
‘ศาลอุทธรณ์’ ยกฟ้องคดี DTAC คิดค่าโทรศัพท์แบบปัดเศษจาก ‘วินาที’ เป็น ‘นาที’ ชี้ มติ‘กทค.’ที่ 13/2559 ยังไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เหตุไม่ผ่านกระบวนการ ‘รับฟังความคิดเห็น’ ก่อน ขณะที่ ‘เลขาฯสภาผู้บริโภค’ เร่งหาทางปกป้องสิทธิ ‘ผู้บริโภค’
....................................
เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยศาลอุทธรณ์ นัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับผู้บริโภค ยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่ม เมื่อปี 2561 กรณีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นฯ (ดีแทค) ในขณะนั้น (ปัจจุบัน บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นฯ รวมธุรกิจกับ ทรู คอร์ปอเรชั่น) มีการคิดค่าบริการโทรศัพท์แบบปัดเศษจากวินาทีเป็นนาที ทำให้ผู้บริโภคถูกคิดค่าบริการไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งขัดต่อมติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่ 13/2559
ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องในคดีนี้ โดยศาลวินิจฉัยว่า มติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม ที่ 13/2559 ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิธีการคิดค่าบริการโทรศัพท์ตามความความเป็นจริงบนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์นั้น ยังไม่มีผลบังคับใช้ในทันที เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นก่อน จึงทำให้การกระทำของบริษัทฯ ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค
น.ส.ณัฐวดี เต็งพานิชกุล ทนายความของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า คดีนี้เกิดจากการที่ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากการคิดค่าบริการโทรศัพท์แบบปัดเศษจากวินาทีเป็นนาที เนื่องจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม ได้มีมติ กทค.ที่ 10/2559 บังคับให้ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz คิดค่าโทรตามการใช้งานจริงเป็นวินาที และต่อมาได้มีมติ กทค. ที่ 13/2559 ขยายการบังคับใช้ไปยังคลื่น 2100 MHz ซึ่งเป็นคลื่นที่ดีแทคถือครองอยู่
อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์เห็นว่ามติ กทค. ที่ 13/2559 ยังไม่สมบูรณ์ทางกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามที่กฎหมายกำหนด จึงยังไม่มีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาดังกล่าว ส่งผลให้การที่ดีแทคคิดค่าบริการแบบปัดเศษค่าโทรในขณะนั้น ยังไม่ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค อีกทั้งประเด็นการร่วมรับผิดของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลได้พิจารณาจากมติ กทค. ตั้งแต่ปี 2550 ที่ให้ใบอนุญาตกับดีแทค โดยเงื่อนใขใบอนุญาตไม่ได้กำหนดเรื่องคิดค่าบริการตามจริงเป็นวินาที
“มีข้อสังเกตที่น่าสนใจจากความแตกต่างของแนวคำพิพากษาในคดีลักษณะเดียวกัน โดยในกรณีที่กลุ่มผู้บริโภคฟ้องร้อง บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS ต่อศาลแพ่งรัชดา ซึ่งศาลได้วินิจฉัยว่า ข้อสัญญาที่กำหนดให้คิดค่าโทรไม่เป็นไปตามการใช้งานจริง เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม แต่ศาลยกฟ้องเนื่องจากผู้บริโภคไม่สามารถพิสูจน์รายละเอียดของค่าเสียหายหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงได้ชัดเจน ซึ่งขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการอุทธรณ์” น.ส.ณัฐวดี ระบุ
น.ส.ณัฐวดี ยังระบุว่า ในกรณีคดีของดีแทคดังกล่าว ศาลฯเน้นไปที่ความสมบูรณ์ของมติ กทค. เป็นหลัก และไม่มีการวินิจฉัยในประเด็นความไม่เป็นธรรมของสัญญาบริการ แม้เป็นประเด็นหลักที่กลุ่มผู้บริโภคได้นำเสนอต่อศาลพิจารณาก็ตาม
ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังต่อคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ เนื่องจากการที่ผู้บริโภคใช้บริการโทรศัพท์ไม่ครบหนึ่งวินาที แต่ถูกคิดเงินเต็มนาที เป็นเรื่องไม่เป็นธรรม โดยขั้นตอนหลังจากนี้ สภาผู้บริโภคจะตรวจสอบรายละเอียดของมติ กทค. ทั้ง 2 ฉบับอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาว่ามีความไม่สมบูรณ์ในประเด็นใด และเหตุใดการบังคับใช้จึงแตกต่างกันในแต่ละบริษัท เพื่อหาแนวทางปกป้องสิทธิผู้บริโภคต่อไป
“กรณีนี้สะท้อนถึงปัญหาความอ่อนแอของหน่วยงานกำกับดูแล หากศาลฯยึดตามคำวินิจฉัยของหน่วยงานที่ยังไม่เข้มแข็ง โดยไม่พิจารณาเจตนารมณ์ในการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้บริโภคจะขาดที่พึ่งอย่างมาก” น.ส.สารี กล่าว
น.ส.สารี ระบุด้วยว่า ในปี 2562 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีมติให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จัดแพ็กเกจที่คิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาทีในสัดส่วนอย่างน้อย 50% ของแพ็กเกจทั้งหมด อย่างไรก็ดี มติ กสทช. ดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับคดีที่กลุ่มผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนหน้านี้
ขณะที่ น.ส.รมณีย์ เต็มเปี่ยม ตัวแทนผู้บริโภคที่ร่วมฟ้องคดี กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังต่อคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ เนื่องจากการคิดค่าโทรแบบไม่ตรงตามการใช้งานจริง ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคมาโดยตลอด และขอเรียกร้องให้ กสทช. ให้กำกับดูแลผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถืออย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเรื่องการคิดอัตราค่าโทรศัพท์แบบปัดเศษ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค
อ่านประกอบ :
‘ศาลปค.’สั่งเพิกถอนมติ กทค. ปี 60 ให้ ‘AIS-TRUE’ คิดค่าโทรตามจริง-ห้ามปัดเศษเป็นนาที

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา