
ปปง.ยึดอายัดทรัพย์กว่า 33.4 ล้าน นายไพบูลย์กับพวก ข่มขู่เรียกเก็บเงินร้อยละ 1 จากผู้ชนะประมูลงานรัฐ แลกไม่ยื่นเรื่องร้องเรียนตรวจสอบ ทั้งที่ดิน ตึกแถว ทาวน์เฮาส์ ห้องชุด เงินฝาก สลากออมสิน และหน่วยลงทุน รวม 30 รายการในชื่อ 3 บุคคล โดนร้องกองปราบฯ คดีศาลอาญาพิพากษาจำคุกแล้ว
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย. 44/2569 เรื่อง ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว รายนายไพบูลย์ กับพวก ซึ่งเป็นกรณีมีพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเกี่ยวกับการกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ เป็นทรัพย์สิน 30 รายการ มีชื่อบุคคลถือครอง ประกอบด้วย นายไพบูลย์ นางสาวพริสรา และนางรุ่งทิวา ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดินตามโฉนดที่ดิน ห้องชุด และสิ่งปลูกสร้าง และสังหาริมทรัพย์ประเภทเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร สลากออมสินพิเศษ และหน่วยลงทุน รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 33,465,477.49 บาท (ดูเอกสารท้ายข่าว)
คำสั่งระบุ พฤติการณ์นายไพบูลย์กับพวก ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2545 และมีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลจากการจัดซื้อจัดจ้างจากหน่วยงานของราชการ โดยจะตรวจสอบข้อมูลและติดต่อไปยังผู้ชนะการประมูลเพื่อข่มขู่ว่าจะยื่นหนังสือให้ตรวจสอบการประมูลงาน หากไม่อยากให้ร้องเรียนต้องจ่ายเงินตามที่นายไพบูลย์ต้องการ ซึ่งกำหนดในอัตราประมาณร้อยละ 1 ของงานที่ประมูลได้ ต่อมาผู้เสียหายได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม และศาลอาญาได้มีคำพิพากษาว่านายไพบูลย์มีความผิดฐานกรรโชก ให้ลงโทษจำคุกและให้ชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย
คำสั่งมีรายละเอียดดังนี้
@เปิดรายละเอียดคำสั่ง-รับเบาะแสผู้กระทำความผิด
คำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย. 44/2569 เรื่อง ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว
ด้วยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ได้รับรายงานจากผู้ร้องเรียน ตามหนังสือ ฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2559 เรื่อง แจ้งเบาะแสผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นกรณีมีพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเกี่ยวกับการกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ กล่าวคือ
@พฤติการณ์ข่มขู่ผู้ชนะประมูล บีบจ่ายร้อยละ 1 แลกไม่ร้องเรียน
พฤติการณ์คือ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2545 นายไพบูลย์ ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท และมีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลจากการจัดซื้อจัดจ้างจากหน่วยงานของราชการ โดยจะติดต่อไปยังบุคคลที่ประมูลงานได้ ทางโทรศัพท์ ทางแอพพลิเคชันไลน์ หรือส่งข้อความไปข่มขู่ ว่าจะยื่นหนังสือให้ตรวจสอบการประมูลงาน เพื่อให้จ่ายเงินตามที่นายไพบูลย์ต้องการ ซึ่งจะกำหนดในอัตราประมาณร้อยละ 1 ของงานที่ประมูลได้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่กลัวว่าจะเกิดความเสียหายจึงต้องยอมจ่ายเงิน
ต่อมาผู้เสียหายได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามเพื่อให้ดำเนินคดีกับนายไพบูลย์ กับพวก ในความผิดฐานกรรโชก ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาว่านายไพบูลย์มีความผิดฐานกรรโชก ให้ลงโทษจำคุกและให้ชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย อันเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
@ยึดอายัด 33.4 ล. 30 รายการ
ในการนี้ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 15/2567 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ที่ประชุมมีมติมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สิน ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่า นายไพบูลย์ กับพวก มีพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเกี่ยวกับการกรรโชก อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ และจากการตรวจสอบข้อมูล ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 30 รายการ พร้อมดอกผล
และเนื่องจากทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีนี้ประกอบด้วย อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดินตามโฉนดที่ดิน ห้องชุด และสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งอาจดำเนินการทางนิติกรรมโอนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ได้ และสังหาริมทรัพย์ประเภทเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร สลากออมสินพิเศษ และหน่วยลงทุน อันเป็นทรัพย์สินที่สามารถโอน ยักย้าย ปกปิด ซ่อนเร้นได้โดยง่าย จึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินดังกล่าว
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 34 (3) และมาตรา 48 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มติคณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการธุรกรรม จึงมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว จำนวน 30 รายการ รวมราคาประเมินจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 33,465,477.49 บาท พร้อมดอกผล มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน (เก้าสิบวัน) นับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 โดยมีรายการทรัพย์สินที่ยึดและอายัดปรากฏตามบัญชีทรัพย์สินแนบท้ายคำสั่งนี้
ทั้งนี้ ให้รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวหรือสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์หรือดอกผลด้วย
ในกรณีผู้ซึ่งถูกยึดและอายัดทรัพย์สินตามคำสั่งนี้ ประสงค์จะขอให้มีการเพิกถอนคำสั่ง ให้ยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือ








Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา