
‘องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ’ เผยผลสำรวจ ‘ดัชนีการรับรู้การทุจริตฯ’ ปี 68 ไทยรั้งอันดับ 116 ของโลก ร่วงลง 9 อันดับจากปีก่อน ขณะที่คะแนนลดเหลือ 33 คะแนน จากปีก่อน 34 คะแนน
......................................
เมื่อวันที่ 10 ก.พ. องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือคอร์รัปชัน Corruption Perception Index: CPI) ประจำปี 2568 โดยประเทศไทยได้คะแนน 33 คะแนน จาก 100 คะแนน ลดลง 1 คะแนน จากปีก่อน (ปี 2567 ประเทศไทยได้ 34 คะแนน) และอยู่ในอันดับที่ 116 จากประเทศทั้งหมด 182 ประเทศ ลดลงจาก 9 อันดับ จากปีที่แล้ว (ปี 2567) ที่ไทยอยู่อันดับที่ 107 ของโลก
ทั้งนี้ มี 3 ประเทศที่ได้คะแนน 33 คะแนนเท่ากับประเทศไทย คือ เอกวาดอร์ (33 คะแนน) ,ปานามา (33 คะแนน) และเซอร์เบีย (33 คะแนน)
องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ระบุในบทความ ‘Corruption Perceptions Index 2025: Decline in leadership undermining global fight against corruption’ ตอนหนึ่งว่า เมื่อพิจารณาผลคะแนนดัชนี CPI ของ 182 ประเทศและดินแดนทั่วโลก ตามระดับการรับรู้การทุจริตในภาครัฐ โดยใช้คะแนนตั้งแต่ 0 (ทุจริตสูงมาก) ถึง 100 (โปร่งใสมาก)
ปรากฎว่าคะแนนเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 42 จาก 100 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปี สะท้อนแนวโน้มถดถอยที่น่ากังวล และจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะยาว ขณะเดียงกัน ประเทศส่วนใหญ่ของโลกยังคงล้มเหลวในการควบคุมปัญหาคอร์รัปชัน โดยมากกว่า 2 ใน 3 หรือ 122 จาก 180 ประเทศ ได้คะแนนต่ำกว่า 50
ทั้งนี้ เดนมาร์กครองอันดับสูงสุดของดัชนี CPI เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน ด้วยคะแนน 89 ตามมาด้วยฟินแลนด์ (88) และสิงคโปร์ (84) ส่วนประเทศที่ได้คะแนนต่ำที่สุด ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ภาคประชาสังคมถูกกดปราบอย่างรุนแรง และเผชิญความไม่มั่นคงในระดับสูง เช่น ซูดานใต้ (9) โซมาเลีย (9) และเวเนซุเอลา (10)
นับตั้งแต่ปี 2555 มี 50 ประเทศที่คะแนนการรับรู้การทุจริตฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเทศที่คะแนนตกลงมากที่สุด ได้แก่ ตุรกี (31) ฮังการี (40) และนิการากัว (14) สะท้อนการอ่อนแอลงเชิงโครงสร้างของกลไกด้านความซื่อสัตย์ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษ ซึ่งมีปัจจัยจากการถดถอยของประชาธิปไตย ความขัดแย้ง ความเปราะบางของสถาบัน เครือข่ายอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก การทุจริตกลายเป็นปัญหาเชิงระบบและฝังแน่นทั้งในโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารราชการ
อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2555 มี 31 ประเทศที่คะแนนฯดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเทศที่พัฒนามากที่สุด ได้แก่ เอสโตเนีย (76) เกาหลีใต้ (63) และเซเชลส์ (68) การปรับตัวดีขึ้นในระยะยาวของประเทศประชาธิปไตยเหล่านี้ สะท้อนแรงขับเคลื่อนของการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันตรวจสอบ และฉันทามติทางการเมืองในวงกว้างที่สนับสนุนธรรมาภิบาลที่โปร่งใส
ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวมีสาเหตุจากหลายปัจจัย อาทิ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในบริการภาครัฐ การยกระดับความเป็นมืออาชีพของข้าราชการ และการฝังมาตรฐานธรรมาภิบาลระดับภูมิภาคและระดับโลก ไว้ในระบบการบริหาร
ขณะที่บทความเรื่อง ‘Corruption Perceptions Index 2025: Stalling anti-corruption progress in Asia Pacific while public anger surges’ ของ TI ได้ระบุถึงผลสำรวจดัชนี CPI ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า นับตั้งแต่ปี 2555 มี 8 จาก 32 ประเทศที่มีคะแนนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ภูฏาน (71) บรูไน (63) และลาว (34)
อย่างไรก็ดี ทั้งประเทศไทย (33) และมองโกเลีย (31) ยังคงได้คะแนนในระดับต่ำ และมีแนวโน้มคะแนนลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2555 โดยในกรณีของมองโกเลีย พบว่ามีความเสื่อมถอยของหลักนิติธรรมและความรับผิดรับชอบ ควบคู่ไปกับการจำกัดพื้นที่ภาคประชาชนที่เพิ่มขึ้น
สำหรับประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดในภูมิภาคแปซิฟิก ได้แก่ สิงคโปร์ (84) นิวซีแลนด์ (81) และออสเตรเลีย (76) ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 3, 4 และ 12 ของโลก ตามลำดับ ขณะที่ประเทศที่ได้คะแนนต่ำอยู่ท้ายตารางของดัชนี ได้แก่ อัฟกานิสถาน (16) เมียนมา (16) และเกาหลีเหนือ (15)
อย่างไรก็ตาม ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคฯ (21 จาก 31 ประเทศ) ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 คะแนน รวมถึงประเทศประชาธิปไตยขนาดใหญ่อย่างอินเดีย (39) บังกลาเทศ (24) และอินโดนีเซีย (34)



Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา