส่งผลให้การเลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะ
ผู้ร้องเรียนจึงเห็นว่าตนถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพนั้น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 213 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 เนื่องจากการกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่กำหนดและออกบัตรเลือกตั้งให้สามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนน เป็นเหตุทำให้การออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นการลับ และมีผลทำให้การจัดหรือดำเนินการให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และการเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 19 - 30 มกราคม 2569 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 83 วรรคสอง
โปรดติดตามตอนต่อไป
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่น ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาด ปม เลือกตั้งไม่เป็นความลับ-โมฆะ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา