
ที่ประชุมบอร์ดรฟท.รับทราบความคืบหน้าไฮสปีด 3 สนามบิน เตรียมดันบอร์ด EEC - ครม.เห็นชอบในหลักการแก้สัญญาที่ค้างไปก่อน ส่วนการแก้ไขสัญญาเหลือการปรับถ้อยคำในประเด็นการวางหลักประกันสัญญา จ่อชงอัยการฯพิจารณาอีกครั้ง ก่อนกลับมาเสนอบอร์ด EEC-ครม.ตามชั้นตอน คาดกลางปีนี้เซ็นสัญญาใหม่ ก่อนเริ่มงาน ส.ค.นี้
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และรักษาการผู้ว่าการฯรฟท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.รับทราบความคืบหน้าการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
นายอนันต์กล่าวว่า ความคืบหน้าที่รายงานให้บอร์ดรฟท.ทราบ คือ ประเด็นหลักการการแก้ไขสัญญาทั้ง 5 ข้อ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) เห็นชอบแล้วแล้ว เหลือเพียงการเสนอต่อไปที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
สำหรับหลักการแก้ไขสัญญาที่หารือกันจนได้ข้อสรุปแล้ว ประกอบด้วย หลักการที่บอร์ด EEC เคยเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 11 ต.ค.67 ทั้งหมด 5 ข้อ ประกอบด้วย
1.วิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน (Public Investment Cost : PIC) จากเดิม จ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถไฟความเร็วสูงฯ แล้ว รัฐจะแบ่งจ่ายเป็นเวลา 10 ปี ปีละเท่าๆ กัน รวมเป็นจำนวน 149,650 ล้านบาท เปลี่ยนเป็น จ่ายเป็นงวด ตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท. ) ตรวจรับ วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท โดยเอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม รวมเป็นจำนวน 160,000 ล้านบาท (สำหรับค่างานโยธาและค่าระบบรถไฟฟ้า) เพื่อรับประกันว่าจะก่อสร้างและเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงฯ ได้ภายใน 5 ปี ทั้งนี้ กรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างจะทยอยตกเป็นของภาครัฐ (รฟท.) ทันทีตามงวดของการจ่ายเงิน
2. กำหนดการชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) โดยให้เอกชนแบ่งชำระค่าสิทธิจำนวน 10,671.09 ล้านบาท เป็น 7 งวด เป็นรายปี จำนวนเท่า ๆ กัน โดยต้องชำระงวดแรก ณ วันที่ลงนามแก้ไขสัญญา ในการนี้ เอกชนจะต้องวางหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคาร ในมูลค่าเท่ากับค่าสิทธิ ARL รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเงินอื่นที่ รฟท. ต้องรับภาระ
3.กำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน (Revenue Sharing) เพิ่มเติม หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของโครงการฯ ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ และเป็นผลให้เอกชนได้ผลประโยชน์ตอบแทน (IRR) เพิ่มขึ้นเกิน 5.52% รฟท.มีสิทธิเรียกให้เอกชนชําระส่วนแบ่งผลประโยชน์เพิ่มได้ ตามจำนวนที่จะตกลงกันต่อไป
4.การยกเว้นเงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed : NTP) โดยให้คู่สัญญาจัดทำบันทึกข้อตกลงยกเว้นเงื่อนไข NTP ที่ยังไม่สำเร็จ เพื่อให้ รฟท. สามารถออก NTP ได้ทันทีเมื่อลงนามสัญญาที่แก้ไขตามหลักการทั้งหมดนี้
5. การป้องกันปัญหาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการฯ โดยปรับปรุงข้อสัญญาในส่วนของเหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผัน ให้สอดคล้องกับสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในโครงการอื่น
อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และรักษาการผู้ว่าการฯรฟท.
@ร่างสัญญาเสนออัยการฯ ทบทวนใหม่
นอกจากนี้ นายอนันต์ยังกล่าวอีกว่า ทางรฟท.จะเสนอร่างแก้ไขสัญญาและข้อสังเกตจำนวน 18 ข้อของสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าไปด้วย ซึ่งบจ.เอเชีย เอรา วัน (ซี.พี.) ในฐานะเอกชนคู่สัญญาเห็นชอบในทุกประเด็นแล้ว เหลือเพียงเรื่องหลักประกันของงานโยธา ที่จะหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุดต่อไป โดยรายละเอียดที่เอกชนยังมีข้อสงสัยคือ การวางหลักประกันให้ รฟท. 160,000 ล้านบาท ในห้วงเวลาก่อสร้าง 5 ปีที่มีเงื่อนไขให้ริบหลักประกันทุกกรณี โดยเอกชนขอให้คงเงื่อนไขเดิมคือ ริบเงินวางหลักประกันก็ต่อเมื่องมีการทิ้งงาน ซึ่งจากการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับสำนักงานอัยการสูงสุด ก็ได้เข้าใจในเงื่อนไขนี้มากขึ้นแล้ว
นายอนันต์กล่าวว่า คาดว่าจะสามารถส่งประเด็นที่เอกชนยังไม่เห็นชอบไปถึงอัยการสูงสุดพิจารณาได้ทันที หลังจากนั้น จะต้องรออัยการสูงสุดพิจารณาก่อนส่งกลับมาที่ รฟท.เพื่อเสนอกระทรวงคมนาคม ก่อนเสนอไปที่ครม.พิจารณาต่อไป คาดว่าน่าจะไปถึงที่ประชุมครม.ได้ประมาณมิ.ย.-ก.ค.นี้ และจะลงนามในสัญญาที่ได้รับประมาณ ก.ค.นี้ และเริ่มส่งมอบหนังสือให้เริ่มงาน (NTP) ประมาณ ส.ค.นี้ แล้วก็จะเริ่มนับเวลาก่อสร้าง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5 ปี
ทั้งนี้ รักษาการผู้ว่าฯรฟท.กล่าวว่า ทางอัยการสูงสุดตอบกลับประเด็นดังกล่าวมา 2 ข้อคือ 1. ทางอัยการสูงสุดขอให้ทาง EEC ยืนยันว่า ร่างสัญญาที่ได้รับการแก้ไข ต้องได้รับการยุติก่อนการเสนอแก้ไขสัญญา ซึ่งต้องดูก่อนว่า จะสามารถเสนอรวมไปกับการเสนอขออนุมัติแก้ไขหลักการสัญญา หรือต้องเสนอแยกอีกที และ 2.การขอแก้ไขสัญญา ซึ่งอัยการสูงสุดได้ตรวจแล้ว
นายอนันต์กล่าวว่า คาดว่าจะสามารถส่งประเด็นที่เอกชนยังไม่เห็นชอบไปถึงอัยการสูงสุดพิจารณาได้ทันที หลังจากนั้น จะต้องรออัยการสูงสุดพิจารณาก่อนส่งกลับมาที่ รฟท.เพื่อเสนอกระทรวงคมนาคม ก่อนเสนอไปที่ครม.พิจารณาต่อไป คาดว่าน่าจะไปถึงที่ประชุมครม.ได้ประมาณมิ.ย.-ก.ค.นี้ และจะลงนามในสัญญาที่ได้รับประมาณ ก.ค.นี้ และเริ่มส่งมอบหนังสือให้เริ่มงาน (NTP) ประมาณ ส.ค.นี้ แล้วก็จะเริ่มนับเวลาก่อสร้าง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5 ปี
เมื่อถามถึงท่าทีของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญาโครงการนั้น นายอนันต์กล่าวว่า รฟท.และสกพอ.ชี้แจงกับนายพิพัฒน์แล้ว เนื่องจากโครงการนี้จะกระทบไปถึงโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา, การก่อสร้างรันเวย์ที่ 2 สนามบินอู่ตะเภา, โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน โดยหลักการต้องแก้หลักการให้เรียบร้อย สำนักงานอัยการสูงสุดก็ตรวจร่างสัญญามาให้แล้ว เหลือเพียงข้อยุติอีกเพียง 1 เรื่อง ถ้าสามารถแก้ไขได้ก็จะเริ่มต้นก่อสร้างได้ และโครงการอื่นๆจะไม่มีปัญหาอุปสรรค
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากมีผู้ไปฟ้องร้องได้ประเมินสถานการณ์นี้ไหม นายอนันต์กล่าวว่า หลักการแก้ไขสัญญาในช่วงก่อนออก NTP ต้องส่งไปที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น ถ้ามีช่วงที่ถูกตรวจสอบและมีความเห็นกลับมา โดยสามารถดำเนินการแก้ไขได้ ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปของการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไป
ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน จะได้รับผลกระทบอย่างไรหรือไม่นั้น นายอนันต์กล่าวว่า รฟท.จะเร่งรัดโครงการให้เร็วที่สุด หากการลงนามในสัญญาไม่เกิดขึ้น คงต้องรายงานไปที่ครม. เพื่อเปลี่ยนแปลงงานของโครงการ เพราะตัวโครงสร้างร่วมในสัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง มีอยู่ในเนื้องานที่ซี.พี.ต้องดำเนินการด้วย
อ่านประกอบ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา